CIMjournal

Who is the candidate for diabetes remission ?


พญ. อภิรดี ศรีวิจิตรกมลรศ. พญ. อภิรดี ศรีวิจิตรกมล
สาขาวิชาโรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

 

นิตยสารไทม์พิมพ์บทความ “Type 2 diabetes remission is possible” ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 โดยกล่าวถึงคำถามที่ผู้เป็นเบาหวานมีคำถามบ่อย ๆ คือ “เบาหวานสามารถหายหรือทำให้กลับมาปกติได้หรือไม่” “จะทำให้หายได้อย่างไร” และ “จะมี point of no return หรือไม่” ในบทความนี้จะกล่าวถึงความหมายของโรคเบาหวานในระยะสงบ หรือ diabetes remission ความเป็นไปได้ของการทำให้โรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ และในผู้เป็นเบาหวานรายใดที่เหมาะสมในการให้การรักษาเพื่อให้เบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ


คำนิยาม

สำหรับผู้เป็นเบาหวานที่สามารถปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมจนไม่จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษาโรคเบาหวานนั้น จะใช้คำว่า “โรคเบาหวานในระยะสงบ หรือ diabetes remission” ไม่ใช้คำว่า “หายจากโรคเบาหวาน หรือ cure for diabetes” เนื่องจากผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเกิดโรคซ้ำได้ถ้ามีการปฏิบัติตัวที่ไม่เหมาะสม

แต่เนื่องจากการศึกษาหรือสถาบันต่าง ๆ ให้คำนิยามของโรคเบาหวานในระยะสงบที่แตกต่างกันทั้งในระดับน้ำตาล ระยะเวลาที่โรคเบาหวานอยู่ในระยะสงบ และบางการศึกษาสามารถมีการใช้ยาเพื่อป้องกันเบาหวาน ทำให้ไม่สามารถนำผลการศึกษามาเปรียบเทียบกันได้ ในปี พ.ศ. 2564 สมาพันธ์โรคเบาหวานแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานในระยะสงบคือ การที่ระดับฮีโมโกลบินเอวันซีน้อยกว่า 6.5% หรือในกรณีที่ระดับฮีโมโกลบินเอวันซีไม่สามารถใช้ได้ สามารถใช้ระดับน้ำตาลในเลือดน้อยกว่า 126 มก./ดล. หรือระดับ glucose management indicator (GMI) ที่ได้จากการติดเครื่องตรวจน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง (continuous glucose monitoring) น้อยกว่า 6.5% ทดแทนได้ โดยระดับน้ำตาลต้องคงอยู่ในระดับดังกล่าวอย่างน้อย 3 เดือนหลังการผ่าตัด และอย่างน้อย 6 เดือนหลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด และถ้ามีการใช้ยาต้องหยุดการใช้ยาอย่างน้อย 3 เดือน


หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการทำให้โรคเบาหวานอยู่ในระยะสงบ

ปัจจุบันมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการให้การรักษาโดยการผ่าตัด หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเข้มงวดจะสามารถทำให้ผู้เป็นเบาหวานสามารถหยุดการใช้ยารักษาเบาหวานหรือโรคเบาหวานอยู่ในระยะสงบได้โดยอัตราการที่มีโรคเบาหวานในระยะสงบในปีแรกประมาณ 12 – 72% และเมื่อติดตามผลการศึกษานานขึ้นอัตราการที่มีโรคเบาหวานในระยะสงบจะลดลงตามลำดับในทุก ๆ การศึกษา โดยการผ่าตัด bariatric จะสามารถทำให้โรคเบาหวานในระยะสงบได้มากกว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเข้มงวด

ตารางการศึกษาเกี่ยวกับการทำให้โรคเบาหวานในระยะสงบที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์candidate-for-diabetes-remissionSwedish Obese Subjects (SOS), The Surgical Treatment and Medications Potentially Eradicate Diabetes Efficiently (STAMPEDE), The Action for Health for Diabetes study (Look AHEAD), The Diabetes Remission Clinical Trial (DiRECT)
ตาราง โดย อภิรดี ศรีวิจิตรกมล


ปัจจัยที่ทำให้โรคเบาหวานอยู่ในระยะสงบ

จากการศึกษา SOS พบว่าชนิดของการผ่าตัดมีอัตราโรคเบาหวานในระยะสงบไม่แตกต่างกัน แต่ปริมาณน้ำหนักที่ลดลงจะเพิ่มความน่าจะเป็นในการที่โรคเบาหวานอยู่ในระยะสงบ (รูปที่ 1) และจากการศึกษา DiRECT พบว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเข้มงวดให้น้ำหนักตัวของผู้ป่วยลดลงจะเพิ่มความน่าจะเป็นในการที่โรคเบาหวานอยู่ในระยะสงบ (รูปที่ 1)candidate-for-diabetes-remissionรูปที่ 1 แสดงการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวหลังได้รับการรักษากับการโรคเบาหวานระยะสงบ จากการศึกษา Swedish Obese Subjects (SOS) และ การศึกษา The Diabetes Remission Clinical Trial (DiRECT)
รูปภาพ โดย อภิรดี ศรีวิจิตรกมล


