CIMjournal

WLB: ผมมองตัวเองว่าเสียโอกาสก่อนหน้านั้น แต่ปัจจุบัน ผมให้ความสำคัญกับเป้าหมายพร้อม ๆ ไปกับการสร้างสมดุลชีวิตด้วย


รศ. นพ. ธีระศักดิ์ แก้วอมตวงศ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต


อาจารย์ให้นิยามคำว่า Work life balance อย่างไร

WLB interview

คำว่า Work life balance สำหรับผม มันไม่มีนิยามที่เจาะจง แต่เป็นมุมมองในการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ซึ่งก็ต้องมาดูว่าเป้าหมายของแต่ละคนมันคืออะไร ยกตัวอย่าง แพทย์ประจำบ้านที่มาเรียนในวันนี้ จุดมุ่งหมายของเขาคือการสอบได้วุฒิบัตรเป็นผู้เชี่ยวชาญ พอเป็นผู้เชี่ยวชาญเพิ่งเริ่มงานใหม่ ๆ ก็ต้องเน้นการทำงาน การเก็บเงิน สร้างรากฐานชีวิต และถ้าได้ทำงานต่อไปอีกสัก 10 – 20 ปี หรือผ่านช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เป้าหมายในชีวิตก็อาจเปลี่ยนไป อย่างผมตอนอายุเท่ากับน้อง ๆ เขา ก็ทำงานหนัก อยู่เวร ICU นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง เช้ามาตรวจคนไข้ OPD แต่พอเราเปลี่ยนสถานภาพตัวเองมาเป็นอาจารย์หรือผู้สอน เป้าหมายในชีวิตก็เปลี่ยนไป   

แต่ไม่ว่าในแต่ละช่วงเวลา เป้าหมายจะเปลี่ยนไปอย่างไร Work life balance หรือการสร้างสมดุลในการใช้ชีวิตก็เป็นสิ่งจำเป็น ผมคิดว่าเราต้องคิดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นนักเรียนแพทย์เลย ผมมองตัวเองว่าเสียโอกาสตั้งแต่ตอนที่เป็นนักเรียนแพทย์ แต่ไม่เป็นไร เอาเป็นว่าปัจจุบันผมให้ความสำคัญกับเป้าหมายของการมีชีวิตพร้อม ๆ ไปกับการสร้างสมดุลด้วย     


แรงบันดาลใจให้อาจารย์หันมาใส่ใจเรื่อง Work life balance

อาจจะด้วยวัยที่มากขึ้นด้วย กับการที่ได้อ่านหนังสือ self help หลายเล่ม ตัวอย่างเช่น หนังสือเรื่อง Designing your work life  เนื้อหาตอนหนึ่งในหนังสือจะพูดถึงคนคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในบริษัทใหญ่ ได้รับเงินเดือนสูงและครอบครัวมีความมั่นคง เขาทำงานกลับถึงบ้าน 4 ทุ่มเป็นประจำในทุกวัน หลายครั้งที่เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เขากำลังทำอะไรกับชีวิตอยู่ ทั้งที่คนภายนอกมองว่าเขามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่เขากลับรู้สึกว่าเขาทำงานอยู่ในวงจรแบบเดิมซ้ำ ๆ ต่อมาเขาจึงค้นพบว่า สิ่งที่เขาทำนั้น เขาไม่ได้ชอบมันเท่าไร แค่ว่าทำมันได้ดี จริง ๆ เขาอยากเป็นจิตรกร แต่ได้มาทำงานวิศวกร เขาเลยตัดสินใจไปเรียนวาดรูปเพิ่มเติม เพื่อจะได้ไปทำสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต และจากงานวิศวกรที่เคยทำถึงสี่ทุ่ม ก็พยายามทำเสร็จให้ทัน 5 โมงเย็น แล้วกระจายงานให้คนอื่นที่ทำได้ทำ เพื่อเอาเวลามาทำในสิ่งที่เราต้องการ แม้จะต้องแลกมาด้วยเรื่องของรายได้ที่ลดลง แต่สิ่งที่เขารู้สึกคือ ชีวิตที่สมบูรณ์และสมดุลมากขึ้น

book designworklife

 


