รศ. พญ. ภัทริน ภิรมย์พานิช
หน่วยโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สรุปเนื้อหาการประชุมวิชาการ 2017 จัดโดย มูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทยวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 (update 30 ม.ค.66)
โรคหืดเป็นโรคสำคัญที่เป็นสาเหตุของการหยุดงาน และหยุดเรียนอันเนื่องมาจากการกำเริบของโรค การรักษาโรคหืดที่ควบคุมได้ไม่ดี มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการรักษาให้ผู้ป่วยควบคุมอาการได้1 เป้าหมายหลักของการรักษาโรคหืดคือ 1) ควบคุมอาการให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ไม่มีอาการทั้งกลางวันและกลางคืน 2) ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกำเริบ การเกิด fixed airflow limitation และผลข้างเคียงจากยา1 การรักษาโรคหืดโดยไม่ใช้ยามีส่วนสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยประสบความสำเร็จในการรักษาได้มากขึ้น
- การงดสูบบุหรี่
เป็นการรักษาหลักที่สำคัญที่ทำให้สมรรถภาพปอดเสื่อมช้าลง โดยผู้ที่สูบบุหรี่จะมีค่า forced expiratory volume in 1 second (FEV1) ลดลงเร็วกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ประมาณ 2 เท่า2 ควรแนะนำให้ผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยทุกรายที่สูบบุหรี่หยุดสูบ การแนะนำเพียงสั้น ๆ ในแต่ละครั้งที่ผู้ป่วยมา รพ. ช่วยเพิ่มความสำเร็จในการเลิกบุหรี่ได้ 2 เท่า เมื่อเทียบกับการไม่ให้คำแนะนำเลย3 การให้คำแนะนำใช้หลักการ “ส บ ม” ย่อมาจาก สอบถาม บำบัด หมั่นติดตามสอบถามคือ ถามว่าสูบหรือไม่ สูบวันละกี่มวน สูบมวนแรกหลังตื่นนอนนานแค่ไหน บำบัดคือ การให้คำแนะนำ หรือให้การบำบัดแบบกลุ่ม และหมั่นติดตามคือการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์แรก4 ความร่วมมือกันระหว่างสหสาขาสามารถเพิ่มอัตราการเลิกบุหรี่สำเร็จได้จากร้อยละ 3.7 เป็นร้อยละ 12.65 - การควบคุมสภาพแวดล้อมและปัจจัยเสี่ยง
ผู้ป่วยโรคหืดที่เริ่มมีอาการในวัยผู้ใหญ่ควรได้รับการซักประวัติอาชีพทุกราย เพื่อสืบหาโอกาสการเป็น occupational asthma ซึ่งอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนงาน นอกจากนั้น การดูแลสภาพแวดล้อมที่บ้าน และที่ทำงานให้สะอาดลดปริมาณไรฝุ่น เลี่ยงยากลุ่ม NSAIDs และ Beta-blocker ถ้าไม่จำเป็นในรายที่ใช้แล้วอาการโรคหืดแย่ลง - การกินอาหารที่มีประโยชน์
กินอาหารให้ครบห้าหมู่และเป็นอาหารที่มีประโยชน์ มีข้อมูลว่าการกินอาหารที่มีวิตามินดี สูงมีส่วนช่วยลดอาการและการกำเริบของโรคได้6 อย่างไรก็ตาม ใน GINA 2022 ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม1 - การออกกำลังกาย
การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ไทชิ ชี่กง ช่วยให้ควบคุมโรคหืดได้ดีขึ้น สมรรถภาพปอดดีขึ้น เหนื่อยน้อยลงคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคหืดรุนแรงและควบคุมยาก แนะนำให้ออกกำลัง 5 – 7 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละ 20 – 30 นาที นาน 6 – 8 สัปดาห์7
การฝึกการหายใจโดยใช้กะบังลม (Diaphragmatic breathing exercise) โดยการใช้มือข้างหนึ่งไว้ที่หน้าอก อีกข้างไว้ที่หน้าท้องช่วงเริ่มต้นควรฝึกในท่านอน พยายามหายใจให้หน้าท้องยกขึ้นแต่หน้าอกไม่ยก เมื่อชำนาญแล้วจึงฝึกในท่านั่ง ทำครั้งละ 5 – 10 นาที วันละ 3 – 4 ครั้งเพิ่มขึ้นเมื่อชำนาญแล้ว
การฝึกการหายใจด้วยการห่อปาก (Pursed lip breathing) หายใจเข้าทางจมูก นับ 1, 2 หายใจออกทางปากนับ 1, 2, 3, 4 พร้อมกับห่อปาก ช่วยทำให้หลอดลมส่วนปลายไม่ปิด ในขณะหายใจออก
- การจัดการกับความเครียด