โดยการลดลงของน้ำหนักตัวจะทำให้มีการลดลงของปริมาณไขมันในช่องท้องและปริมาณไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่อยู่ในตับ ส่งผลให้ภาวะดื้อต่ออินซูลินลดลงจึงทำให้ผู้เป็นเบาหวานเข้าสู่โรคเบาหวานในระยะสงบได้ โดยการลดลงของน้ำหนักตัวอย่างน้อยร้อยละ 15 จึงจะทำให้มีการลดลงของปริมาณไขมันในช่องท้องและปริมาณไขมันไตรกลีเซอไรด์ในตับได้อย่างมีนัยสำคัญที่จะลดภาวะดื้อต่ออินซูลินและทำให้โรคเบาหวานอยู่ในระยะสงบ


Who is candidate for diabetes remission ?

จากการศึกษาต่าง ๆ พบว่า ปัจจัยที่ทำให้โรคเบาหวานอยู่ในระยะสงบนั้นจะขึ้นกับคุณลักษณะของผู้เข้าร่วมการศึกษา ที่สำคัญมีดังนี้

  1. ระยะเวลาที่ได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวาน
    จากการศึกษา SOS พบว่าในผู้เป็นเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานมาไม่นานจะมีโอกาสที่โรคเบาหวานสงบสูงกว่าและกลับมาเป็นโรคเบาหวานซ้ำน้อยกว่าผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานมานานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และจากการศึกษาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดในการทำให้โรคเบาหวานสงบก็ให้ผลเช่นเดียวกัน โดยในการศึกษา Look AHEAD ที่ผู้เข้าร่วมการศึกษามีระยะเวลาที่ได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานนาน 5 ปี จะมีอัตราที่โรคเบาหวานสงบเพียงร้อยละ 11.5 น้อยกว่าการศึกษา DiRECT และ DIADEM-I ที่ผู้เข้าร่วมการศึกษามีระยะเวลาที่ได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานน้อยกว่าคือ 3 และ 2 ปี และมีอัตราที่โรคเบาหวานสงบร้อยละ 45.6 และ 61 ดังนั้นกล่าวโดยสรุปคือผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเบาหวานไม่นานจะมีโอกาสที่โรคเบาหวานในระยะสงบมากขึ้นเมื่อได้รับการรักษา
  2. การทำงานของเบต้าเซลล์ของตับอ่อน
    การศึกษาแบบ meta-analysis ที่รวบรวมการศึกษาผลของการผ่าตัด bariatric มีผู้เป็นเบาหวานเข้าร่วมการศึกษารวมทั้งสิ้น 273 คน พบว่าในผู้ป่วยที่มีระดับ C-peptide ขณะงดอาหารก่อนเข้ารับการผ่าตัดสูง ซึ่งแสดงถึงการทำงานของเบต้าเซลล์ของตับอ่อนยังดีอยู่จะมีโอกาสที่โรคเบาหวานอยู่ในระยะสงบหลังผ่าตัดสูงด้วย นอกจากการตรวจการทำงานของเบต้าเซลล์ของตับอ่อนโดยตรงแล้ว การศึกษาแบบ retrospective ในผู้เป็นเบาหวานที่ได้รับการผ่าตัด bariatric 2,700 คน พบว่าการที่ผู้ป่วยต้องใช้อินซูลินในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งแสดงถึงการทำงานของเบต้าเซลล์ของตับอ่อนเหลือน้อยจะมีอัตราที่โรคเบาหวานสงบหลังผ่าตัดเพียงร้อยละ 10.3 น้อยกว่าผู้ที่ไม่ต้องใช้อินซูลินที่มีอัตราที่โรคเบาหวานในระยะสงบหลังผ่าตัดถึงร้อยละ 70.6 ดังนั้นการทำงานของเบต้าเซลล์ของตับอ่อนที่ยังดีอยู่จะมีโอกาสที่โรคเบาหวานอยู่ในระยะสงบมากขึ้นเมื่อได้รับการรักษา


บทสรุป

การให้การรักษาทั้งการผ่าตัด bariatric และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดให้ผู้เป็นเบาหวานมีน้ำหนักลดลงอย่างน้อยร้อยละ 15 จะสามารถทำให้ผู้เป็นเบาหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เป็นเบาหวานและไม่ต้องใช้ยารักษาเบาหวาน หรือโรคเบาหวานในระยะสงบได้ โดยการให้การรักษานั้น ๆ ในผู้เป็นเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยมาไม่นานและยังมีการทำงานของเบต้าเซลล์ของตับอ่อนอยู่ในระดับดีจะทำให้โอกาสที่โรคเบาหวานจะสงบมากขึ้น และการทำให้น้ำหนักที่ลดลงนี้เป็นไปอย่างยั่งยืนจะป้องกันไม่ให้เบาหวานกลับมาเป็นซ้ำได้

 

 

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก