

สวัสดีค่ะเพื่อนกุมารแพทย์ทุกท่านกลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์อัปเดตความรู้ทางกุมารเวชศาสตร์ที่น่าสนใจ หลังจากที่ในฉบับที่แล้ว เราได้ร่วมกันอัปเดตประเด็นสำคัญทางคลินิกไปหลากหลายด้าน สำหรับในฉบับนี้ เรายังคงคัดสรรหัวข้อที่อยู่ในกระแสและมีความสำคัญต่อเวชปฏิบัติของกุมารแพทย์ไทยมาฝากกันอย่างเข้มข้นเช่นเคย โดยมีไฮไลต์ที่น่าติดตามดังนี้ค่ะ
Cyclosporiasis: โรคอุจจาระร่วงจากอาหารที่กุมารแพทย์ควรรู้จัก
ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี สหรัฐอเมริกามักรายงานผู้ป่วย cyclosporiasis เพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เริ่มมีอาการในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2569 พบการระบาดในหลายรัฐ ส่งผลให้ U.S. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) และ U.S. Food and Drug Administration (FDA) ออกประกาศติดตามสถานการณ์และสอบสวนแหล่งอาหารที่เกี่ยวข้อง โรคนี้เกิดจากโปรโตซัว Cyclospora cayetanensis ซึ่งติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อน sporulated oocysts โดยเฉพาะผักสลัด สมุนไพรสด และผลไม้สด
ลักษณะที่แตกต่างจากโรคอุจจาระร่วงจากอาหารทั่วไป คือ เชื้อ Cyclospora ไม่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้โดยตรง เนื่องจาก oocyst ที่ถูกขับออกมากับอุจจาระยังไม่อยู่ในระยะติดต่อ และต้องใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ในสิ่งแวดล้อมจึงจะเกิด sporulation และสามารถก่อโรคได้ ดังนั้น การระบาดส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับอาหารที่ปนเปื้อนตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกหรือการผลิต มากกว่าการแพร่เชื้อภายในครอบครัว
ผู้ป่วยมักมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ ปวดท้อง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย อาจเป็นนานหลายสัปดาห์หากไม่ได้รับการรักษา การวินิจฉัยจำเป็นต้องอาศัยการตรวจอุจจาระด้วยวิธีเฉพาะ เช่น modified acid-fast stain, fluorescence microscopy หรือ multiplex gastrointestinal PCR ส่วนการตรวจอุจจาระตามที่ใช้กันทั่วไปจะมีความไวต่ำและอาจตรวจไม่พบเชื้อหากไม่ได้ระบุเจาะจงให้ตรวจหา Cyclospora การรักษาคือ trimethoprim-sulfamethoxazole (TMP-SMX) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด
แม้ในประเทศไทยจะยังไม่พบการระบาดขนาดใหญ่ของโรคนี้ แต่กุมารแพทย์ควรนึกถึง cyclosporiasis ในผู้ป่วยที่มีท้องร่วงเรื้อรังหรือเป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ หรือมีประวัติกินผักและผลไม้สดจากพื้นที่ที่กำลังมีการระบาด รวมถึงผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจมีอาการรุนแรงและเป็นนานกว่าปกติ
RSV ในเด็ก: ก้าวใหม่ของการป้องกันโรครุนแรงด้วยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป
Respiratory syncytial virus (RSV) เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กเล็กทั่วโลก โดยเฉพาะทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดหลอดลมฝอยอักเสบ ปอดอักเสบ และการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แม้เด็กส่วนใหญ่จะเคยติดเชื้อ RSV ภายในอายุ 2 ปี แต่การติดเชื้อครั้งแรกมักมีความรุนแรงที่สุด และก่อให้เกิดภาระต่อระบบสาธารณสุขเป็นอย่างมาก ในอดีตการป้องกัน RSV ด้วยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (monoclonal antibodies) จำกัดอยู่เฉพาะเด็กที่มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม การพัฒนา long-acting monoclonal antibodies ซึ่งสามารถให้การป้องกันโรครุนแรงจาก RSV ได้ตลอดฤดูกาลระบาดด้วยการให้เพียงครั้งเดียว ทำให้แนวทางการป้องกันในปัจจุบันในปัจจุบันขยายจากเด็กกลุ่มเสี่ยงไปสู่ทารกสุขภาพดีทั่วไป โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการเจ็บป่วยรุนแรง การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและภาระโรคจาก RSV
