Category : Public Health News
กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล บูรณาการฐานข้อมูลสุขภาพดิจิทัล ยึดหลักประชาชนเป็นศูนย์กลาง ให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้ความมั่นคงปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลขั้นสูงสุด ควบคู่การต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรม สู่การวางแผนนโยบายด้านสาธารณสุขระดับชาติ และสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความท้าทายด้านสุขภาพในอนาคต 5 มิถุนายน 2569 กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การเชื่อมโยงข้อมูลด้านการแพทย์และสาธารณสุขบน Digital Health Platform ของกระทรวงสาธารณสุข ระหว่าง นพ. สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ศ.นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล นายพัฒนา กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หรือ Digital Health ความร่วมมือนี้จะทำให้ทิศทางดังกล่าวเกิดผลเป็นรูปธรรม ใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1) ประชาชนต้องเป็นศูนย์กลาง 2) ความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวคือหัวใจสำคัญ 3)......
กรมวิทย์ฯ เตือนระวังเชื้อ Streptococcus suis หลังพบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยสถานการณ์เชื้อ Streptococcus suis สาเหตุโรคไข้หูดับ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พบผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศกว่า 1,340 ราย ขณะที่ผลสำรวจหมูดิบในจังหวัดอุบลราชธานีพบการปนเปื้อนเชื้อสูงถึง 83.3 % ย้ำประชาชนควรรับประทานอาหารปรุงสุก หลีกเลี่ยงการบริโภคหมูดิบ ไม่สัมผัสสัตว์ป่วย สวมถุงมือป้องกันเชื้อเมื่อมีบาดแผล ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่าย พบว่าสถานการณ์การติดเชื้อ Streptococcus suis ในประเทศไทย ช่วงปี 2565–2567 พบผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศ จำนวน 1,340 ราย โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อ Streptococcus suis ในจังหวัดอุบลราชธานี พบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องทุกปี สะท้อนถึงลักษณะการเป็นโรคประจำถิ่น ล่าสุดศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 อุบลราชธานี กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้สุ่มตรวจวิเคราะห์เนื้อหมูดิบจากตลาดสดในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 42 ตัวอย่าง......
กรมควบคุมโรคยืนยันไม่พบหลักฐานว่า โควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากสายพันธุ์ที่ระบาดก่อนหน้า
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์โรคโควิด 19 และผลการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ยืนยันว่ายังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดในประเทศไทย มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า และยังคงดำเนินระบบเฝ้าระวังโรคและการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้ออย่างต่อเนื่อง 3 มิถุนายน 2569 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์โรคโควิด 19 และการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) การเฝ้าระวังเหตุการณ์ และการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ โดยข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคแตกต่างจากสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้านี้ จากข้อมูลทางระบาดวิทยาและข้อมูลทางคลินิกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานว่าก่อให้เกิดอาการรุนแรงหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้า ระบบเฝ้าระวังของประเทศไทยยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการติดตามจำนวนผู้ป่วย การเฝ้าระวังเหตุการณ์การระบาดเป็นกลุ่มก้อน และการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และตอบสนองต่อความเสี่ยงทางสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังในปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณการระบาดในวงกว้างหรือการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงของโรคที่แตกต่างจากแนวโน้มที่เคยพบในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โรคโควิด 19 ยังคงเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักมีการรวมกลุ่มของประชาชนในพื้นที่ปิดมากขึ้น......
รัฐบาลเดินหน้าขยายสิทธิบัตรทอง ‘ยาฮอร์โมนข้ามเพศ’ พร้อมบริการ มิ.ย. 69
รัฐบาลเตรียมขยายสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง โดยเพิ่มบริการ ‘ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ’ สำหรับคนข้ามเพศ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ปลอดภัย ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ ครอบคลุมการใช้ยาฮอร์โมน การตรวจสุขภาพ และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเริ่มกระจายยาไปยังหน่วยบริการประมาณ 50 แห่งได้เร็วที่สุดภายในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2569 7 มิถุนายน พ.ศ.2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ชุดบริการสำหรับการข้ามเพศได้รับการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดซื้อยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ 8 รายการ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ฮอร์โมนเพศหญิงชนิดเม็ดและชนิดทา ฮอร์โมนเพศชายชนิดฉีด ยาบล็อกฮอร์โมนเพศชายชนิดเม็ด และยาฉีดกดฮอร์โมนส่วนกลาง รวมถึงบริการตรวจสุขภาพ การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาทิ การตรวจระดับฮอร์โมน การทำงานของตับ ไต และระบบเผาผลาญ เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างครบวงจร หน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการจะประกอบด้วยคลินิกเอกชนภาคประชาสังคม ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลของรัฐบางแห่ง โดยประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดการให้บริการจาก สปสช.......
