CIMjournal
banner วัคซีนเด็ก 3

Update on the Prevention of Respiratory Syncytial Virus (RSV) Disease among Infants, Young Children, and Older Adults


พญ. ณัฐกานต์ ตันฑวรักษ์พญ. ณัฐกานต์ ตันฑวรักษ์
สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

พญ. อรศรี วิทวัสมงคลผศ. พญ. อรศรี วิทวัสมงคล
สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

อาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus; RSV)

อาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus; RSV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อโรคทางเดินหายใจได้ในคนทุกอายุ ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน มีอาการไม่รุนแรง อย่างไรก็ตาม RSV สามารถก่อให้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างรุนแรงจนเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ทารก เด็กเล็กที่มีโรคปอดเรื้อรัง โรค cystic fibrosis โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำอย่างรุนแรง และผู้สูงอายุ นอกจากนี้ RSV เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบในทารก ทารกทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นโรคติดเชื้อ RSV รุนแรงได้แม้ว่าจะมีสุขภาพแข็งแรงดีมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ประมาณร้อยละ 2 – 3 ของทารกที่เข้ารับการรักษานอนในโรงพยาบาลมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ RSV และร้อยละ 80 เป็นเด็กแข็งแรงดีมาก่อน[1] การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสนี้ติดต่อผ่านการสัมผัสเชื้อในสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจหรือสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อเป็นหลัก นอกจากนี้ยังติดต่อผ่านทางละอองฝอยน้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ป่วยเข้าสู่ทางจมูก ปาก และเยื่อบุตาได้ เชื้อนี้สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียน ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาจำเพาะสำหรับเชื้อ RSV เน้นการรักษาแบบประคับประคอง

สำหรับการป้องกันการติดเชื้อทำได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยหรือสถานที่แออัดมีคนหนาแน่น ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ในสถานพยาบาลเมื่อต้องดูแลสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยควรสวมถุงมือ เสื้อกาวน์ และหน้ากากอนามัย นอกจากนี้เด็กกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ RSV รุนแรง อาจพิจารณาให้ palivizumab ซึ่งเป็น monoclonal antibody เพื่อป้องกันการติดเชื้อเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลระบาดของ RSV โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อเดือนละครั้งเป็นเวลานาน 5 เดือน

การระบาดของ RSV ส่วนใหญ่เป็นตามฤดูกาลซึ่งมีรูปแบบแตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ ก่อนการระบาดของโควิด 19 ฤดูกาลระบาดของ RSV ค่อนข้างคงที่ ในประเทศสหรัฐอเมริกา การระบาดทุกปีจะเริ่มในฤดูใบไม้ร่วงจนถึงช่วงต้นของฤดูใบไม้ผลิ (เดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม) สำหรับประเทศไทย การระบาดจะเริ่มเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนประมาณเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม และระบาดสูงสุดในเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน หลังจากนั้นจะลดน้อยลงไปเมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม

ในปี พ.ศ. 2566 นี้ คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (Advisory Committee on Immunization Practices, ACIP) ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention, CDC) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีคำแนะนำการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปชนิดออกฤทธิ์ยาว (long-acting monoclonal antibodies) สำหรับป้องกัน RSV ในทารกและเด็กเล็ก และวัคซีนป้องกัน RSV สำหรับผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดดังนี้


1. Nirsevimab[2–4]

Nirsevimab เป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปชนิดออกฤทธิ์ยาว (long-acting monoclonal antibodies) ที่สร้างจากแอนติบอดีของมนุษย์ (recombinant human IgG1 kappa monoclonal antibody) มีการดัดแปลงโครงสร้างบริเวณ Fc region ทำให้มีค่าครึ่งชีวิต (half-life) ที่ยาวนานขึ้น nirsevimab ออกฤทธิ์โดยจับกับ RSV fusion (F) protein ทำให้ยับยั้งเชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์มนุษย์

ประสิทธิภาพและความปลอดภัย
จากการศึกษาวิจัยทางคลินิกในทารกคลอดก่อนกำหนดอายุครรภ์ 29-34 สัปดาห์ และทารกคลอดครบกำหนด พบว่า nirsevimab มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคติดเชื้อ RSV ในทางเดินหายใจส่วนล่างที่ทำให้ต้องมาพบแพทย์ (medically attended RSV-associated lower respiratory tract illness, LRTI) ได้ร้อยละ 79 ป้องกันการนอนโรงพยาบาลจากโรคติดเชื้อ RSV ในทางเดินหายใจส่วนล่าง (RSV-associated LRTI with hospitalization) ได้ร้อยละ 80.6 และป้องกันการเข้ารักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (RSV-associated LRTI with ICU admission) ได้ถึงร้อยละ 90 nirsevimab มีประสิทธิภาพในการป้องกันได้ยาวนานอย่างน้อย 5 เดือน ดังนั้นจึงสามารถฉีดเพียงครั้งเดียวในการป้องกันการติดเชื้อ RSV ได้ตลอดทั้งช่วงฤดูกาลระบาด ซึ่งเป็นข้อดีที่เหนือกว่า palivizumab ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน ในด้านความปลอดภัย พบอาการไม่พึงประสงค์น้อยและมีอาการเพียงเล็กน้อย ที่พบบ่อย ได้แก่ ผื่น (ร้อยละ0.9) ปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีด (ร้อยละ 0.3)  ไม่พบความแตกต่างของอาการไม่พึงประสงค์ในกลุ่มที่ได้รับ nirsevimab กลุ่มที่ได้รับ palivizumab และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ไม่มีรายงานการเสียชีวิตหรืออาการแพ้รุนแรง (anaphylaxis)

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2566 คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกคำแนะนำการให้ nirsevimab สำหรับเด็กดังต่อไปนี้
  • ทารกทุกคนที่อายุน้อยกว่า 8 เดือน แนะนำให้ฉีดในระยะใกล้ก่อนเข้าฤดูกาลระบาดของ RSV สำหรับทารกที่เกิดในระหว่างหรือเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลระบาดของ RSV ควรได้รับ nirsevimab ภายในสัปดาห์แรกของชีวิต ในกรณี ทารกอายุน้อยกว่า 8 เดือนที่มารดาได้รับวัคซีนป้องกัน RSV ในระหว่างตั้งครรภ์มานานเกิน 14 วันก่อนคลอด ไม่จำเป็นต้องได้รับ nirsevimab
  • เด็กเล็กอายุ 8-19 เดือน ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อ RSV รุนแรง ได้แก่ โรคปอดเรื้อรังจากภาวะคลอดก่อนกำหนดที่ยังคงได้รับการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ หรือมีการใช้ออกซิเจนในช่วง 6 เดือนก่อนเข้าสู่ฤดูกาลระบาด ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำอย่างรุนแรง cystic fibrosis เด็กที่มีเชื้อสาย American Indian หรือ Alaska native  โดยแนะนำให้ฉีดในระยะใกล้ก่อนเข้าฤดูกาลระบาดของ RSV ครั้งที่สองของชีวิต

Nirsevimab สามารถให้ร่วมกับวัคซีนตามวัยได้ โดยไม่ต้องมีการเว้นระยะห่างกับวัคซีนทุกชนิดรวมถึงวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ สำหรับการเลื่อนฉีด nirsevimab ในเด็กป่วยให้พิจารณาเหมือนการฉีดวัคซีน

ขนาดและวิธีใช้ nirsevimab แบ่งตามอายุและน้ำหนัก

ทั้งนี้ หากไม่สามารถหา nirsevimab ได้ และเด็กมีข้อบ่งชี้ในการได้รับ palivizumab แนะนำให้ palivizumab ตามข้อบ่งชี้

ข้อบ่งชี้ในการให้ palivizumab[5]
  • ทารกคลอดก่อนกำหนดอายุครรภ์น้อยกว่า 35 สัปดาห์ และอายุน้อยกว่า 6 เดือนในช่วงเข้าสู่ฤดูกาลระบาด
  • เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่มีโรคปอดเรื้อรัง bronchopulmonary dysplasia และยังคงได้รับการรักษาในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
  • เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดและยังคงได้รับการรักษาอยู่ (hemodynamically significant congenital heart disease)

ขนาดและวิธีการใช้ยา palivizumab
ขนาดยา 15 มก./กก. ฉีด 1 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ทุกเดือน เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลระบาดของ RSV เป็นระยะเวลา 5 เดือน


2. RSV vaccines[6]

ในปี พ.ศ.2566 นี้ องค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ RSV ใหม่ 2 ชนิด วัคซีนทั้งสองชนิดใช้ recombinant RSV F protein เป็นแอนติเจนเพื่อกระตุ้นการสร้าง neutralizing antibodies ต่อ F protein ซึ่งมีส่วนสำคัญในการ fusion ของไวรัสเข้าสู่เซลล์มนุษย์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • วัคซีน RSVPreF3 (Arexvy) ผลิตโดยบริษัท GSK ใช้ recombinant RSV F protein RSV สายพันธุ์ A และมี AS01 ซึ่งเป็นสารที่เพิ่มการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (adjuvant) มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างจาก RSV (RSV-associated lower respiratory tract disease) ในฤดูกาลแรกหลังฉีดได้ถึงร้อยละ 6 และในฤดูกาลที่ 2 ป้องกันได้ร้อยละ 56.1
  • วัคซีน RSVpreF (Abrysvo) ผลิตโดยบริษัท Pfizer ใช้ recombinant F protein จาก RSV ทั้งสายพันธุ์ A และ B ไม่มี adjuvant มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างจาก RSV ได้ร้อยละ 88.9  ในฤดูกาลแรกหลังฉีดและร้อยละ 78.6 ในฤดูกาลที่ 2

วัคซีนทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพในการป้องกัน RSV-associated lower respiratory tract disease ได้ค่อนข้างดี อย่างน้อย 2 ฤดูกาลระบาด ส่วนด้านความปลอดภัย พบผลข้างเคียงเฉพาะที่น้อย มีรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกี่ยวกับการอักเสบของระบบประสาทภายใน 42 วันหลังได้รับวัคซีน RSVPreF3 (GSK) จำนวน 3 รายจากอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนทั้งหมด 17,922 ราย ได้แก่ Guillain-Barré Syndrome (GBS) 1 รายและ acute disseminated encephalomyelitis 2 ราย ซึ่งทั้งสองรายนี้ได้รับการวินิจฉัยจากอาการทางคลินิกโดยไม่ได้รับการตรวจภาพรังสีสมอง น้ำไขสันหลัง หรือการตรวจ nerve conduction เพิ่มเติม ทำให้อาจได้การวินิจฉัยที่ไม่แน่นอน ส่วนวัคซีน RSVpreF (Pfizer) มีรายงานการอักเสบของระบบประสาท 3 รายจากอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนทั้งหมด 20,225 ราย ได้แก่ GBS,  Miller Fisher syndrome (GBS variant) และ undifferentiated motor-sensory axonal polyneuropathy อย่างละ 1 ราย ซึ่งเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จำนวนน้อยเหล่านี้อาจพบโดยบังเอิญหรือเกี่ยวข้องกับวัคซีน ต้องติดตามรายงานต่อไป


วัคซีนป้องกัน RSV สำหรับผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2566 คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกคำแนะนำเกี่ยวกับการให้วัคซีนป้องกัน RSV ทั้ง RSVPreF3 (GSK) และ RSVpreF (Pfizer) ว่าสามารถแนะนำให้ได้ในผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยให้ 0.5 มล. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ปัจจุบันแนะนำเพียง 1 เข็ม การรับวัคซีนให้ใช้การตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ที่ต้องการรับวัคซีน (shared clinical decision making) พิจารณาเป็นรายบุคคล โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคติดเชื้อ RSV รุนแรง และผลข้างเคียงของวัคซีน สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อ RSV รุนแรง มีดังนี้
  • มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคปอดเรื้อรัง (เช่น chronic obstructive pulmonary disease และ asthma) โรคหัวใจ (เช่น congestive heart failure และ coronary artery disease) โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ โรคเลือด โรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดปานกลางถึงรุนแรง รวมถึงผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
  • ผู้สูงอายุที่พำนักอยู่ในสถานพยาบาล (nursing home) หรือได้รับการดูแลทางการพยาบาลเป็นพิเศษ
  • ภาวะใด ๆ ที่แพทย์พิจารณาว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางเดินหายใจรุนแรง


วัคซีนป้องกัน RSV สำหรับหญิงตั้งครรภ์[7–9]

ในเดือนสิงหาคม ปีพ.ศ. 2566 องค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นทะเบียนวัคซีน RSVpreF (Pfizer) เพิ่มเติม โดยขยายข้อบ่งชี้ให้ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 32 ถึง 36 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ RSV รุนแรงในทารกแรกเกิดในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต วัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกัน severe RSV-associated LRTI ในทารกได้ร้อยละ 81.8 ที่อายุ 90 วัน และร้อยละ 69.4 ที่อายุ 180 วัน และป้องกันการเกิด RSV-associated LRTI ในทารกได้ร้อยละ 57.1 ที่อายุ 90 วัน ด้านความปลอดภัย ไม่พบความแตกต่างของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีน เทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ทั้งในหญิงตั้งครรภ์ (ร้อยละ 13.8 และ 13.1) และทารก (ร้อยละ 37.1และ 34.5) วัคซีนมีความปลอดภัยสูง ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรงในมารดาและทารก เมื่อติดตามทารกไปถึงอายุ 24 เดือน

ในวันที่ 22 กันยายน พ.ศ.2566 คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ประเทศสหรัฐอเมริกาได้แนะนำการให้วัคซีน RSVpreF (Pfizer) ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อ RSV รุนแรงในทารกแรกเกิด และเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการติดเชื้อในทารกโดยการส่งผ่านภูมิคุ้มกันจากมารดา หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับวัคซีนในช่วงอายุครรภ์ 32 ถึง 36 สัปดาห์ โดยให้ 0.5 มล. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จำนวน 1 เข็ม ในระหว่างฤดูกาลระบาดของ RSV

ในปี พ.ศ.2566 นี้ ได้มีการรับรองผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ ทั้ง nirsevimab ที่เป็น long-acting monoclonal antibody และวัคซีนสองชนิด ทั้ง RSVPreF3 (GSK) และ RSVpreF (Pfizer) ในการป้องกันโรคติดเชื้อ RSV ซึ่งมีประโยชน์​ต่อประชากรกลุ่มเสี่ยง ทั้งทารก เด็กเล็กที่มีความเสี่ยงสูง และผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนป้องกัน RSV และ nirsevimab แต่ในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยกำลังจะขึ้นทะเบียน palivizumab เร็ว ๆ นี้

 

เอกสารอ้างอิง
  1. Respiratory Syncytial Virus. 2021 [cited 2023 Sep 23];Available from: https://publications.aap.org/redbook/book/347/chapter/5755493/Respiratory-Syncytial-Virus
  2. ACIP and AAP Recommendations for Nirsevimab. 2023 [cited 2023 Sep 23];Available from: https://publications.aap.org/redbook/resources/25379/ACIP-and-AAP-Recommendations-for-Nirsevimab
  3. Jones JM. Use of Nirsevimab for the Prevention of Respiratory Syncytial Virus Disease Among Infants and Young Children: Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices — United States, 2023. MMWR Morb Mortal Wkly Rep [Internet] 2023 [cited 2023 Sep 23];72. Available from: https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/72/wr/mm7234a4.htm
  4. Hammitt LL, Dagan R, Yuan Y, Baca Cots M, Bosheva M, Madhi SA, et al. Nirsevimab for Prevention of RSV in Healthy Late-Preterm and Term Infants. New England Journal of Medicine 2022;386(9):837–46.
  5. Caserta MT, O’Leary ST, Munoz FM, Ralston SL, COMMITTEE ON INFECTIOUS DISEASES. Palivizumab Prophylaxis in Infants and Young Children at Increased Risk of Hospitalization for Respiratory Syncytial Virus Infection. Pediatrics 2023;152(1):e2023061803.
  6. Melgar M. Use of Respiratory Syncytial Virus Vaccines in Older Adults: Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices — United States, 2023. MMWR Morb Mortal Wkly Rep [Internet] 2023 [cited 2023 Sep 21];72. Available from: https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/72/wr/mm7229a4.htm
  7. CDC Newsroom [Internet]. CDC2016 [cited 2023 Sep 24];Available from: https://www.cdc.gov/media/releases/2023/p0922-RSV-maternal-vaccine.html
  8. Kampmann B, Madhi SA, Munjal I, Simões EAF, Pahud BA, Llapur C, et al. Bivalent Prefusion F Vaccine in Pregnancy to Prevent RSV Illness in Infants. New England Journal of Medicine 2023;388(16):1451–64.
  9. Commissioner O of the. FDA Approves First Vaccine for Pregnant Individuals to Prevent RSV in Infants [Internet]. FDA2023 [cited 2023 Sep 24];Available from: https://www.fda.gov/news-events/press-announcements/fda-approves-first-vaccine-pregnant-individuals-prevent-rsv-infants

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก