งานวิจัย ‘VERIFY’ หรือ ‘Vildagliptin efficacy in combination with metformin for early treatment of type 2 diabetes’ เป็นการศึกษารูปแบบสุ่มที่มีการปกปิดสองทางแบบคู่ขนาน (randomized, double-blind, parallel-group study) ในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ จำนวน 2,001 คน โดยอาศัยข้อมูลจากหน่วยวิจัย 254 แห่ง ใน 34 ประเทศ
- Period 1 กลุ่มทดลองได้รับยา vildagliptin 50 mg. bid ร่วมกับ metformin ไม่เกิน 1,000 mg. bid ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับยาหลอก วันละ 2 ครั้ง ร่วมกับ metformin ไม่เกิน 1,000 mg. bid

- Period 2 กลุ่มทดลองได้รับยาตามเดิม ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับยา vildagliptin 50 mg. bid แทนยาหลอก ร่วมกับ metformin ไม่เกิน 1,000 mg. bid
- Period 3 ทั้งสองกลุ่มตัวอย่างจะได้รับการรักษาตามดุลพินิจของผู้วิจัยแต่ละหน่วย ร่วมกับ basal insulin

- สำหรับผลลัพธ์หลัก พบว่า time to initial failure ตลอด 5 ปีของงานวิจัย ในกลุ่มที่ได้ early combination therapy ของ vildagliptin และ metformin ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับ metformin ร้อยละ 49 อย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มที่ได้รับยา
สูตรผสมสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้มากกว่ากลุ่มที่ได้รับ metformin อย่างเดียวมากกว่า 2 ปี - ในส่วนของผลลัพธ์รอง พบว่า time to initial failure ในกลุ่มทดลอง ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมร้อยละ 26
ผลของการเริ่มยาสูตรผสมต่อการชะลอไม่ให้เกิดความล้มเหลวในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานรายใหม่ที่มีอาการตั้งแต่อายุน้อย (young-onset) เปรียบเทียบกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอาการช้า (late-onset) พบว่า time to initial treatment failure มีความใกล้เคียงกัน คือ ลดลงในกลุ่มที่เป็น young-onset ร้อยละ 48 ขณะที่กลุ่มที่เป็น late-onset ลดลงร้อยละ 46
นอกจากนี้ ยังพบว่า กลุ่มที่เป็น young-onset มีความเสี่ยงต่อการเกิดความล้มเหลวในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจากการรักษาช่วงที่ 2 ต่ำกว่ากลุ่มที่เป็น late-onset เนื่องจาก time to second treatment failure ในกลุ่มที่เป็น young-onset ลดลงร้อยละ 48 ขณะที่กลุ่ม late-onset ลดลงร้อยละ 24
ข้อมูลด้านความปลอดภัยและความทนต่อยา โดยรวมมีความใกล้เคียงกันระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยมีผู้เข้าร่วมการวิจัยที่เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (adverse events, AE) ตั้งแต่ 1 ครั้งขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 83.5 ของกลุ่มที่ได้รับยาสูตรผสมอย่างรวดเร็ว และร้อยละ 83.2 ของกลุ่มที่ได้รับยาตามขั้นตอน (stepwise)
สำหรับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรง พบร้อยละ 16.6 ของกลุ่มที่ได้รับการรักษาแบบ early combination therapy และร้อยละ 18.3 ของกลุ่มที่ได้รับการรักษาแบบ stepwise การเสียชีวิต พบร้อยละ 1.3 และร้อยละ 0.9 ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมตามลำดับ เช่นเดียวกับการเกิดภาวะน้ำตาลตก (hypoglycemic event) พบร้อยละ 1.3 และร้อยละ 0.9 ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมตามลำดับ
ทั้งนี้ ไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการเฝ้าระวังพิเศษ (adverse events of special interest) ไม่มีการรายงานโรคเพมฟิกอยด์ (Bullous pemphigoid) ผลการตรวจการทำงานของตับเพิ่มขึ้น พบน้อยมากทั้งในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และผู้เข้าร่วมวิจัยทั้ง 2 กลุ่มมีอัตราการหยุดยาต่ำใกล้เคียงกัน
กล่าวโดยสรุป การเริ่มการรักษาแบบ early combination therapy ระหว่าง vildagliptin และ metformin ให้ผลชะลอการเกิดความล้มเหลวในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับการรักษาในระยะยาวได้ดีกว่าการเริ่มการรักษามาตรฐานด้วยยา metformin monotherapy สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ โดยไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ไม่คาดคิด และไม่พบการเสียชีวิตที่สัมพันธ์กับการรักษาที่ผู้ป่วยได้รับในงานวิจัยนี้
- Lancet. 2019 Oct 26; 394(10208): 1519 – 1529.
- Diabetes Obes Metab. 2021 Jan; 23(1): 245 – 251.