บอร์ด สปสช. เพิ่มยาสำหรับโรคเลือด-มะเร็งต่อมน้ำเหลือง-หนังแข็งรุนแรง
คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติเห็นชอบเพิ่มยา 3 รายการ ได้แก่ ยาเลนาลิโดไมด์ (Lenalidomide) ยาเบนดามัสทีน (Bendamustine) และยาริทูซิแมบ (Rituximab) ในสิทธิประโยชน์บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาสำหรับผู้ป่วยโรคซับซ้อนที่จำเป็นต้องใช้ยาจำเพาะราคาแพง โดยใช้งบประมาณคงเหลือปี 2569 วงเงินไม่เกิน 12.1567 ล้านบาท 6 พฤษภาคม พ.ศ.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เผยภายหลังการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้งที่ 5/2569 ว่า การเพิ่มยา 3 รายการสะท้อนการยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อรองรับผู้ป่วยโรคซับซ้อน โดยยาทั้งหมดผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า ยาเลนาลิโดไมด์ใช้รักษาโรคโลหิตจางเอ็มดีเอสชนิด 5q-syndrome ช่วยลดการให้เลือดและลดความเสี่ยงพัฒนาเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ยาเบนดามัสทีนใช้รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด ส่วนยาริทูซิแมบใช้รักษาโรคหนังแข็งที่มีภาวะปอดอักเสบรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่ความพิการหรือเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ ยาเลนาลิโดไมด์เป็นยารับประทาน......
ปลัด สธ. กำชับหน่วยงานเฝ้าจับตาผลกระทบ ‘ตะวันออกกลาง’
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ติดตามการจัดระบบบริการและการบริหารทรัพยากรเพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง พบว่าบริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยา เวชภัณฑ์ และวัสดุการแพทย์ยังเพียงพอ แต่มีความเสี่ยงด้านต้นทุนจากค่าขนส่งที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต กำชับทุกหน่วยงานติดตามสต็อกอย่างใกล้ชิด เดินหน้ามาตรการประหยัดพลังงาน 2 มิถุนายน พ.ศ.2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. เผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 7 ว่า ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 30 พฤษภาคม พ.ศ.2569 มีผู้ป่วยใช้บริการ Telemedicine รวม 683,038 ครั้ง คิดเป็น 7.39% จากผู้ป่วยนอกทั้งหมด โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชนที่มีการใช้บริการเพิ่มขึ้น 15% กำชับหน่วยบริการให้ดำเนินการตามแนวทางมาตรฐาน โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาการคงที่ ขณะนี้ยังไม่พบปัญหาขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ แต่คาดว่าผลกระทบจากสงครามและค่าขนส่งที่อาจสูงขึ้น 10-15% จึงสั่งให้รายงานปริมาณคงคลังทุก 3 สัปดาห์ และหากพบการขาดแคลนต้องรายงานทันที......
สธ. ฟังความเห็น กม.แยกตัวจาก ก.พ. 5 ประเด็น แก้ปัญหา ‘คน-ค่าตอบแทน’
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการสาธารณสุข พ.ศ. … หรือร่าง พ.ร.บ. ก.สธ. ซึ่งเป็นกฎหมายแยกการบริหารงานบุคคลของ สธ. ออกจากสำนักงาน ก.พ. แก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากร ความเหลื่อมล้ำด้านวิชาชีพ ค่าตอบแทน และสวัสดิการ โดยเปิดรับฟังระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน พ.ศ.2569 ผ่านระบบกลางทางกฎหมายและเว็บไซต์ สธ. 11 พฤษภาคม พ.ศ.2569 นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัด สธ. ปฏิบัติราชการแทนปลัด สธ. ลงนามหนังสือประชาสัมพันธ์เชิญชวนบุคลากรในสังกัดร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2569 ซึ่งระบุว่า ระบบบริหารงานบุคคลเดิมยังมีข้อจำกัด ไม่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ต้องการความคล่องตัวสูง จึงมีแนวคิดจัดตั้งคณะกรรมการข้าราชการสาธารณสุข หรือ ก.สธ. พร้อมสำนักงานรองรับการดำเนินงาน เพื่อกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การบริหารบุคลากรที่เหมาะสมกับบริบทของกระทรวงสาธารณสุขมากขึ้น สำหรับประเด็นสำคัญของร่างกฎหมาย มี......
กรมบัญชีกลางอัปเดต ‘ค่ารังสีร่วมรักษา’ สิทธิ ขรก. เพิ่ม 1,277 รายการ
กรมบัญชีกลางปรับปรุงอัตราค่าบริการ ‘รังสีร่วมรักษา’ สำหรับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ สอดคล้องกับเทคโนโลยีทางการแพทย์และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการที่จำเป็นของข้าราชการและครอบครัว โดยยกเลิกรายการอัตราค่าบริการเดิมบางส่วน และกำหนดรายการเบิกจ่ายใหม่รวม 1,277 รายการ มีผลบังคับใช้กับค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2569 เป็นต้นไป 25 พฤษภาคม พ.ศ.2569 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง มีหนังสือที่ กค. 0416.2/ว 382 แจ้งไปยังหัวหน้าส่วนราชการและผู้อำนวยการโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในหมวดค่าหัตถการและวิสัญญี ด้านรังสีร่วมรักษา โดยมีการยกเลิกรายการเดิมจากหนังสือเวียนปี 2559 ในส่วนรังสีร่วมรักษาแบบ Non-vascular Intervention จำนวน 3 รายการ และ Vascular Intervention and Other Interventions จำนวน 4 รายการ รวมถึงยกเลิกรายการด้านรังสีวินิจฉัยบางรายการจากหนังสือเวียนปี 2563 เพื่อปรับโครงสร้างรายการให้ทันสมัยและสอดคล้องกับแนวทางการรักษาในปัจจุบัน นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางได้กำหนดรายการอัตราค่าบริการสาธารณสุขด้านรังสีร่วมรักษาชุดใหม่จำนวน 1,277 รายการ เพื่อรองรับเทคโนโลยีและหัตถการทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น......
สปสช. เห็นชอบเพิ่มอัตราจ่าย ‘ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ’ ผู้ป่วยบัตรทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว. สธ.) เผย บอร์ด สปสช. มีมติเห็นชอบปรับเพิ่มอัตราจ่ายชดเชยบริการปลูกถ่ายตับและเปลี่ยนหัวใจในระบบบัตรทอง 30 บาท สอดคล้องกับต้นทุนการรักษาจริง เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยโรครุนแรงเข้าถึงการรักษาที่มีความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายสูง โดยใช้งบประมาณที่ประหยัดได้จากการปรับลดอัตราชดเชยค่ายากดภูมิคุ้มกันมาบริหารจัดการ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว. สธ. และประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เผยผลการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้งที่ 5/2569 ซึ่งเห็นชอบข้อเสนอของสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทยให้ปรับอัตราชดเชยบริการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยปรับค่าเตรียมตัวก่อนผ่าตัดสำหรับผู้รับบริจาคเป็น 40,000 บาท/ราย และผู้บริจาคที่มีชีวิตเป็น 45,000 บาท/ราย ปรับค่าผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเป็น 600,000 บาท/ราย และค่าปลูกถ่ายตับในเด็กเป็น 660,000 บาท/ราย ส่วนการปลูกถ่ายตับในผู้ใหญ่ แยกเป็นค่าผ่าตัดตับจากผู้รับบริจาค 200,000 บาท/ราย และค่าผ่าตัดปลูกถ่ายตับในผู้รับบริจาค 660,000 บาท/ราย นอกจากนี้ ยังเพิ่มการชดเชยค่าป้องกันและรักษาภาวะติดเชื้อ CMV หลังปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ โดยกำหนดอัตราชดเชยสำหรับการป้องกันและรักษาการติดเชื้อ......
กรมการแพทย์แผนไทยฯ แจงกฎกระทรวงใหม่ ‘กัญชา’ ใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศใช้กฎกระทรวงใหม่เกี่ยวกับการอนุญาตศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย และแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า พ.ศ.2569 โดยกำหนดให้สถานประกอบการที่ขออนุญาตได้ต้องเป็นสถานพยาบาล ร้านขายยา หรือร้านขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย คุมเข้มการใช้ช่อดอกกัญชาผ่านระบบใบสั่งจ่ายและมาตรการควบคุมเฉพาะ เพื่อป้องกันการใช้ผิดวัตถุประสงค์และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน 16 พฤษภาคม พ.ศ.2569 นพ.เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ชี้แจงว่า กฎกระทรวงฉบับใหม่มีเป้าหมายให้การจัดการกัญชาทางการแพทย์อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพที่มีมาตรฐาน โดยแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้าน ยังสามารถใช้ช่อดอกกัญชารักษาผู้ป่วยได้ แต่ต้องจ่ายผ่านใบสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุม (ภ.ท.33) ไม่เกิน 30 วัน/ครั้ง และเก็บหลักฐานไว้ตรวจสอบ 1 ปี นอกจากนี้ สถานประกอบการต้องมีบุคลากรผ่านการอบรมด้านกัญชาทางการแพทย์ประจำตลอดเวลาทำการ รวมถึงต้องจัดเก็บช่อดอกเป็นสัดส่วน ไม่ให้สัมผัสพื้น และติดตั้งระบบกำจัดกลิ่นหรือควันที่มีประสิทธิภาพ หากผู้รับอนุญาตเคยถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต อาจไม่ได้รับการต่ออายุใบอนุญาตอีก ด้าน นพ.พีรชา คูเกษมกิจ ผู้อำนวยการกองกัญชาทางการแพทย์ ระบุว่า กรมฯ มีหน้าที่กำกับดูแลเฉพาะ ‘ช่อดอกกัญชา’ ในฐานะสมุนไพรควบคุม ผู้ที่ต้องการศึกษาวิจัย ส่งออก......