สำหรับประเทศไทย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยได้เผยแพร่ แนวทางการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพื่อป้องกันโรครุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี พ.ศ. 2569 ซึ่งเพื่อสนับสนุนการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปอย่างเหมาะสมตามหลักฐานเชิงประจักษ์ และสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย แม้ว่าการป้องกัน RSV จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ แต่การป้องกันพื้นฐาน เช่น การล้างมือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดในช่วงฤดูกาลระบาด และการหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ยังคงเป็นมาตรการสำคัญ โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็ก ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแนวทางดังกล่าวบนเว็บไซต์ของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (https://www.thaipediatrics.org/6726/)
การกลับมาของโรคหัด: บทเรียนจากการระบาดในสหรัฐอเมริกาและความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
ในช่วงปี พ.ศ. 2568 – 2569 สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญการระบาดของโรคหัด (measles) ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ประกาศกำจัดโรคได้ (measles elimination) เมื่อปี ค.ศ. 2000 โดยมีการระบาดต่อเนื่องในหลายรัฐ อีกทั้งมีรายงานการเสียชีวิตด้วย สะท้อนให้เห็นว่าแม้โรคหัดจะสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยวัคซีน แต่ความครอบคลุมของวัคซีนที่ลดลงในบางพื้นที่ ประกอบกับการนำเข้าผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศ ทำให้เกิดการระบาดได้เมื่อมีประชากรที่ไม่มีภูมิคุ้มกันสะสมอยู่ในชุมชน
โรคหัดเป็นโรคติดเชื้อที่แพร่กระจายได้ง่ายที่สุดโรคหนึ่ง โดยผู้ป่วย 1 รายสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันได้เฉลี่ย 12 – 18 ราย เชื้อแพร่กระจายผ่านละอองฝอยในอากาศ (airborne) และสามารถคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานถึง 2 ชั่วโมง อาการสำคัญ ได้แก่ ไข้ ไอ น้ำมูก ตาแดง ตามด้วยผื่นชนิด maculopapular ที่เริ่มจากใบหน้าและลามลงลำตัว ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ ปอดอักเสบ สมองอักเสบ และอาจเสียชีวิตได้โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
สำหรับประเทศไทย แม้ภาพรวมของสถานการณ์ยังไม่อยู่ในระดับการระบาดใหญ่ แต่ยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 พบผู้ป่วยยืนยันและผู้ป่วยที่มีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยารวม 78 ราย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี และเกือบครึ่งไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยจากต่างประเทศและการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในชุมชน โรงเรียน และครอบครัวในบางพื้นที่
สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความสำคัญของการรักษาความครอบคลุมของวัคซีนป้องกันโรคหัดให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 รวมถึงการเฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีไข้ร่วมกับผื่น การสอบสวนโรคอย่างรวดเร็ว และการให้วัคซีนเก็บตก (catch-up vaccination) ในเด็กที่ได้รับวัคซีนไม่ครบหรือไม่เคยได้รับวัคซีน เพื่อป้องกันการกลับมาของการระบาดในประเทศไทย
Rome V: มีอะไรใหม่ในภาวะ Disorders of gut-brain interaction ในเด็ก?
