ผศ. ดร. นพ. กานต์ เวชอภิกุล
หน่วยต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปัจจุบันปัญหาโรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กและวัยรุ่นกำลังเป็นความท้าทายทางสาธารณสุขทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการพัฒนาและนำยาในกลุ่ม glucagon-like peptide-1 receptor agonist (GLP-1RA) มาใช้ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อใช้ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
GLP-1 คืออะไรและทำงานอย่างไร
Glucagon-like peptide-1 (GLP-1) เป็นฮอร์โมนในกลุ่ม incretin ที่หลั่งจากเซลล์ L (L cells) บริเวณลำไส้เล็กส่วนปลายเมื่อมีการรับประทานอาหาร และออกฤทธิ์ได้หลายตำแหน่ง ได้แก่ ที่ระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะบริเวณไฮโปทาลามัส ช่วยเพิ่มสัญญาณความอิ่มและลดความหิว ส่งผลให้ปริมาณอาหารที่รับประทานลดลง ที่ระบบทางเดินอาหาร ช่วยชะลอการลำเลียงอาหารจากกระเพาะอาหาร (delayed gastric emptying) และที่ตับอ่อน ช่วยเพิ่มการหลั่งอินซูลินจากเบต้าเซลล์เมื่อมีน้ำตาลมากระตุ้น (glucose-dependent insulin secretion)
ประวัติการพัฒนา GLP‑1RA: จุดเริ่มต้นจากกิ้งก่ายักษ์กิล่า
ประวัติศาสตร์ของ GLP-1RA มีจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจจากการค้นพบสาร exendin-4 ในน้ำลายของกิ้งก่ายักษ์กิล่า (Gila monster) ในปี ค.ศ. 1992 ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมน GLP-1 ในมนุษย์แต่ทนทานต่อการถูกทำลาย1 นำไปสู่การพัฒนายาฉีดตัวแรกคือ exenatide ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration; FDA) ในปี ค.ศ. 2005 และตามมาด้วยยาอื่น ๆ เช่น liraglutide, semaglutide จนถึง tirzepatide ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ควบคู่ทั้ง GLP-1 และ GIP receptors (dual agonist) ในปี ค.ศ. 2022
บทบาทของ GLP-1RA ในการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กและวัยรุ่น
หลักการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กและวัยรุ่น ประกอบด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดน้ำหนัก และการใช้ยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แนวทางการรักษาในปัจจุบันได้เพิ่มยากลุ่ม GLP‑1RA เป็นทางเลือกเพิ่มเติม จากเดิมที่มีเพียง metformin และ insulin โดยสมาคมโรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่นนานาชาติ (International Society for Pediatric and Adolescent Diabetes; ISPAD)2 สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (American Diabetes Association; ADA)3 และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย4 แนะนำว่าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 10 ปี หากยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้ต่ำกว่าร้อยละ 6.5 ได้ด้วยการปรับพฤติกรรมร่วมกับการใช้ยา metformin ขนาด 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน แพทย์อาจพิจารณาเพิ่มยาในกลุ่ม GLP-1RA ทั้งนี้จากข้อมูลการศึกษาทางคลินิก การใช้ GLP-1RA ร่วมกับการปรับพฤติกรรมและยา metformin สามารถลดระดับน้ำตาลสะสมได้ประมาณร้อยละ 1 – 2 (ตารางที่ 1)
ตารางที่ 1 ยา GLP-1RA ที่แนะนำให้ใช้ในการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กและวัยรุ่น
*พิจารณาปรับยากรณีต้องการควบคุมระดับน้ำตาลเพิ่มเนื่องจากระดับน้ำตาลสะสมยังไม่ได้เป้าหมาย
GLP-1RA กับการรักษาโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น
การรักษาโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดน้ำหนัก ได้แก่ การปรับลดการบริโภคอาหารเพื่อให้ได้พลังงานต่อวันตามความเหมาะสมและได้สารอาหารที่ครบถ้วน (balanced hypocaloric diet) การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (sedentary lifestyle) อย่างไรก็ตาม ในเวชปฏิบัติพบว่าผู้ป่วยบางส่วนไม่สามารถลดน้ำหนักได้เพียงพอจากการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว จึงต้องได้รับการรักษาด้วยยาเพิ่มเติม ในอดีตยาที่มีประสิทธิผลในการลดน้ำหนักในเด็กมีจำกัดปัจจุบันมียาในกลุ่ม GLP-1RA ที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดี จากข้อมูลการศึกษาแบบสุ่มในเด็กและวัยรุ่น พบว่ายาในกลุ่ม GLP-1RA สามารถลดัชนีมวลกายของผู้ป่วยได้ร้อยละ 4 – 16 (ตารางที่ 2) จึงถูกเพิ่มเป็นทางเลือกในการรักษาโรคอ้วนในเด็กที่มีอายุตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป สำหรับประเทศไทย แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น พ.ศ. 2568 ระบุว่าสามารถพิจารณาใช้ยาในกลุ่ม GLP‑1RA ในผู้ป่วยอายุ มากกว่าหรือเท่ากับ 12 ปี ที่เข้าเกณฑ์โรคอ้วน (BMI z‑score > 2) และไม่สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว9
ตารางที่ 2 ยา GLP-1RA ที่แนะนำให้ใช้ในการรักษาโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น
*พิจารณาปรับขนาดยาตามแนวทางและการทนต่อยาของผู้ป่วย
แนวปฏิบัติการใช้ยา ผลข้างเคียง และข้อควรระวัง
การพิจารณาสั่งจ่ายยาในกลุ่ม GLP-1RA ควรเป็นไปตามข้อบ่งชี้และเกณฑ์การวินิจฉัยที่กำหนดไว้ การบริหารยาควรทำตามแนวทางแนะนำภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ข้อห้ามใช้ที่สำคัญ ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีประวัติส่วนตัวหรือครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิด medullary thyroid carcinoma หรือมีภาวะ multiple endocrine neoplasia type 2 (MEN2)12 นอกจากนี้ต้องแจ้งให้ผู้ป่วยและผู้ปกครองทราบว่าอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาได้ ที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูก โดยมักพบในช่วงแรกของการใช้ยาและมักดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัวได้ ทั้งนี้ควรเริ่มยาจากขนาดต่ำและเพิ่มขนาดอย่างช้า ๆ (start low, go slow) ร่วมกับการปรับปริมาณอาหารต่อมื้อให้ลดลง และหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์
เนื่องจากยา GLP-1RA อาจลดความอยากอาหารอย่างมาก ผู้ป่วยจึงความเสี่ยงต่อการขาดน้ำและการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ รวมถึงการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ (sarcopenia) จึงควรแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารครบมื้อ เน้นโปรตีนให้เพียงพอ ออกกำลังกายแบบแรงต้าน (weight-bearing exercise) เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ และเพิ่มอาหารที่มีกากใยสูงเพื่อป้องกันท้องผูก นอกจากนี้ ในเด็กควรติดตามการเจริญเติบโตและการเข้าสู่วัยหนุ่มสาวให้เป็นไปตามความเหมาะสม และควรติดตามประเด็นสุขภาพจิตและพฤติกรรมการกิน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักอาจส่งผลต่อความคาดหวังและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยได้12
ความท้าทายในการรักษาผู้ป่วยด้วยยา GLP-1RA
แม้ GLP-1RA จะมีประสิทธิผลในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยลดน้ำหนักได้ดี แต่การใช้ยาให้ได้ผลในเวชปฏิบัติยังมีข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง (adherence) จากการศึกษาของ Yaron และคณะ ในผู้ป่วยเด็กที่ใช้ liraglutide เพื่อลดน้ำหนัก พบว่ามีเพียงร้อยละ 18 ที่สามารถใช้ยาต่อเนื่องได้นานเกิน 7 เดือน13 ปัจจัยที่เป็นไปได้ ได้แก่ อาการไม่พึงประสงค์ทางระบบทางเดินอาหารซึ่งทำให้ทนต่อยาได้จำกัด ตลอดจนข้อจำกัดด้านการเข้าถึงยา เช่น ราคายาที่ค่อนข้างสูง และการเบิกจ่ายที่อาจยังไม่ครอบคลุมในสิทธิการรักษาทั่วไป12
นอกจากนี้ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย GLP-1RA เพื่อลดน้ำหนัก จึงแนะนำให้ประเมินการเปลี่ยนแปลงของดัชนีมวลกายหลังได้รับยาในขนาดคงที่ (maintenance dose) หรือ ขนาดสูงสุดที่ผู้ป่วยทนได้ (maximum tolerated dose) เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 12 สัปดาห์ หากพบว่าดัชนีมวลกายลดลงจากค่าเริ่มต้นน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดโดยผู้ป่วยมีความร่วมมือในการใช้ยาดี อาจพิจารณาว่าเป็นกลุ่มไม่ตอบสนองต่อการรักษา และพิจารณาทางเลือกการรักษาอื่นแทน
ทั้งนี้ แพทย์ผู้ดูแล ผู้ป่วย และครอบครัว ควรตระหนักว่าการรักษาด้วยยา GLP-1RA ให้ได้ผลอย่างเหมาะสมควรดำเนินควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อมูลในผู้ใหญ่สนับสนุนว่า ในบริบทของการรักษาเพื่อลดน้ำหนัก เมื่อหยุดยา น้ำหนักมักกลับมาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืนร่วมด้วย14
บทสรุป
ยากลุ่ม GLP-1RA เป็นทางเลือกสำคัญในการรักษาโรคอ้วนและเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น อย่างไรก็ตาม “ยาไม่ใช่คำตอบสุดท้าย” แต่เป็นเพียงตัวช่วยเพื่อทำให้การรักษาถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้นเท่านั้น พื้นฐานที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพแบบเข้มข้นซึ่งต้องทำควบคู่กันไปเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว
- Darwish R, Abu-Sharia G, Butler AE. History of glucagon-like peptide-1 receptor agonists. Pharmacol Res. 2025;222:108045.
- Shah AS, Barrientos-Perez M, Chang N, Fu JF, Hannon TS, Kelsey M, et al. ISPAD Clinical Practice Consensus Guidelines 2024: Type 2 Diabetes in Children and Adolescents. Horm Res Paediatr. 2024;97(6):555–83.
- American Diabetes Association Professional Practice Committee for D. 14. Children and Adolescents: Standards of Care in Diabetes-2026. Diabetes Care. 2026;49(Supplement_1):S297–S320.
- สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย, สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน. กรุงเทพฯ: สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย; พ.ศ. 2566.
- Tamborlane WV, Barrientos-Perez M, Fainberg U, Frimer-Larsen H, Hafez M, Hale PM, et al. Liraglutide in Children and Adolescents with Type 2 Diabetes. N Engl J Med. 2019;381(7):637–46.
- Tamborlane WV, Bishai R, Geller D, Shehadeh N, Al-Abdulrazzaq D, Vazquez EM, et al. Once-Weekly Exenatide in Youth With Type 2 Diabetes. Diabetes Care. 2022;45(8):1833–40.
- Arslanian SA, Hannon T, Zeitler P, Chao LC, Boucher-Berry C, Barrientos-Perez M, et al. Once-Weekly Dulaglutide for the Treatment of Youths with Type 2 Diabetes. N Engl J Med. 2022;387(5):433–43.
- Hannon TS, Chao LC, Barrientos-Perez M, Pamidipati KC, Lando LF, Lee CJ, et al. Efficacy and safety of tirzepatide in children and adolescents with type 2 diabetes (SURPASS-PEDS): a randomised, double-blind, placebo-controlled, phase 3 trial. Lancet. 2025;406(10511):1484–96.
- สมาคมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย, ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น พ.ศ. 2568.
- Kelly AS, Auerbach P, Barrientos-Perez M, Gies I, Hale PM, Marcus C, et al. A Randomized, Controlled Trial of Liraglutide for Adolescents with Obesity. N Engl J Med. 2020;382(22):2117–28.
- Weghuber D, Barrett T, Barrientos-Perez M, Gies I, Hesse D, Jeppesen OK, et al. Once-Weekly Semaglutide in Adolescents with Obesity. N Engl J Med. 2022;387(24):2245–57.
- Stefater-Richards MA, Jhe G, Zhang YJ. GLP-1 Receptor Agonists in Pediatric and Adolescent Obesity. Pediatrics. 2025;155(4).
- Yaron S, Arbel R, Razi T, Nemet D. Adherence and Effectiveness of Liraglutide in Adolescents with Obesity. Child Obes. 2025;10.1177/21532176251385715.
- West S, Scragg J, Aveyard P, Oke JL, Willis L, Haffner SJP, et al. Weight regain after cessation of medication for weight management: systematic review and meta-analysis. BMJ. 2026;392:e085304.