ทำไมปัจจุบันแพทย์ถึงพูดคุยเรื่องนี้กันมากกว่าสมัยก่อน มีความคิดเห็นอย่างไร

ส่วนตัวมองว่า หลังการระบาดของโควิดมีผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นในสังคมไทย และรูปแบบการทำงานออนไลน์ สำหรับแพทย์ก็มีผลกระทบหลายเรื่อง เรื่องแรก แพทย์บางส่วนอาจเริ่มหมดแรงกับงาน โดยช่วงวิกฤตโรคระบาดแพทย์หลาย ๆ ท่านทำงานหนักมาก ในสถานพยาบาลที่คนไข้จำนวนมากเจ็บป่วยและเสียชีวิต ต้องมาเหน็ดเหนื่อยกับสถานการณ์ที่มันเป็นวิกฤติ นอกจากคนไข้และแพทย์เองก็อาจติดเชื้อ และเรื่องที่สอง การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง ทำให้เห็นว่า เป็นแพทย์สามารถทำได้หลายอย่าง ไม่จำเป็นต้องตรวจรักษาอย่างเดียว บางคนก็เป็นทั้งคนให้ความรู้ด้านสุขภาพ การใช้ชีวิต การดูแลสุขภาพตนเอง การลงทุนผ่านสื่อออนไลน์แบบยูทูปเบอร์ หรืออินฟลูอินเซอร์ หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น เป็นวิ่งมาราธอน ทำอาหาร หรือวาดรูป มันก็เลยเป็นแรงจูงใจให้แพทย์หลาย ๆ คนคิดด้วยว่าทำไมคนอื่นเขายังมีเวลาไปทำกิจกรรมเหล่านั้นได้ นอกจากงานที่เป็นแพทย์ เช่น หมอบางคนเดินทางรอบโลก หมอบางคนวิ่งเทรลระดับหลายสิบกิโลเมตร เป็นต้น และอื่น ๆ เรื่องที่สาม การอดทนทำงานซ้ำ ๆ แบบเดิมจะลดลง โดยคนรุ่นปัจจุบันจะไม่ค่อยทนกับงานเดิม ๆ และจะมีการหากิจกรรมอย่างอื่นมาทำเสริม ผมมองว่า นี่คือ ความคิดที่เปลี่ยนไปในเด็กยุคใหม่  เพราะพวกเขาไม่มองหาแค่การทำงาน แต่จะมองหาการใช้ชีวิตในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย เพื่อเติมเต็มชีวิต และสานความสัมพันธ์ อย่างน้อยการได้มีเวลาอยู่กับคนในครอบครัว พ่อแม่ ลูก เพื่อน ที่ไม่ได้เฉพาะมิติเรื่องงานเพียงอย่างเดียว  

เข้าใจว่าจิตวิญญาณของการเป็นแพทย์คือ การเสียสละ การช่วยเหลือชีวิตคน และทุกอย่างมันเกิดขึ้นที่แต่ละระดับของสถานพยาบาล ทั้งในโรงพยาบาล คลินิก และในชุมชน แพทย์ถูกมองว่า อาชีพแพทย์ต้องมีความเป็นอัจฉริยะหรือต้องมีความเป็น super elite แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมว่าหมอก็คือ คน ๆ หนึ่งที่รับรู้ถึงความเจ็บปวด ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ซึ่งบางทีการที่เราไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม ครอบครัว หรือว่าสิ่งแวดล้อมเลย จะทำให้มองเห็นหมอมีความกระด้าง โดยไม่ตั้งใจ อย่างที่หลายคนสงสัยว่าทำไมหมอไม่ยิ้มเลย ทำไมหมอดูเครียด ผมคิดว่ามันคือ ผลกระทบทางอ้อม หรือความบาดเจ็บที่เกิดขึ้นที่เราไม่ได้ตั้งใจ ทำให้มีการแสดงออกเช่นนั้น รวมถึงเราต้องทำงานอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ได้เอาตัวเองออกมาจากคำว่างานด้วย 

“ร่างกายของเราคือ

“บ้านหลังแรก และ

หลังสุดท้ายที่เราอยู่”

แต่เป็นบ้านที่มีแค่หลังเดียว

ในวันนี้ซึ่งเราไม่สามารถหาบ้าน

เพิ่มหลังใหม่ได้อีก

ตัวอย่างของความกดดัน และผลข้างเคียงที่อาจารย์ได้รับจากการทำงาน

ความกดดันเป็นสิ่งที่มีกันอยู่แล้วในการทำงานและใช้ชีวิต ส่วนเรื่องไหนที่ทำให้กดดันมากที่สุดก็ต้องตอบว่า แต่ละปี หรือแต่ละช่วงเวลาของชีวิตก็จะไม่เหมือนกัน อย่างช่วงเป็นอาจารย์ใหม่ ๆ ก็จะกดดันเรื่องการทำงาน หรือการทำวิจัยเพื่อเอาตำแหน่งวิชาการ แล้วก็แรงกดดันจากสถานพยาบาลที่เราทำ หรือถ้าทั่ว ๆ ไปก็จะมีเรื่องกดดันในการทำตาม key performance index (KPI) ต่าง ๆ ในทางการแพทย์ขององค์กร หรือที่ทำงาน เพราะมีความคาดหวังสูงจากสังคมด้วย แต่ต้องอย่าลืมว่า หมอก็คือคน คนก็มีทั้งจริต-ของความเป็นคน และความเป็นปัจเจกที่ทำให้คนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน โดยเราไม่สามารถตัดสินคนได้จากภาพลักษณ์ที่เราเห็น แต่สามารถดูได้จากผลงานที่ทำ รวมทั้งความรับผิดชอบทั้งต่องานที่ทำและก็สังคมที่อยู่ด้วย

สำหรับผลข้างเคียงคือ เราทำงานหนักจนลืมดูแลตัวเอง ซึ่งนอกจากจะเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดันแล้ว ตอนอายุสัก 50 นี้ ก็เป็นโรคออฟฟิศซินโดรม ต้นคอ หลังแขน อ้วน ออฟฟิศซินโดรม มักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน อิริยาบถที่ไม่เหมาะสม การนั่งตัวงอ หรือการก้มหน้านาน ๆ การดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ ภาพเอ็กซ์เรย์ การคีย์ยา การดูผลตรวจแลปผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ อาจมีผลต่อสายตา และการทำงานของกล้ามเนื้อรอบกระบอกตา ผลต่อการมองเห็น การยืนทำหัตถการทางการแพทย์นาน หรือการใช้มือทำหัตถการนาน ๆ  เช่น การส่องกล้อง หรือผ่าตัด เป็นต้น ทำให้มีผลต่อข้อมือ หรือเอ็นของข้อมือ หรือกระดูกสันหลังเป็นการบาดเจ็บจากการนั่งหรือยืนผิดท่า

สำหรับตัวผมเองก็เคยประสบอุบัติเหตุ รถพังเกือบทั้งคันระหว่างที่เราขับรถจากโรงพยาบาลที่ทำประจำ ไปโรงพยาบาลเอกชนนอกเวลางาน เพราะเรากลัวจะไปทำงานไม่ทันในช่วงเร่งรีบ

ทำให้เรามานึกว่า ร่างกายของเราคือ “บ้านหลังแรกและหลังสุดท้ายที่เราอยู่” แต่เป็นบ้านที่มีแค่หลังเดียว ซึ่งเราไม่สามารถหาบ้านเพิ่มได้อีกในวันนี้ ผมคิดว่าหมอรุ่นน้องรุ่นพี่หลาย ๆ คนสามารถใช้ความรู้ที่เรียนมา มาดูแลตัวเองได้เลย แต่หลายคนก็เลือกที่จะไม่ทำ อย่างถ้าพูดถึงการออกกำลังกาย หมอบางคนบอกว่าไม่มีเวลา ทั้งที่มันสำคัญ  บางคนบอกเอาไว้ก่อน ก็ยอมรับว่าทุกเรื่องที่เริ่มต้นใหม่มันยากมาก แต่ถ้าได้ทำแล้ว มันก็จะดีขึ้น แม้ว่าจะได้ไม่ได้ดีเท่ากับทำมาตั้งแต่ต้น แต่ดีขึ้นแน่นอน