ในปี 2026 Rome V ได้ปรับแนวคิดและเกณฑ์วินิจฉัยภาวะความผิดปกติระบบทางเดินอาหารไร้โรคทางกาย ซึ่งเดิมเรียกว่า functional gastrointestinal disorders (FGIDs) โดยปัจจุบันใช้คำว่า disorders of gut–brain interaction (DGBI) เพื่อบ่งชี้ว่า ว่าความผิดปกติเหล่านี้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบทางเดินอาหารและสมอง มิได้หมายความว่า “ไม่มีโรค” หรืออาการเกิดจากจิตใจเพียงอย่างเดียว โดยมีการเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ จาก Rome IV 2016 สรุปได้ดังนี้
- ไม่แบ่งโรคตามช่วงอายุแบบเดิม
Rome IV แบ่งเป็น neonate/toddler และ child/adolescent แต่ Rome V ยกเลิกการแบ่งตามอายุเนื่องจาก DGBI หลายชนิดสามารถพบได้ต่อเนื่องในหลายช่วงวัย และจัดกลุ่มตามตำแหน่งและลักษณะอาการ โดยแบ่งเป็น upper GI และ lower GI disorders - เพิ่มภาวะใหม่ โดยเฉพาะความผิดปกติของหลอดอาหารและการกิน
Rome V ขยาย pediatric upper GI DGBI โดยเพิ่มภาวะเกี่ยวกับหลอดอาหาร ได้แก่ reflux hypersensitivity, reflux-negative esophageal pain disorder และ supragastric belching syndrome รวมถึงกลุ่ม functional pediatric feeding disorders นอกจากนี้ มีการเพิ่ม functional abdominal bloating ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม discomfort disorders และ proctalgia fugax ซึ่งอยู่ในกลุ่ม defecation and anorectal disorders - กลุ่มอาการปวดท้อง (abdominal pain disorders)
Rome V เพิ่ม abdominal pain disorders ใหม่ ได้แก่ biliary pain syndrome และ centrally mediated abdominal pain syndrome (CAPS) โดย biliary pain syndrome คืออาการ episodic right upper quadrant pain ที่เข้าได้กับ biliary-type pain แต่ไม่พบ gallstone หรือโรคสาเหตุอื่นที่จะอธิบายอาการ ส่วน centrally mediated abdominal pain syndrome เป็นอาการปวดท้องที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่กระทบกิจวัตรประจำวัน มักมีความผิดปกติทางด้านจิตใจร่วมด้วย ภาวะลำไส้แปรปรวน (IBS) Rome V เน้นว่า “ปวดท้องต้องเป็นอาการเด่น”เพื่อแยกกับ functional constipation นอกจากนี้ แนะนำอายุขั้นต่ำสำหรับการวินิจฉัย IBS ที่ 6 ปี - มีบางภาวะใน Rome IV ที่ถูกตัดออก
Rome V ไม่รวม infant regurgitation และ functional vomiting เป็น DGBI การตัด infant regurgitation เนื่องจากแนวคิดว่า regurgitation ในทารกส่วนใหญ่เป็น normal developmental phenomenon มากกว่าจะเป็น DGBI - การเปลี่ยนชื่อความผิดปกติ
Rome V เปลี่ยนชื่อ infantile colic เป็น infant distress syndrome และเปลี่ยนชื่อ functional nausea เป็น chronic nausea syndrome
สรุป Rome V ไม่ได้เป็นเพียงการปรับ diagnostic criteria แต่เป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดของ pediatric DGBI ไปสู่ positive, symptom-based diagnosis ที่คำนึงถึงกลไก gut–brain interaction และผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ที่สำคัญ Rome V ยอมรับว่า DGBI สามารถ coexist กับโรคทางกายอื่นได้ จึงไม่ควรถือว่า DGBI เป็น diagnosis of exclusion เสมอไป
เอกสารอ้างอิง
Rosen R, Borrelli O, Faure C, et al. Rome V Pediatric Upper Gastrointestinal Disorders of Gut–Brain Interaction. Gastroenterology. 2026;170:1347–66. 2.Di Lorenzo C, Saps M, Chumpitazi BP, et al. Lower and Biliary Disorders of Gut–Brain Interaction: Child and Adolescent. Gastroenterology. 2026;170:1367–87.
