การศึกษา MAESTRO-NASH พบว่าการใช้ยา resmetirom ในผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากกแอลกอฮอล์ เป็นระยะเวลา 52 สัปดาห์ มีค่าพังผืดตับ ค่าความยืดหยุ่นเนื้อตับ และระดับคะแนนของโรค ดีกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนผลข้างเคียงเรื่องคลื่นไส้อาเจียนอาจพบได้มากขึ้นหากใช้ยานี้ในขนาดสูง
โรคไขมันพอกตับที่ไม่เกิดจากดื่มแอลกอฮอล์ จัดเป็นโรคจากการดื้ออินซูลินที่มียามาจัดการน้อย ข้อมูลของยาที่ใช้เช่น metformin ยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่ปัจจุบันเริ่มเข้าใจกลไกชีวเคมีของการเกิดโรคมากขึ้น จึงมียา thyroid hormone receptor-beta ที่เฉพาะเจาะจงกับตัวรับที่ตับ ยับยั้งการแตกตัวของไขมันในตับที่หลายระดับการทำงาน ผลการศึกษาในระยะสองก่อนหน้านี้พบว่าช่วยลดการเกิดไขมันสะสมในตับและลดการอักเสบในระดับเซลล์ได้ดี
การศึกษา MAESTRO-NASH นำเสนอในงานประชุม EASL 2023 เป็นการศึกษาเฟสสามของยา resmetirom ในผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับที่ไม่เกิดจากแอลกอฮอล์ (nonalcoholic steatohepatitis : NASH) ที่ได้รับการยืนยันด้วยการตัดชื้นเนื้อไปตรวจ จำนวนทั้งสิ้น 966 คน มีการวัดค่าต่าง ๆ ของไขมันพอกตับเพื่อคิดแยกหาผลของยาในภาวะต่าง ๆ คือ ระดับของไขมันที่พอกจากการตรวจ MRI -PDFF, ระดับการเกิดพังผืดและความยืดหยุ่นจาก VCTE elastogram และ NAFLD activity score (NAS score)
ผู้ป่วยได้รับการแบ่งกลุ่มสามกลุ่ม เป็นกลุ่ม resmetirom ขนาด 80 มิลลิกรัม,ขนาด 100 มิลลิกรัม เทียบกับยาหลอกเป็นระยะเวลา 52 สัปดาห์โดยวัดผลการศึกษาหลักคือ การเปลี่ยนแปลงโดยรวมในข้อมูลบ่งชี้พังผืดของตับ (NAS score มากกว่าหรือเท่ากับ 2, ระดับ fibrosis ไม่ด้อยลง, ระดับ fibrosis ที่ดีขึ้นอย่างน้อยหนึ่งระดับ) พบว่าข้อมูลตัวบ่งชี้ตับดีขึ้นที่ 52 สัปดาห์เท่ากับ 31%, 33% และ 15% ตามลำดับ ส่วนข้อมูลตัวบ่งชี้ตับที่แย่ลงเท่ากับ 18%, 19% และ 34% ตามลำดับ จะเห็นว่ากลุ่มที่ได้รับยา resmetirom ช่วยทำให้ตับดีขึ้นมากกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทั้งสองขนาดของยา ส่วนผลการศึกษารองก็พบว่าค่าการทำงานของตับดีขึ้นในกลุ่มที่ได้รับยาอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
ในแง่ความปลอดภัยของยาพบว่าผลข้างเคียงของยาที่สำคัญคืออาการคลื่นไส้อาเจียน ที่พบมากในยาขนาด 100 มิลลิกรัมและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องหยุดยาในการศึกษานี้ โดยยาในขนาด 80 มิลลิกรัมพบผลข้างเคียงน้อยกว่าในขนาดสูงอย่างชัดเจน
การศึกษาในระยะสามของยา resmetirom พบชัดเจนว่าช่วยลดการเกิดพังผืดและการอักเสบของตับลงได้ในผู้ป่วย NAFLD การศึกษานี้มีข้อมูลชัดเจนกว่าที่ผ่านมาเนื่องจากผู้ป่วยได้รับการยืนยันด้วยการตรวจชิ้นเนื้อและติดตามค่าต่าง ๆ ว่าดีขึ้นชัดเจน จึงเป็นยาที่น่าใช้ในผู้ป่วย NAFLD ที่ระดับความรุนแรงปานกลางขึ้นไปตามงานวิจัย
เรียบเรียงโดย นพ. ชาคริต หริมพานิช
ข้อมูลจาก https://www.medscape.com/viewarticle/993575

