.

รศ. นพ. รุจิภาส สิริจตุภัทร
สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ปี 2569 นับเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่องค์ความรู้ด้านโรคติดเชื้อเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากผลการทดลองแบบสุ่มขนาดใหญ่ที่อาจท้าทายแนวปฏิบัติที่ยึดถือกันมานาน การเกิดขึ้นของทางเลือกใหม่ในการป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อไวรัส ตลอดจนความจำเป็นในการเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่อย่างรอบด้านและมีวิจารณญาณ
Oseltamivir ในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ขั้นวิกฤต: ถึงเวลาทบทวนแนวปฏิบัติเดิมหรือไม่?
Oseltamivir เป็นยาต้านไวรัสกลุ่ม neuraminidase inhibitor ที่ใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่มาอย่างยาวนาน และเป็นยาที่แนวทางเวชปฏิบัติในหลายประเทศแนะนำให้เริ่มโดยเร็วที่สุดในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ทว่าหลักฐานจากการทดลองแบบสุ่มในกลุ่มผู้ป่วยวิกฤตกลับมีอยู่อย่างจำกัด เมื่อเทียบกับความแพร่หลายของการใช้ยาในทางปฏิบัติจริง
ผลเบื้องต้นจากโดเมนการรักษาไข้หวัดใหญ่ในการศึกษา REMAP-CAP ซึ่งเป็น adaptive platform trial ระดับนานาชาติ ได้จุดประเด็นคำถามสำคัญต่อบทบาทของ oseltamivir ในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่ต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต โดยการวิเคราะห์นี้ครอบคลุมผู้ป่วยที่ยืนยันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ทางห้องปฏิบัติการ จำนวน 442 ราย จาก 139 สถานพยาบาลใน 18 ประเทศ ซึ่งเปรียบเทียบกลยุทธ์การให้ oseltamivir นาน 5 วัน 10 วัน และการไม่ให้ยาต้านไวรัสเลย
ผลการวิเคราะห์ภายใต้กรอบ Bayesian adaptive design ชี้ให้เห็นว่า การให้ oseltamivir ในผู้ป่วยวิกฤตอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และเข้าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับความด้อยกว่า (inferiority) โดยอัตราตายในวันที่ 90 ของกลุ่มที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัสอยู่ที่ 13.7% เทียบกับประมาณ 19.4% ในกลุ่มที่ได้รับ oseltamivir ด้วยความน่าจะเป็นของอันตรายจากยาที่สูงในการวิเคราะห์ระหว่างการศึกษา คณะผู้วิจัยจึงตัดสินใจปิดรับผู้ป่วยเข้าสู่กลุ่มการรักษานี้
กระนั้นก็ตาม ผลลัพธ์ดังกล่าว ไม่ควรถูกตีความอย่างง่ายว่า “oseltamivir เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทุกกลุ่ม” เนื่องจากประชากรที่ศึกษาเป็นผู้ป่วยวิกฤตโดยเฉพาะ และการตัดสินใจเลือกวิธีรักษาจำเป็นต้องคำนึงถึงหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เริ่มยา ชนิดของไวรัส ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย โรคร่วม การติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน และการรักษาประคับประคองอื่น ๆ
- ผลการศึกษานี้ใช้ได้กับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรงระดับ ICU เท่านั้น ไม่ใช่หลักฐานที่สนับสนุนให้หยุดใช้ oseltamivir ในผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยในทั่วไป
- ควรติดตามบทความฉบับเต็มหลังผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) รวมถึงการวิเคราะห์กลุ่มย่อยและข้อมูลเรื่องเวลาเริ่มยาอย่างใกล้ชิด
- ระหว่างที่แนวทางเวชปฏิบัติระดับชาติและนานาชาติยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจควรอาศัยการประเมินผู้ป่วยเป็นรายบุคคล ควบคู่กับการปรึกษาทีมโรคติดเชื้อและเวชบำบัดวิกฤต
- ผลการศึกษานี้ตอกย้ำความสำคัญของการทดลองแบบสุ่มในการตรวจสอบการรักษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ด้วยหลักฐานจากประชากรที่มีความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน
Ensitrelvir กับบทบาทใหม่ของการป้องกันหลังสัมผัส COVID-19
แม้ความรุนแรงเฉลี่ยของ COVID-19 ในระดับประชากรจะลดลงจากช่วงเริ่มต้นของการระบาด แต่ผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ที่มีโรคร่วมสำคัญยังคงมีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง การป้องกันหลังสัมผัสโรค (post-exposure prophylaxis; PEP) ที่มีประสิทธิผลจึงเป็นแนวทางที่อาจช่วยลดจำนวนผู้ป่วยได้ โดยเฉพาะในครัวเรือนหรือสถานการณ์ที่มีการสัมผัสใกล้ชิด
การศึกษาระยะที่ 3 SCORPIO-PEP ประเมินประสิทธิผลของ ensitrelvir ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสชนิดรับประทานที่ออกฤทธิ์ยับยั้ง SARS-CoV-2 3C-like protease ในผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่มีอาการ โดยผู้เข้าร่วมที่เริ่มยาภายใน 72 ชั่วโมงหลังผู้ป่วยต้นเหตุเริ่มมีอาการ จะได้รับ ensitrelvir ขนาด 375 มก. ในวันแรก ตามด้วย 125 มก. วันละครั้งในวันที่ 2 – 5
ผลการศึกษาในประชากร modified intention-to-treat พบว่าการเกิด symptomatic laboratory-confirmed COVID-19 ภายในวันที่ 10 อยู่ที่ 2.9% ในกลุ่ม ensitrelvir เทียบกับ 9.0% ในกลุ่มยาหลอก คิดเป็นการลดความเสี่ยงสัมพัทธ์ถึง 67% (risk ratio 0.33; 95% CI 0.22 – 0.49; P<0.001) และในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง พบว่าสามารถลดความเสี่ยงสัมพัทธ์ได้สูงถึง 76%
จุดเด่นของการศึกษานี้คือการเป็นหลักฐานระยะที่ 3 ที่สนับสนุนประสิทธิผลของยาต้านไวรัสชนิดรับประทานในการป้องกันโรคหลังการสัมผัสภายในครัวเรือน อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้จริงยังขึ้นอยู่กับการอนุมัติของหน่วยงานกำกับดูแลในแต่ละประเทศ ราคายา การเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็ว และระบบที่เอื้อให้เริ่มยาได้ทันภายในกรอบเวลาที่มีประสิทธิภาพ
- ประสิทธิผลของยาเกิดขึ้นในบริบทที่เริ่มยาได้อย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีระบบตรวจวินิจฉัยและเข้าถึงยาภายใน 72 ชั่วโมง
- ควรทบทวนปฏิกิริยาระหว่างยาก่อนสั่งใช้ทุกครั้ง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่ใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
- ผลการศึกษานี้เป็นการป้องกันหลังสัมผัสในผู้อยู่ร่วมบ้าน มิได้หมายความว่าควรใช้เป็นการป้องกันล่วงหน้าระยะยาวในประชากรทั่วไป
- วัคซีนยังคงเป็นแกนหลักในการลดความเสี่ยงต่อโรครุนแรง ส่วนยาต้านไวรัสเป็นเครื่องมือเสริมที่เหมาะสมในบางกลุ่มและบางสถานการณ์
- ควรติดตามสถานะการขึ้นทะเบียนยา ข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุมัติ และข้อมูลประสิทธิผลในสถานการณ์จริง (real-world effectiveness) ต่อสายพันธุ์ที่จะหมุนเวียนในอนาคต
ความก้าวหน้าในการรักษา HIV: ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยที่คุมไวรัสได้แล้ว
การรักษา HIV ในปัจจุบันก้าวไปไกลกว่าการกดไวรัสให้ต่ำกว่าเกณฑ์ตรวจพบ เป้าหมายยังรวมถึงการลดผลไม่พึงประสงค์ระยะยาว ความสะดวกในการใช้ยา ความต่อเนื่องของการรักษา และการปรับสูตรยาให้เหมาะกับโรคร่วมของผู้ป่วยแต่ละราย ในปี 2569 FDA ได้อนุมัติสูตรยาสองชนิดใหม่ที่มีเป้าหมายเดียวกันคือการทดแทนสูตรยาต้านไวรัสเดิมในผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ HIV-1 และมี viral suppression แล้ว แต่มีกลไกและกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน
Doravirine/Islatravir (IDVYNSO™)
ในเดือนเมษายน 2569 FDA อนุมัติ IDVYNSO™ ซึ่งเป็นยาสูตรเม็ดเดียววันละครั้ง ประกอบด้วย doravirine 100 mg และ islatravir 0.25 mg สำหรับใช้แทนสูตรยาต้านไวรัสเดิมในผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ HIV-1 และมี viral suppression แล้ว โดยต้องไม่มีประวัติ virologic treatment failure และไม่มีการกลายพันธุ์ที่สัมพันธ์กับการดื้อ doravirine
Doravirine เป็น non-nucleoside reverse transcriptase inhibitor (NNRTI) ส่วน islatravir เป็น nucleoside reverse transcriptase translocation inhibitor ที่มีฤทธิ์ต้านไวรัสสูงและมี half-life ภายในเซลล์ยาว สูตรดังกล่าวจึงเป็นทางเลือก two-drug complete regimen แบบรับประทานวันละครั้งที่ไม่ใช้ integrase strand transfer inhibitor (INSTI) และไม่มี tenofovir
อย่างไรก็ดี สูตรนี้ไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV ทุกราย ผู้ป่วยที่มีการดื้อยาในอดีต การรักษาล้มเหลวมาก่อน การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีร่วม หรือมีข้อบ่งชี้จำเพาะอื่น ต้องได้รับการประเมินประวัติการรักษา ผล genotype และความเหมาะสมของสูตรยาอย่างละเอียด
Bictegravir/Lenacapavir (Bixlenvo™)
วงการรักษา HIV มีความเคลื่อนไหวสำคัญอีกครั้งเมื่อ FDA อนุมัติ Bixlenvo™ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นยาสูตรผสม bictegravir 75 mg และ lenacapavir 50 mg ในรูปแบบเม็ดเดียวรับประทานวันละครั้ง และนับเป็น single-tablet regimen (STR) ที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับการรักษา HIV ในผู้ใหญ่ที่คุมไวรัสได้แล้ว (HIV-1 RNA <50 copies/mL) โดยไม่มีประวัติหรือข้อสงสัยว่าดื้อต่อ bictegravir หรือ lenacapavir
หลักฐานทางคลินิก อ้างอิงจากข้อมูล non-inferiority ที่สัปดาห์ที่ 48 ของการทดลองระยะที่ 3 สองการศึกษา ได้แก่ ARTISTRY-1 (เปลี่ยนจากสูตรยาที่ซับซ้อนหลายเม็ด) และ ARTISTRY-2 (เปลี่ยนจาก Biktarvy)
- วันที่ 1: Bixlenvo 1 เม็ด + Sunlenca 300 mg จำนวน 2 เม็ด (รวม 600 mg)
- วันที่ 2: Bixlenvo 1 เม็ด + Sunlenca 300 mg จำนวน 2 เม็ด (รวม 600 mg)
- การรักษาต่อเนื่อง (ตั้งแต่วันที่ 3 เป็นต้นไป) ให้ Bixlenvo 1 เม็ด รับประทานวันละครั้ง พร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้
กลไกออกฤทธิ์ bictegravir เป็น INSTI ที่มีความต้านทานการดื้อยาสูงและเป็นที่แนะนำในแนวทางเวชปฏิบัติทั่วโลก ส่วน lenacapavir เป็น first-in-class capsid inhibitor ที่มีกลไกออกฤทธิ์แบบใหม่และไม่มี cross-resistance กับยาต้านไวรัสกลุ่มอื่น การผสานยาสองกลุ่มที่มีกลไกต่างกันนี้จึงเป็นจุดเด่นสำคัญของสูตรยานี้ และเป็น STR ตัวแรกที่ออกแบบมาสำหรับผู้ป่วยที่คุมไวรัสได้แล้วแต่ยังติดอยู่กับสูตรยาซับซ้อนหลายเม็ด อันเนื่องจากปัญหาการดื้อยาหรือทนต่อยาไม่ได้จากยากลุ่มเดิม เช่น NRTIs หรือ NNRTIs
เปรียบเทียบสองสูตรยา
- ทั้งสองสูตรมีข้อบ่งใช้เฉพาะผู้ที่คุมไวรัสได้แล้ว ไม่ใช่ทางเลือก universal first-line regimen สำหรับผู้เริ่มการรักษาทุกราย
- ควรตรวจสอบประวัติ resistance ต่อยาแต่ละกลุ่มก่อนเปลี่ยนสูตรเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่เคยล้มเหลวจากการรักษาหรือเคยดื้อยากลุ่ม INSTI, NNRTI มาก่อน
- Islatravir เคยมีประเด็นด้านการลดลงของ lymphocyte ในขนาดยาที่สูงกว่าระหว่างการพัฒนาระยะแรก ส่วน Bixlenvo เพิ่งได้รับอนุมัติจึงยังมีข้อมูล post-marketing จำกัด ทั้งสองตัวจึงควรได้รับการติดตามความปลอดภัยระยะยาวอย่างใกล้ชิด
- การเลือกสูตรยาที่เหมาะสมควรพิจารณาโรคร่วม การทำงานของไตและกระดูก ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ปฏิกิริยาระหว่างยา และความต้องการของผู้ป่วยเป็นรายบุคคล
- ควรติดตามสถานะการขึ้นทะเบียนยาและการเข้าถึงยาทั้งสองตัวในประเทศไทยและภูมิภาคที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
- คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของทั้ง islatravir และ lenacapavir อาจเป็นฐานสำคัญต่อการพัฒนาสูตรการรักษาหรือการป้องกัน HIV ที่ให้ยาห่างขึ้นในอนาคต
MSSA Bacteremia: Cefazolin ควรเป็นทางเลือกหลักแทน Antistaphylococcal Penicillin หรือไม่?
Staphylococcus aureus bacteremia เป็นภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่สัมพันธ์กับอัตราป่วยและเสียชีวิตสูง การรักษาที่เหมาะสมมิได้จำกัดอยู่เพียงการเลือกยาต้านจุลชีพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเก็บ blood culture ซ้ำเพื่อยืนยันการกำจัดเชื้อ การค้นหาและควบคุมแหล่งติดเชื้อ การประเมินภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบ และการกำหนดระยะเวลาการรักษาให้เหมาะสม
สำหรับเชื้อ methicillin-susceptible S. aureus (MSSA) ประเด็นถกเถียงที่มีมาอย่างยาวนานคือ การเลือกใช้ cefazolin เทียบกับ antistaphylococcal penicillin เช่น cloxacillin, flucloxacillin, nafcillin หรือ oxacillin แม้ข้อมูลเชิงสังเกตจำนวนมากจะสนับสนุนการใช้ cefazolin แต่ก็ยังมีความกังวลเรื่อง cefazolin inoculum effect โดยเฉพาะในภาวะที่มีปริมาณเชื้อสูง เช่น endocarditis หรือการติดเชื้อในตำแหน่งลึก
การศึกษา SNAP ได้เติมเต็มช่องว่างนี้ด้วยหลักฐานจากการทดลองแบบสุ่ม โดยเปรียบเทียบ cefazolin กับ flucloxacillin หรือ cloxacillin ในผู้ใหญ่ที่มี MSSA bacteremia ผลการศึกษาพบว่า cefazolin ไม่ด้อยกว่า antistaphylococcal penicillin ในแง่อัตราตายที่ 90 วัน โดยอัตราตายในกลุ่ม cefazolin อยู่ที่ 15% เทียบกับ 17% ในกลุ่ม antistaphylococcal penicillin นอกจากนี้ cefazolin ยังสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ acute kidney injury ที่ต่ำกว่าอีกด้วย (14% และ 20% ตามลำดับ)
ผลลัพธ์ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสอดคล้องกับข้อสังเกตจากงานวิจัยย้อนหลังที่ผ่านมาว่า cefazolin มีประสิทธิผลใกล้เคียงกัน แต่มีข้อได้เปรียบด้านความปลอดภัยต่อไต ความสะดวกในการบริหารยา และอาจช่วยลดภาระในการติดตามอาการไม่พึงประสงค์
- Cefazolin เป็นทางเลือกที่มีหลักฐานสนับสนุนเข้มแข็งสำหรับผู้ป่วย MSSA bacteremia ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงความเสี่ยงต่อไตและความสะดวกในการให้ยา
- หัวใจสำคัญของการรักษา MSSA bacteremia ยังคงเป็นการทำ source control การเก็บ repeat blood culture และการประเมิน endocarditis อย่างเป็นระบบ
- ผู้ป่วยที่มี prosthetic valve, endocarditis, การติดเชื้อระบบประสาทส่วนกลาง, osteomyelitis, deep abscess หรือ persistent bacteremia ควรได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญเป็นรายกรณีไป
- ประเด็น inoculum effect และผลลัพธ์ในกลุ่ม high-inoculum infection ยังเป็นพื้นที่ที่ควรติดตามข้อมูลการวิเคราะห์กลุ่มย่อยเพิ่มเติม
- หากพบว่าเชื้อเป็น penicillin-susceptible aureus ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก การใช้ penicillin G อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลทดสอบความไวต่อยาและบริบทของผู้ป่วยแต่ละราย
ข่าวโรคติดเชื้อที่ควรเฝ้าระวัง
อีโบลาสายพันธุ์ Bundibugyo (BDBV) ถูกยกระดับเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC)
องค์การอนามัยโลกประกาศให้การระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดาเป็น PHEIC เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์ BDBV ไม่ตอบสนองต่อวัคซีนและยาต้านไวรัสที่มีใช้ในปัจจุบัน ข้อมูล ณ ต้นเดือนกันยายน 2569 พบผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 6,300 ราย และเสียชีวิตกว่า 3,000 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายสูงถึง 47% แนวทางเวชปฏิบัติในปัจจุบันจึงเน้นมาตรการควบคุมการติดเชื้อและการรักษาแบบประคับประคองเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการเร่งทดลองทางคลินิกเพื่อพัฒนาวัคซีนจำเพาะต่อสายพันธุ์นี้
ไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง H5N1 ข้ามสายพันธุ์สู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
สถานการณ์การติดเชื้อ H5N1 ขยายขอบเขตเข้าสู่กลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างมีนัยสำคัญ โดยสหรัฐอเมริการายงานผู้ติดเชื้อสะสมในมนุษย์กว่า 70 ราย ระหว่างปี 2567 ถึงกลางปี 2569 ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการระบาดในฟาร์มโคนม ขณะที่ออสเตรเลียพบเชื้อในโลมาและสุนัขจิ้งจอก สะท้อนถึงปริมาณไวรัสในสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในระดับน่ากังวล แพทย์ควรเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ที่อาจเอื้อต่อการแพร่กระจายระหว่างมนุษย์ และซักประวัติการสัมผัสสัตว์อย่างละเอียดในผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่
อุบัติการณ์ West Nile Virus (WNV) พุ่งสูงในยุโรป
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของยุงพาหะ ส่งผลให้ในฤดูร้อนปี 2569 มีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อ WNV กว่า 600 รายใน 12 ประเทศทั่วยุโรป โดยเฉพาะในกรีซและมาซิโดเนียเหนือ แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง แต่ประมาณ 1% มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท การวินิจฉัยจำเป็นต้องอาศัยการตรวจ WNV IgM จากน้ำไขสันหลัง เนื่องจากไวรัสอยู่ในกระแสเลือดเพียงระยะสั้น ทั้งนี้การรักษาในปัจจุบันยังคงเป็นการดูแลแบบประคับประคองเช่นเดิม
การแพร่กระจายของ Mpox สายพันธุ์ Clade I นอกทวีปแอฟริกา
พบการระบาดของ Mpox สายพันธุ์ Clade I ซึ่งมีความรุนแรงและอัตราป่วยตายสูงกว่าสายพันธุ์ Clade IIb ในพื้นที่นอกภูมิภาคแอฟริกา โดยเปอร์โตริโกรายงานพบผู้ติดเชื้อที่มีประวัติการเดินทางในเดือนสิงหาคม 2569 ลักษณะรอยโรคมักเริ่มต้นที่เยื่อบุหรืออวัยวะเพศ ก่อนลุกลามร่วมกับอาการทางระบบประสาทที่รุนแรง แพทย์จำเป็นต้องใช้การตรวจ PCR ที่สามารถระบุสายพันธุ์ได้ชัดเจน และบังคับใช้มาตรการป้องกันการแพร่เชื้อที่เหมาะสมทันทีตั้งแต่การประเมินผู้ป่วยเบื้องต้น
งานประชุมสาขาโรคติดเชื้อที่น่าสนใจ เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2569
• AIDS 2026 | 26 – 31 July 2026, Rio de Janeiro, Brazil
• International Congress of the Asia Pacific Society of Infection Control (APSIC) 2026 | 30 July – 2 August 2026, Kuala Lumpur, Malaysia
• การประชุมใหญ่วิชาการประจำปี 2569 สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย | วันที่ 15 – 18 ตุลาคม 2569 โรงแรมดุสิตธานีพัทยา พัทยา ชลบุรี ประเทศไทย
• IDWeek 2026 | 21 – 24 October 2026, Washington DC, USA
• International Congress on Infectious Diseases (ICID) | 10 – 13 November 2026, Madrid, Spain
• International Congress of Antimicrobial Chemotherapy (ICC) | 7 – 9 December 2026, Manila, Philippines
• CROI 2027 | 21 – 24 มีนาคม 2570 San Diego, California, USA
• ESCMID Global 2027 | 9 – 13 เมษายน 2570 Stockholm, Sweden
• ASM Microbe 2027 | 22 – 25 มิถุนายน 2570 Chicago, USA
• IAS 2027 | 11 – 15 กรกฎาคม 2570 Geneva, Switzerland
• European AIDS Conference 2027 | 6 – 9 ตุลาคม 2570 Prague, Czech Republic
• Asia Pacific Congress of Clinical Microbiology and Infection (APCCMI) 2027 | 21 – 23 พฤศจิกายน 2570 Nagasaki, Japan