ข้อมูลล่าสุด: การบริโภคโซเดียมและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในเด็กไทย
โครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย (Thai National Health Examination Survey, Thai NHES) ครั้งที่ 6 และ 7 (ปี พ.ศ. 2562-2568) ในเด็กอายุ 10-17 ปี จำนวน 7,055 ราย พบความชุกของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (non-communicable diseases, NCDs) ได้แก่ ภาวะความดันเลือดสูงประมาณร้อยละ 9.2 และโรคไต (การทำงานของไตต่ำกว่า 75%) ร้อยละ 3.9
นอกจากนี้ การศึกษาดังกล่าวได้ประมาณการบริโภคโซเดียมโดยการตรวจปริมาณโซเดียมในปัสสาวะ ในเด็กจำนวน 6,829 ราย พบว่าเด็กไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3.31 กรัม/วัน ซึ่งมากกว่าปริมาณที่แนะนำ (2 กรัม/วัน) และมีเด็กไทยเพียงร้อยละ 3 ที่บริโภคโซเดียมไม่เกินปริมาณที่แนะนำ เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปริมาณโซเดียมที่บริโภคกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พบว่าการบริโภคโซเดียมที่เพิ่มขึ้นทุก 1 กรัม สัมพันธ์กับการมีความดันเลือดซิสโตลิก (systolic blood pressure) เพิ่มขึ้น 3.54 มม.ปรอท และสัมพันธ์กับการตรวจพบโรคไตเพิ่มขึ้นร้อยละ 41
ผลการศึกษาข้างต้นสรุปได้ว่า เด็กไทยจำนวนไม่น้อยมีภาวะความดันเลือดสูงและโรคไตซึ่งสัมพันธ์กับการบริโภคอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน อาจจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ดังนั้น ควรรณรงค์เพื่อให้เด็กไทยตระหนักถึงผลของการบริโภคอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงโดยการให้ความรู้ผ่านสื่อและหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียน และควรพิจารณากำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อลดการโฆษณาอาหารที่มีโซเดียมสูง เพื่อลดปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอันจะเป็นภาระทางสาธารณสุขของประเทศในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
https://thai-nhes.com
แนวเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น พ.ศ. 2568
โรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สมาคมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย จึงปรับปรุงแนวเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น พ.ศ. 2568 โดยมีคำแนะนำโดยสังเขปดังนี้คำนิยามและการวินิจฉัย ภาวะน้ำหนักเกิน (overweight) คือ WH Z-score ตั้งแต่ 2 ถึง 3 ในเด็กอายุ 2 – 5 ปี หรือ BMI Z-score ตั้งแต่ 1 ถึง 2 ในเด็กอายุมากกว่า 5 ปี ส่วนโรคอ้วน (obesity) นิยามเป็น WH Z-score >3 ในเด็กอายุ 2 – 5 ปี หรือ BMI Z-score >2 ในเด็กอายุมากกว่า 5 ปี สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ยังไม่มีคำนิยามภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามในเด็กน้อยกว่า 2 ปี หากพบ WH Z-score >2 ควรประเมินหาสาเหตุของภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนเพิ่มเติม ในเด็กอายุมากกว่า 2 ปี ที่เข้าเกณฑ์ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนควรได้รับการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินภาวะโภชนาการอย่างละเอียด รวมถึงพิจารณาสาเหตุจากโรคทางพันธุกรรมและความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ หากมีลักษณะทางคลินิกที่ชวนสงสัย ควรส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินเพิ่มเติม
การตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนทางเมแทบอลิก แนะนำให้เริ่มคัดกรองเด็กโรคอ้วนเมื่ออายุ 10 ปี หรืออายุ 5-9 ปีหากเป็นโรคอ้วนที่อาการรุนแรงหรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วม โดยส่งตรวจ fasting lipid profile, alanine aminotransferase, fasting plasma glucose และ/หรือ oral glucose tolerance test (OGTT) ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย หากไม่พบความผิดปกติ พิจารณาติดตามผลเลือดเป็นระยะ ๆ โดยทั่วไปประมาณปีละ 1 ครั้งในกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการคัดกรอง
การรักษาโรคอ้วน ที่สำคัญคือ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต (lifestyle intervention) การรับประทานอาหาร และเพิ่มกิจกรรมทางกาย โดยเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัว (family intervention) การปรับอาหารควรใช้แนวทาง balanced hypocaloric diet คือจำกัดพลังงานโดยยังคงการกระจายสารอาหารอย่างสมดุล และไม่แนะนำอาหารทางเลือก เช่น time-restricted eating การปรับสัดส่วนสารอาหารแบบเฉพาะ หรืออาหารทางการแพทย์ทดแทนมื้ออาหารเพื่อการลดน้ำหนักระยะยาว
หากปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมแล้วน้ำหนักยังไม่ลด หรือภาวะแทรกซ้อนไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาใช้ยาควบคู่กับปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต เช่น orlistat, metformin, glucagon-like peptide receptor agonist โดยเลือกใช้ให้เหมาะสมกับอายุ ภาวะแทรกซ้อน โรคร่วม และข้อห้ามใช้ของผู้ป่วยแต่ละราย เป้าหมายของการรักษาคือควบคุมน้ำหนักให้ลดลงหรือคงที่ ขณะที่ส่วนสูงยังเพิ่มขึ้นตามปกติ โดยมุ่งให้ BMI Z-score ลดลงอย่างน้อย 0.25 ภายใน 12 เดือน พร้อมทั้งรักษามวลกล้ามเนื้อและดูแลภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย ควรติดตามน้ำหนักและส่วนสูงทุก 2–6 เดือน และพิจารณาส่งต่อแพทย์เฉพาะทางหากไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ตามเป้าหมาย หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องการการดูแลเพิ่มเติม ควรประเมินภาวะแทรกซ้อนร่วม ได้แก่ ความดันเลือดสูง โรคของกระดูกและข้อ และภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (obstructive sleep apnea; OSA) ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มความสำคัญของการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ และโรคตับคั่งไขมัน
อ่านแนวเวชปฏิบัติฉบับเต็ม: https://drive.google.com/open?id=1m7DypJAMYmelQHLgsPY4dKuLDmhWI-_3&usp=drive_copy
ผลกระทบของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อพัฒนาการและสุขภาพจิตเด็ก
สำนักวิชาการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้เผยแพร่รายงานการทบทวนงานวิจัยเรื่อง “ผลกระทบของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อพัฒนาการและสุขภาพจิตเด็ก” ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 โดยรวบรวมหลักฐานทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อสะท้อนสถานการณ์ ผลกระทบ และแนวทางป้องกันปัญหาจากการใช้สื่อดิจิทัลในเด็กและเยาวชน
สถานการณ์ปัจจุบัน
เด็กไทยเริ่มสัมผัสสื่ออิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่อายุเฉลี่ยเพียง 1 เดือน (IQR 0 – 3 เดือน) ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาสมอง พฤติกรรมการใช้สื่อหลายชนิดพร้อมกัน หรือ screen media multitasking (SMM) พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยมีความชุกสูงถึง 43.2 – 68.2% และสัมพันธ์กับการบกพร่องของทักษะการบริหารจัดการสมอง (executive function) โดยเฉพาะการยับยั้งชั่งใจ (inhibitory control) และความจำขณะทำงาน (working memory)
ผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพจิต
พัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญา: การเริ่มสัมผัสสื่อก่อนอายุ 12 เดือนร่วมกับการใช้สื่อมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงต่อพัฒนาการทางภาษาล่าช้าได้ถึง 6 เท่า ส่วนหนึ่งเกิดจากโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ทางวาจากับผู้ดูแลลดลง
ปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์
การใช้สื่อในปริมาณมาก โดยเฉพาะเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมตามวัย สัมพันธ์กับพฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมต่อต้าน และความไม่อยู่นิ่ง โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีมีความเปราะบางต่อผลกระทบดังกล่าวมากขึ้น
ทักษะทางสังคม
การใช้สื่อมากเกินไปลดโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง และสัมพันธ์กับพฤติกรรมเกื้อกูลสังคม (prosocial behavior) ที่ลดลง เช่น การช่วยเหลือ การแบ่งปัน และความเห็นอกเห็นใจ
คุณภาพการนอน: การใช้สื่อหลังเวลา 19.00 น. และการมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในห้องนอนสัมพันธ์กับระยะเวลาเริ่มหลับที่นานขึ้น และทำให้ระยะเวลานอนรวมลดลงเฉลี่ยประมาณ 28 นาทีต่อคืน โดยแสงสีน้ำเงินจากหน้าจอสามารถยับยั้งการหลั่งเมลาโทนิน
โครงสร้างสมอง
การใช้โซเชียลมีเดียในระดับสูงในวัยรุ่นสัมพันธ์กับปริมาตรสมองที่ลดลงในบริเวณสำคัญ ได้แก่ hippocampus ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำ, caudate ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ผ่านระบบรางวัล และ thalamus ซึ่งมีบทบาทในการประมวลผลข้อมูลจากระบบประสาทสัมผัส การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจมีผลระยะยาวต่อการเรียนรู้ การควบคุมแรงกระตุ้น และความเสี่ยงต่อพฤติกรรมเสพติด
มาตรการในต่างประเทศ
หลายประเทศเริ่มออกมาตรการเพื่อคุ้มครองเด็ก เช่น ออสเตรเลียจำกัดอายุการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยบังคับให้แพลตฟอร์มต้องมีระบบตรวจสอบอายุที่มีประสิทธิภาพและปิดบัญชีที่ละเมิดกฎหมาย มาเลเซียใช้ระบบ eKYC เพื่อยืนยันอายุผู้ใช้ สหราชอาณาจักรใช้ Age-Appropriate Design Code และสหรัฐอเมริกาใช้กฎหมาย COPPA เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี
- นโยบายสาธารณะ พัฒนากฎหมายปกป้องเด็กจากสื่อที่ไม่เหมาะสม บังคับแพลตฟอร์มออกแบบระบบที่เหมาะสมกับวัย และบังคับใช้กฎหมายพนันออนไลน์อย่างเข้มงวด ผลักดันกฎหมายไซเบอร์บูลลี่
- สาธารณสุข บูรณาการการคัดกรองและให้คําแนะนําในบริการตรวจสุขภาพเด็ก พัฒนาระบบคัดกรอง cyberbullying และ gambling และอบรมบุคลากรให้มีทักษะให้ปรึกษา
- การศึกษา ให้ความรู้แก่ผู้ปกครองผ่านสถาบันการศึกษา ฝึกอบรมครูระบุและช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหา พัฒนาหลักสูตร digital citizenship และกําหนดนโยบายการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในโรงเรียน
- ครอบครัว ใช้หลัก “เลี่ยงก่อนสอง” งดสื่อหน้าจอในเด็กตํ่ากว่า 2 ปี การรับชมร่วมกับเด็กอย่างมีคุณภาพ โดยมีปฏิสัมพันธ์ทางวาจา (active co-viewing) การเลี้ยงดูเชิงบวก และกําหนดพื้นที่และเวลาปลอดสื่อ (ในห้องนอนและหลัง 19.00 น.)
เอกสารอ้างอิง
https://www.mhc10.go.th/myinfo/20260126093230.pdf
การโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพโดยบุคลากรทางการแพทย์: สิ่งที่แพทย์ควรรู้หลังประกาศ อย. ฉบับใหม่
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 โดยกำหนดแนวทางการใช้ข้อความ ภาพ และการอ้างอิงบุคลากรทางการแพทย์ในการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อลดการสื่อสารที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค
สาระสำคัญประการหนึ่ง คือ แพทย์สามารถให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนได้ รวมถึงการบรรยาย การให้สัมภาษณ์ หรือการเผยแพร่ข้อมูลวิชาการที่อ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่การสื่อสารดังกล่าว ต้องไม่มีลักษณะเป็นการรับรอง ชักจูง หรือส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม รวมถึงการใช้ภาพ ชื่อ ตำแหน่ง หรือความน่าเชื่อถือของบุคลากรทางการแพทย์เพื่อโน้มน้าวให้เกิดการตัดสินใจซื้อสินค้าในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลสุขภาพ กุมารแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จึงควรตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างการให้ความรู้ทางวิชาการ กับ การโฆษณาเชิงพาณิชย์ แม้ข้อมูลที่นำเสนอจะถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่หากมีองค์ประกอบที่เข้าข่ายการโฆษณาหรือการรับรองผลิตภัณฑ์ ก็อาจอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การสื่อสารข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง โปร่งใส และปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อวิชาชีพแพทย์ ดังนั้น ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ แพทย์ควรศึกษาหลักเกณฑ์ของ อย. ให้เข้าใจ และพิจารณาความเหมาะสมทั้งในด้านกฎหมาย จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากประกาศหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2569 https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/123102.pdf
งานประชุมสาขากุมารเวชศาสตร์ที่น่าสนใจ ปี 2569 – 2570
• การประชุมวิชาการ The 39th Ramathibodi Annual Pediatrics Update 2026 เรื่อง “Contemporary Pediatric Prectice : Managing Common Symptoms and Diaeases” วันที่ 7 – 11 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุม 910 ABC ชั้น 9 อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
• The 6th Annual Scientific Meeting of Association for Haemophilia and Allied Disorders – Asia Pacific (AHAD-AP) and Three Workshops วันที่ 10 – 13 กันยายน 2569 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
• การประชุมวิชาการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 12 “ก้าวใหม่ของวัคซีน สู่ผลลัพธ์ที่แท้จริงในโลกยุคเปลี่ยนผ่าน” วันที่ 14 – 16 กันยายน 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
• The 10th International Workshop on Adolescence, SRHR & HIV วันที่ 21 – 23 กันยายน 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร
• การประชุมวิชาการกลางปี AAIAT Semi-Annual Meeting 2026 โดย สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย วันที่ 2 – 3 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมอวานีพลัส หัวหิน รีสอร์ต จังหวัดเพชรบุรี
• The 7th Intensive Review in Pediatric Hematology/Oncology วันที่ 3 – 4 ตุลาคม 2569 ณ ตึกภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ห้อง 1301 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร
• งานประชุมวิชาการกลางปี สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 68 วันที่ 4 – 5 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมฮอไรซัน วิลเลจ แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่
• งานประชุมวิชาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ประจำปี 2569 “Pediatric Emergencies 2026: Updates for the Front Line” วันที่ 4 – 6 พฤศจิกายน 2569 ณ ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร อาคารศรีสวรินทิรา ชั้น 1 กรุงเทพมหานคร
• The 15th Pediatric GI Days “Essential Knowledge in Common Pediatric GI and Liver Diseases: Practical Approach for General Pediatricians” วันที่ 5 – 6 พฤศจิกายน 2569 ณ ห้อง Grand Ballroom ชั้น 2 โรงแรม Chatrium Grand Bangkok และ Pre-congress Workshop: Swallowing Problems and Feeding Difficulty for Pediatric Practice วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 7 อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรุงเทพมหานคร
• The 2nd African-Asian Society of Medical Genomics and Thai Medical Genetics and Genomics Association วันที่ 25 – 27 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรม Eastin Grand Hotel กรุงเทพมหานคร
• การประชุมวิชาการกุมารเวชศาสตร์โรคระบบหายใจ โรคภูมิแพ้ และเวชบำบัดวิกฤตภาคอีสาน (KPARC 2026) วันที่ 10 – 11 ธันวาคม 2569 ณ ห้องประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
• การประชุมวิชาการ Child Neurology Association Annual Meeting 2026 วันที่ 23 – 25 ธันวาคม 2569 ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
• PEDDERM2027 Essential Pediatric Dermatology 2027 วันที่ 20 – 22 มกราคม 2570 ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ชั้น 12 ห้องประชุม 370 ที่นั่ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
• Hot Topics in Pediatric Nutrition ครั้งที่ 28 วันที่ 28 – 29 มกราคม 2570 ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ
• APSPGHAN/PedNAT Pediatric Nutrition Academy วันที่ 30 มกราคม 2570 ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ
• The 9th Ramathibodi Pediatric Critical Care Medicine วันที่ 6 – 7 กุมภาพันธ์ 2570 ณ อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพมหานคร
• Highlights of ASH in Asia-Pacific วันที่ 12 – 13 กุมภาพันธ์ 2570 ณ Centara Grand & Bangkok Convention Centre at Central World, Bangkok, Thailand
• Bangkok International Neonatology Symposium 2027 วันที่ 24 – 26 กุมภาพันธ์ 2570 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ












