รศ. (พิเศษ) นพ. ทวี โชติพิทยสุนนท์
ผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์พิเศษ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
และที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข
สรุปการประชุมใหญ่ประจำปี 2569 ครั้งที่ 30 สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย วันที่ 10 พฤษภาคม 2569
ในเวชปฏิบัติประจำวันของกุมารเวชศาสตร์ทางคลินิก มักจะประสบปัญหาทางด้านการดูแลผู้ป่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยใน ซึ่งส่วนใหญ่มักมีปัญหาในการดูแลรักษา มีอาการรุนแรง เช่น ปัญหาในการวินิจฉัยโรค ปัญหาในการรักษาเบื้องต้น ปัญหาในการให้ยาต้านจุลชีพเบื้องต้น ปัญหาในการส่งตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องเหมาะสมกับความรุนแรงของโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่และลักษณะของสถานพยาบาลที่ให้การดูแลรักษา
การขอรับคำปรึกษาเป็นสิ่งที่พบเป็นประจำในเวชปฏิบัติทางคลินิกเพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาต่าง ๆ ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ทันเวลา ทันภาวการณ์ดำเนินของโรค ไม่ล่าช้า ทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการดูแลรักษาที่เป็นมาตรฐาน ส่วนผู้ให้คำปรึกษามักจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์สูงกว่าและสามารถให้ความกระจ่างในคำปรึกษาที่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่แพทย์เจ้าของไข้ต้องการแนวทางการดูแลรักษาที่อาจจะมีความซับซ้อนมาก
ในปัจจุบันยุคที่มีการสื่อสารและเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ามาก กำลังมีบทบาทเข้ามาทำให้ระบบการขอรับคำปรึกษาต่อปัญหาของผู้ป่วยที่สลับซับซ้อนมีความสะดวกขึ้นมากกว่าในอดีต เช่น การปรึกษาทาง VDO Call, ปรึกษาทาง LINE หรือ VDO Conference ซึ่งทำให้มีคุณภาพในการปรึกษาโรคใกล้เคียงกับการ consult แบบ Face-to-Face มากที่สุด
- แพทย์เจ้าของไข้ต้องเป็นผู้ขอ Consult เอง
- แพทย์เจ้าของไข้ต้องมีข้อมูลผู้ป่วยอย่างละเอียดพร้อมตอบ
- แพทย์เจ้าของไข้ต้องเรียบเรียงว่า “ประเด็นที่ปรึกษาคืออะไร ” เช่น
- ปัญหา คือ การวินิจฉัยว่าเป็นอะไร
- ปัญหา คือ การรักษาอย่างไร (เบื้องต้นที่อาจต้องแข่งกับเวลา)
- ปัญหา คือ การสื่อสารกับญาติอย่างไร
- ปัญหา คือ ผู้ป่วย/ญาติ กำลังร้องเรียน ฟ้องร้องประเด็นอะไร
- อย่าให้คำปรึกษาในสิ่งที่ “ ตัวเองไม่ชำนาญ ”
- อย่าให้คำปรึกษาในสิ่งที่ “ ขัดแย้งกับจริยธรรม ”
- อย่าให้คำปรึกษาในสิ่งที่ “ ทับถมเพื่อนร่วมวิชาชีพ ”
- ก่อนให้คำปรึกษาต้องขอข้อมูลรอบด้าน (อย่างละเอียด)
ถ้ายังไม่พร้อมควรให้คำปรึกษาว่า “ ตอนนี้เอาแค่นี้ก่อน ” - ผู้ให้คำปรึกษาควรสรุปว่า แนะนำ 1,2,3…(ณ เวลานี้)
- หากไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่เคยดูแลรักษามาก่อน
“แนะนำไปคุยกับแพทย์ท่านเดิม ที่เป็นผู้ดูแลอยู่ก่อน” - หากรู้จักกันมาก่อนแล้วหรือเป็นผู้ป่วยที่เคยดูแล
“ถามปัญหาว่าคืออะไร เผื่อหมอจะช่วยได้บ้าง” - หากเคยรู้จักกันมาก่อนแต่ขอความเห็นเพื่อเป็น
“Second/Third opinion” พยายามหลีกเลี่ยงเพราะไม่เห็นคนไข้หรือ
ไม่ใช่เป็นผู้ชำนาญในเฉพาะทางนั้น ๆ
โดยสรุปแล้วการ Consultation ทางการแพทย์ ยังมีความจำเป็นมาก เพราะแพทย์ทุกท่านไม่สามารถมีความรู้ได้ทุกสิ่งอย่างทางการแพทย์ การปรึกษาบางครั้งจะทำให้เห็นแนวทางการให้การดูแลรักษาที่เพิ่มเติมจากที่ตนเองได้ปฏิบัติต่อผู้ป่วยไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีโรครุนแรงวิกฤต บางครั้งต้องแข่งกับเวลาซึ่งช้าไป 10 นาที ก็อาจมีผลกระทบต่อความเจ็บป่วย หรือแม้กระทั่งชีวิตอยู่ในความเสี่ยง สิ่งที่มีประโยชน์สูงสุดคือการได้เรียนรู้เพิ่มเติมซึ่งกันและกันระหว่าง “ผู้ขอคำปรึกษา” และ “ผู้ให้คำปรึกษา” โดยแพทย์ทุกท่านต้องถือหลักการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งไม่มีใครที่จะตามทันได้ทุกเรื่อง ทุกความเชี่ยวชาญ นอกจากนั้นยังเป็นการเรียนรู้เพิ่มเติมทักษะในการสื่อสาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญทางเวชปฏิบัติทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญด้านใด ๆ ก็ตามทางการแพทย์ให้มีความสมบูรณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นมาตรฐานเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยทุกราย เพื่อครบถ้วนทั้งทางด้าน “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ทางการแพทย์ที่สมบูรณ์แบบ