ความเครียดทำให้อาการของโรคหืดแย่ลง พบอุบัติการณ์โรคซึมเศร้าสูงกว่าคนทั่วไป แนะนำให้คัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้าหรือกังวลมาก4 - การลดน้ำหนัก
ความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหืดถึง 2 – 3 เท่า และยังเพิ่มความรุนแรงของโรคอีกด้วย การลดน้ำหนักได้เพียงร้อยละ 10 ช่วยให้ควบคุมโรคหืดได้ดีขึ้น8 หลักการลดน้ำหนักในช่วงเริ่มต้นควรใช้การคำนวณแคลอรี โดยแคลอรีที่ติดลบ 7,000 กิโลแคลอรี จะลดได้ 1 กก. ควรลดน้ำหนัก 0.5 – 1 กก.ต่อสัปดาห์ จึงควรคำนวณให้แคลอรีติดลบ 3,500 – 7,000 กิโลแคลอรีต่อสัปดาห์ หลังจากนั้น ควรเริ่มการออกกำลังกายพร้อมกับการสร้างกล้ามเนื้อไปพร้อม ๆ กัน - การฉีดวัคซีน
แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยที่รุนแรงปานกลางและรุนแรงมาก ควรฉีดเป็นประจำทุกปีในเดือนเมษายน – พฤษภาคม เนื่องจากไข้หวัดใหญ่มักจะระบาดในฤดูฝน สำหรับ pneumococcal vaccine ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนในผู้ป่วยโรคหืด9 และแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามคำแนะนำของประเทศ
- Bronchial thermoplasty
คือ การทำให้กล้ามเนื้อเรียบรอบหลอดลมบางลงด้วยความร้อน โดยแบ่งทำ 3 ครั้ง จะช่วยลดการเกิดการกำเริบและช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้10
บทสรุป
โรคหืดมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การรักษาด้วยการไม่ใช้ยาช่วยให้ควบคุมอาการ และลดการเกิดโรคกำเริบได้ โดยการหยุดบุหรี่ ออกกำลัง ลดน้ำหนัก ฉีดวัคซีน กินอาหารที่มีประโยชน์เลี่ยงสิ่งกระตุ้น กล่าวโดยรวมคือ การมี Healthy life style ที่แม้ในผู้ที่ไม่เป็นโรคหืดก็ควรทำเช่นกัน
เอกสารอ้างอิง
- Global Initiative for Asthma. Global Strategy for Asthma Management and Prevention, 2022. Available from: http://www.ginasthma.org/.
- Fletcher C, Peto R. The natural history of chronic airflow obstruction. Br Med J 1977;1:1645-8.
- Stead LF, Buitrago D, Preciado N, Sanchez G, Hartmann-Boyce J, Lancaster T. Physician advice for smoking cessation. Cochrane Database Syst Rev 2013:CD000165.
- แนวทางการวินิจฉัยและรักษา โรคหืดในประเทศไทย สำหรับผู้ใหญ่ พ.ศ. 2560. available from: http://tac.or.th/?p=423.
- Pirompanich P, Jirapramukpitak T, Saiphoklang N, Sricharoenchai T, Ruchiwit P, Sennoi N, et al. Assessment of a new smoking cessation program at Thammasat University Hospital, Pathumthani, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health 2017;48:421-8.
- Martineau AR, Cates CJ, Urashima M, Jensen M, Griffiths AP, Nurmatov U, et al. Vitamin D for the management of asthma. Cochrane Database Syst Rev 2016;9:CD011511.
- Heikkinen SA, Quansah R, Jaakkola JJ, Jaakkola MS. Effects of regular exercise on adult asthma. Eur J Epidemiol 2012;27: 397-407.
- Ma J, Strub P, Xiao L, Lavori PW, Camargo CA, Jr., Wilson SR, et al. Behavioral weight loss and physical activity intervention in obese adults with asthma. A randomized trial. Ann Am Thorac Soc 2015;12:1-11.
- Cates CJ, Rowe BH. Vaccines for preventing influenza in people with asthma. Cochrane Database Syst Rev 2013:CD000364.
- Torrego A, Sola I, Munoz AM, Roque IFM, Yepes-Nunez JJ, Alonso-Coello P, et al. Bronchial thermoplasty for moderate or severe persistent asthma in adults. Cochrane Database Syst Rev 2014:CD009910.