อาจารย์ทำกิจกรรมอะไรบ้าง นอกเหนือจากงานประจำ

ผมเคยทำมาหลายอย่างนะ ผมเป็นคนชอบถ่ายรูปสถานที่ต่าง ๆ และผู้คน เวลาเดินทางจะไปทำงาน ไปประชุม หากมีโอกาส ผมก็จะหามุม หาฉากหลัง เลือกท่าสวย ๆ ถ่ายรูปสถานที่ต่าง ๆ ก็ได้ภาพสวย นอกจากนั้น ก็มีการฝึกโยคะ ช่วงก่อนหน้าโควิด น้ำหนักตัวขึ้นมาก เพราะไม่ได้ออกกำลังกาย และเป็นออฟฟิศซินโดรม กระดูกต้นคอเสื่อม เราก็ไปเข้าคลาสโยคะ อุปกรณ์มีเพียงใช้เสื่อโยคะ การฝึกอาศัยท่าทางและการหายใจ การใช้กล้ามเนื้อ ประสานกับสมาธิ ก็ชอบ หลัง ๆ ไปเกือบทุกวันตอนเย็นหลังเลิกงาน จนติดเป็นนิสัย เริ่มรู้สึกร่างกายสมดุลขึ้น มีสมาธิดีขึ้น กล้ามเนื้อกระชับ แข็งแรง ต้นคอที่มีอาการเจ็บก็เริ่มดีขึ้น

ล่าสุดผมก็มีโอกาสไปเรียนดำน้ำสคูบ้าและฟรีไดฟ์ ในช่วงโควิดระบาด เพราะไปต่างประเทศไม่ได้ จริง ๆ ผมก็กลัวนะดำน้ำ เพราะเคยจมน้ำ ได้มาว่ายน้ำเป็นตอนอายุ 30 กว่า แต่ผมต้องการเอาชนะความกลัวของตัวเอง ก็ค่อย ๆ ฝึก โชคดีได้อาจารย์ดีมาสอนการดำน้ำ ซึ่งวิธีการสอนทำให้เราโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เริ่มแรกผมก็ฝึกดำน้ำลึก มีเรียนทฤษฏี มีปฏิบัติแล้วก็ไปสอบ ถามได้ประโยชน์อะไร ผมว่าเหมือนการพักผ่อน เหมือนทำวารีบำบัด มีเวลา ฝึกสมาธิกับการหายใจ อยู่กับลมหายใจตัวเอง ได้ดำน้ำ ได้ถ่ายรูปที่ผมชอบอยู่แล้ว แต่มาคราวนี้ ได้ถ่ายรูปปลา สัตว์น้ำ ทั้งสัตว์เล็ก เช่น ทากทะเลไร้เปลือก และสัตว์ใหญ่ ปะการังต่าง ๆ หลากสีสันตามแต่วันเวลาที่เราลงไป ซึ่งสงบและสวยมาก ต่อมาก็มาฝึกว่ายแบบฟรีไดร์ฟ (Freedrive) ซึ่งไม่ได้ใช้อุปกรณ์ถังออกซิเจนในการช่วยหายใจ เน้นการใช้ศักยภาพของร่างกายและจิตใจเท่านั้น ก็ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้นอีก เพราะจะไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของเรา มีแต่น้ำที่อยู่รอบตัวเราเท่านั้น

สำหรับเรื่องของการจัดแบ่งเวลาในการดำน้ำ คร่าว ๆ ที่ตั้งใจไว้คือ ในประเทศปีละ 3 – 4 ครั้ง ต่างประเทศสัก 1 ครั้ง ที่น่าสนใจในประเทศใกล้ ๆ ก็จะมีเกาะรอบ ๆ เช่น แสมสาร หรือระยองที่ใกล้กรุงเทพ แล้วก็ฝั่งอ่าวไทย จะมีหมู่เกาะชุมพร เกาะเต่าที่สุราษฎร์ ส่วนฝั่งอันดามัน ก็จะมีเกาะเฮ/เกาะราชาใหญ่/เกาะราชาน้อยที่ภูเก็ต หมู่เกาะสุรินทร์ที่พังงา เกาะหลีเปะที่สตูล เกาะพีพีที่กระบี่ ส่วนต่างประเทศก็อาจดูเรื่องการทำงานของเราประกอบ ล่าสุดคือ ที่อุทยานแห่งชาติสิปาดัน ประเทศมาเลเซียติดกับฟิลลิปินส์

 

“ผมเอาชนะความกลัวที่มีอยู่เดิม

วันนี้ผมสามารถดำแบบฟรีไดฟ์

ที่ระดับความลึกสิบกว่าเมตร

ล่าสุดสามารถสาวเชือกลงไปดำได้

ยี่สิบกว่าเมตรได้เป็นครั้งแรก

ต้องออกตัวก่อนว่า หมอที่ดำน้ำเก่ง ๆ มีอยู่เยอะ แต่โดยส่วนตัวแล้วมีความสุขกับการดำน้ำมาก จากหลายสาเหตุ สาเหตุแรกเป็นการที่เราเอาชนะความกลัวที่มีอยู่แต่เดิมได้  วันนี้เราสามารถดำน้ำตัวเปล่าที่ระดับความลึกสิบกว่าเมตร เป็นกิจกรรมที่ตอนเริ่มก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ไหม แต่ก็ฝึกจนเอาชนะใจตัวเองได้  สาเหตุที่สอง ได้พบปะพูดคุยกับเพื่อน ๆ ในทริปดำน้ำที่มาจากหลากหลายอาชีพทั้งที่เรียนและไปดำน้ำด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นนักบิน นักลงทุน นักขายตรง หมอดูไพ่ยิบซี เชฟทำอาหาร ก็มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เรื่องการทำอาหารบ้าง การลงทุนบ้าง เรื่องชีวิตบ้าง ดูดวงบ้าง ซึ่งนอกเหนือจากการแพทย์แล้ว บางเรื่องก็เป็นเรื่องใหม่ ๆ สำหรับเรา


สิ่งที่อยากบอกน้อง ๆ และเพื่อน ๆ แพทย์ในการใช้ชีวิต

ผมอยากบอกน้อง ๆ ที่เพิ่งเรียนจบ อยากให้มองว่าอาชีพแพทย์คือ ความเป็นมืออาชีพ แต่ชีวิตมีมิติด้านอื่น ๆ อีก ถ้าสามารถดูแลได้ไม่อยากให้ขาดหายไป ทั้งการให้ความสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อน ที่ทำงาน รวมถึงการทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เราชอบ ถ้ามีเวลาทำได้ทำเลยอาจไม่ต้องรอ กิจกรรมทุกอย่างดีหมด เช่นเดียวกับหมอที่เป็นรุ่น ๆ ใกล้กัน ถ้าใครยังไม่มีความสุขนัก ยังคิดว่าตัวเองมีชีวิตที่หนักอยู่ อาจจะยังไม่สายที่จะปรับเปลี่ยน และเริ่มมองโอกาสอื่น ๆ ให้ชีวิต แล้วรีบทำเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดไป อย่างผมเคยเกิดอุบัติเหตุ มันทำให้ผมระลึกได้ว่า ถ้าตอนนั้นตายก็จบ โดยที่ยังมีอะไรหลายอย่างที่อยากทำ แต่ทว่ายังไม่ได้ทำ นั่นหมายถึงยังมีชีวิตดี ๆ ในรูปแบบอื่นที่เรายังไม่ได้เรียนรู้ รอเราอยู่เสมอ   

 

 

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก