เครือข่ายการวิจัยด้านเอชไอวีที่ใหญ่ที่สุดในโลก (AIDS Clinical Trials Group, ACTG) ได้เปิดตัวการทดลอง A5362 (CLO-FAST) ระยะเวลา 3 เดือน เพื่อศึกษาการใช้ยา clofazimine และ high-dose rifapentine ในผู้ป่วยที่ไวต่อยารักษาวัณโรค โดยเป็นการทดลองแรก หลังจากมีข้อมูลในระดับปรีคลีนิคว่าอาจทำให้ใช้เวลาในการรักษาวัณโรคได้น้อยกว่า 4 เดือน
ยา clofazimine มีความเข้มข้นในเนื้อเยื่อสูง จึงให้ผลต้านเชื้อได้ต่อเนื่องจนสิ้นสุดการรักษา ยานี้ถูกสังเคราะห์เป็นยาต้านวัณโรค และมีการใช้เป็นยาหลักในการรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา มีข้อมูลระดับปรีคลีนิคว่า หากใช้ clofazimine กับยารักษาวัณโรคอื่นๆ อาจช่วยทำให้การรักษาวัณโรคซึ่งปกติใช้เวลา 6 เดือน ลดลงเหลือไม่ถึง 4 เดือน
การศึกษา A5362 ในระยะที่ 2c เป็นการทดลองเปิดแบบสุ่ม ประเมินถึงประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ความทนทาน ในการรักษาวัณโรคด้วย clofazimine และ rifapentine เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยารักษาตามมาตรฐานเป็นระยะเวลา 6 เดือน ทั้งนี้ ผลลัพธ์ทางคลินิกจะช่วยตัดสินใจว่าควรทดลองเฟส 3 ขนาดใหญ่ต่อไปหรือไม่ โดยการทดลองนี้ มีการติดตามผู้ร่วมทดลอง 185 คน เป็นเวลา 65 สัปดาห์ แบ่งกลุ่มแบบสุ่ม เป็น 3 กลุ่ม
- กลุ่ม 1 เริ่มต้น 2 สัปดาห์ด้วย 300 มก. ของ clofazimine และ rifapentine (1200 มก./วัน) + isoniazid + pyrazinamide + ethambutol (PHZE) วันละครั้ง ตามด้วย PHZE + clofazimine 100 มก. วันละครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ตามด้วย rifapentine + isoniazid + pyrazinamide ร่วมกับ clofazimine 100 มก. วันละครั้ง เป็นเวลา 5 สัปดาห์ (สำหรับการรักษาทั้งหมด 3 เดือน)
- กลุ่ม 2 คือ กลุ่มที่รักษาแบบมาตรฐานใช้เวลารักษา 6 เดือน และกลุ่ม C เป็นกลุ่มย่อยที่ประเมินเภสัชจลนศาสตร์ แต่จะใช้ PHZE และ clofazimine 100 มก. แทนในสี่สัปดาห์แรกของยาที่ใช้ในกลุ่ม 2 โดยใช้เวลารักษา 6 เดือนเช่นกัน
การทดลองนี้ออกแบบเพื่อให้เข้าใจบทบาทสำคัญของ clofazimine ที่มีต่อการรักษา และหวังว่าการจับคู่ยานี้กับยารักษาวัณโรคชนิดอื่นๆ จะช่วยให้ใช้เวลารักษาวัณโรคสั้นลงซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ที่ต้องใช้ยารักษาวัณโรคทั่วโลก
ข้อมูลจาก www.news-medical.net

