“อยากให้แพทย์รุ่นใหม่ ๆ หรือคนที่คิดจะเรียนแพทย์รับรู้เลยว่า อาชีพแพทย์ต้องการคนที่เสียสละ”
รศ. นพ. อนุภพ จิตต์เมือง
สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล
แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์
ผมจบมัธยมที่โรงเรียนโยธินบูรณะ แรงบันดาลใจในการเรียนแพทย์ มาจากการชอบเรียนวิชาชีววิทยา เรียนระบบต่าง ๆ ของร่างกาย รู้สึกสนุกมากกว่าวิชาคำนวณ และช่วงก่อนสอบก็ได้รู้จักพี่ ๆ ที่เรียนแพทย์มาเล่าประสบการณ์ให้เราฟัง ก็สอบเข้าได้ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นรุ่นที่ 10 พอชั้นคลินิกก็มาอยู่ที่รพ.วชิระ ปัจจุบันเป็น คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และรพ.ตำรวจ แล้วเลือกใช้ทุนที่ รพ.น่าน ซึ่งอาจารย์ นพ. บุญยงค์ วงศ์รักมิตร ตลอดจนพี่ ๆ แพทย์และบุคลากรที่น่าน เป็น role model ให้กับตนเองจนทุกวันนี้ ทั้งการวางรากฐานในการทำงาน การทำงานด้วยใจ หลาย ๆ คนเป็นคนต่างถิ่น แต่ก็ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่น่าน เราเป็นแพทย์จบใหม่ไป ได้รับการดูแลด้วยความเอาใจใส่และเข้าใจเป็นอย่างดี สำหรับผมโรงพยาบาลน่าน เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผมเลย หลังจากนั้นก็มาเป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ที่ รพ.เชียงกลาง อ.เชียงกลาง จ.น่าน
————————————–
“แพทย์และบุคลากรที่น่าน
เป็น role model ให้กับ
ตนเองจนถึงทุกวันนี้
ทั้งการวางรากฐาน
ในความรับผิดชอบ
และการทำงานด้วยใจ”
————————————–
สำหรับการเรียนเฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อ ต้องเริ่มจากการเลือกเรียนอายุรศาสตร์ก่อน จริง ๆ แล้วตัวเองไม่มีสาขาไหนที่รู้สึก suffer หรือ burden อะไร เรียนได้พอสมควรหมด แต่เป็นคนชอบวิชาที่ต้องอ่าน มีการคิดวิเคราะห์ พูดคุยกับคนไข้ ตรวจร่างกาย มีหัตถการบ้าง แต่ไม่ใช่ถึงขนาดเปิดห้องผ่าตัดทำงานหลาย ๆ ชั่วโมง จึงตัดสินใจเรียนต่อสาขาอายุรศาสตร์ ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยรับทุนของ รพ.น่าน จบเสร็จก็กลับมาทำงานใช้ทุนเป็นอายุรแพทย์ทั่วไปจนครบ 3 ปี ระหว่างใช้ทุนเจอเคสผู้ป่วยโรคติดเชื้อเยอะ ประกอบกับตอนเรียนและทำงานที่เกี่ยวกับด้านนี้ เราทำได้ดี จึงเลือกเรียนต่อเฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อ ที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และได้รับการทาบทามให้เป็นอาจารย์ ในที่สุดก็เป็นอาจารย์ที่คณะแพทยศาสตร์จนถึงปัจจุบัน

มุมมองต่อการได้มีประสบการณ์เรียนแพทย์ ทั้งในสถาบันใหม่และสถาบันที่มีมายาวนาน
มีจุดเด่นต่างกัน อย่างตอนเรียนแพทยศาสตร์ ที่ มศว ในขณะนั้นอาจมีบางเรื่องที่ยังไม่ลงตัว เพราะเป็นคณะแพทย์เปิดใหม่ แต่ข้อดีคือ การมีนักเรียนแพทย์ไม่มาก มีอาจารย์แพทย์ที่วัยใกล้ ๆ กับผู้เรียน ทำให้เราได้ใกล้ชิดกัน บรรยากาศการเรียนจึงมีความอบอุ่นเหมือนอยู่ในครอบครัว ในขณะที่การเรียนหรือการฝึกปฏิบัติในโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือสถาบันที่มีมายาวนาน ก็ได้เจอกับคนไข้ที่หลากหลายเช่นกัน ซึ่งจำเป็นสำหรับการเรียนเฉพาะทางซึ่งเป็น career path ของแพทย์แต่ละคน บุคลากร สถานที่ อุปกรณ์เครื่องมือเฉพาะทางต่าง ๆ ต้องมีความพร้อมในระดับสูง รวมถึงจำนวนคนไข้ต้องมีมากพอ เพื่อการศึกษาที่ไปให้สุดในเรื่องนั้น ๆ แม้บางคนจะบอกว่าจบกลับไปก็ไม่ได้ทำเหมือนตอนที่เรียนอยู่ แต่มันก็จะเป็น concept พื้นฐาน ให้เรากลับไปต่อยอดดูแลคนไข้ในโรงพยาบาลที่เราอยู่ ยังมีเรื่องการส่งต่อ การปรึกษาอาจารย์ และหน่วย specialties ต่าง ๆ ในเรื่องอื่น ๆ ซึ่งสถาบันที่เปิดฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางจำเป็นต้องมีและสอนให้ผู้ที่มาเรียน
————————————–
“โครงการวิจัยที่กำลังทำ
เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกินหมูดิบ
ที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า
Streptococcus suis
ถ้าสำเร็จ อาจสามารถเปลี่ยน
แนวทางการดูแลรักษา
ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในระดับประเทศได้”
————————————–
เป้าหมายที่มีการตั้งไว้ในการเป็นแพทย์หรือการใช้ชีวิต
เป้าหมายแรกคือ การเรียนการสอน ซึ่งจริง ๆ ก็คือการทำอย่างไรให้ลูกศิษย์ของเรา ทั้งในระดับนักศึกษาแพทย์ แพทย์ประจําบ้าน และแพทย์เฟลโล่ ได้เข้าใจบริบทของการดูแลคนไข้โรคติดเชื้ออย่างถูกต้อง เพราะปัจจุบันข้อมูลมีมาจากหลายแหล่ง บางเรื่องก็ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้น ก็ต้องวางแนวคิดที่ถูกต้อง ให้เขาได้ไปปฏิบัติ ได้ไปสื่อสารกับคนไข้และญาติได้ถูกต้อง ซึ่งตรงนี้ตนเองในฐานะอาจารย์แพทย์ก็ต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับลูกศิษย์ได้ ในทางปฏิบัติไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก จริง ๆ แล้วก็คือ การทําตามหน้าที่ของอาจารย์ให้ดีที่สุด
เป้าหมายที่สองเป็นเรื่องการทำงานวิจัย แน่นอนว่ามันเกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าในวิชาชีพของการเป็นอาจารย์โรงเรียนแพทย์ด้วย อาจารย์แพทย์บางคนอาจมีเป้าหมายเรื่องตำแหน่งวิชาการชัดเจน เช่น ต้องได้ศาสตราจารย์ในปีไหน ๆ แต่ตนเองไม่ได้ตั้งเป้ากดดันขนาดนั้น โดยสรุปคือ มีเป้าหมายในการทำวิจัยในอนาคต แต่ไม่ได้กดดันต้องเสร็จภายในปีไหน โดยงานวิจัยที่ผ่านมาส่วนใหญ่ก็จะทำเกี่ยวกับ microbiology สำหรับโครงการที่กำลังทำ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกินหมูดิบที่มีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน ที่ชื่อว่า Streptococcus suis โดยเชื้อนี้อาจทำให้เกิดโรคไข้หูดับติดเชื้อในกระแสเลือดจนเสียชีวิตในคนปกติทั่วไป ที่ไม่จําเป็นต้องมีโรคประจําตัว โครงการนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ โรงพยาบาลอยู่ ซึ่งต้องขอขอบคุณโรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งทั่วภูมิภาคไว้ โอกาสนี้ด้วยครับ ถ้าโครงการวิจัยสำเร็จ อาจสามารถเปลี่ยนแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในระดับประเทศได้

เป้าหมายที่สามคือ งานบริการผู้ป่วย ซึ่งเบื้องต้นก็ได้ทำตามระบบที่โรงพยาบาลกำหนดไว้ แต่การได้มีโอกาสได้เข้าไปเป็นกรรมการในเรื่อง คณะกรรมการ rational lab use หรือ RLU ทำให้เห็นว่ามีการส่งตรวจที่เกินความจำเป็นหรือ overinvestigation จากแพทย์รุ่นใหม่ ๆ อยู่มาก โดยการส่งตรวจทาง lab เฉพาะบางตัว พบว่าไม่มีความจำเป็น และมีค่าใช้จ่ายรวมต่อปีสูงถึง 10 ล้านบาท นั่นหมายถึง ยังมีการส่งตรวจ lab อีกหลายตัวที่มีโอกาสเกินความจำเป็นมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีความละเอียดอ่อน และศิริราชก็เป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ มีผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทำให้การควบคุมทำได้ลำบาก เราไม่สามารถบอกเขาได้เลยว่าห้ามส่งนะ เพราะงานเฉพาะทางบางอย่างก็มีความจำเป็นจริง ขณะที่บางอย่างเรากลับเห็นว่าไม่จำเป็น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ คงต้องใช้เวลาแล้วก็ต้องมีทีมที่จะช่วยเรา อันนี้เป็นงานบริการที่คิดว่าน่าจะมีความสําคัญครับ
————————————–
“การเป็นคนยืดหยุ่นในเรื่องที่ทำ
จะมี plan A, B หรือ C อยู่ตลอด
ถ้าเรื่องไหน plan A ไม่ได้
ก็ปรับเป็น plan อื่น ๆ
เหมือนปรับวิธีการ
แต่ก็ไปถึงเป้าหมายได้เหมือนกัน”
————————————–
ที่ผ่านมาเป้าหมายที่สำเร็จ เกิดจากอะไร
จริง ๆ อยากจะตอบว่าเป็นเพราะพ่อแม่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าขณะนั้นให้ดีที่สุด และได้รับความเมตตาจากอาจารย์ แต่ถ้าให้เน้นเฉพาะจากตัวเองเท่านั้น คิดว่าปัจจัยแรกคือ การมี passion ในการเป็นแพทย์นะ สมัยก่อนอาจเลือกเรียนเพราะตรงกับวิชาพื้นฐานที่ตัวเองชอบ แต่หลังจากได้เรียนและได้ดูแลคนไข้แล้ว ก็รู้สึกมีความหลงใหลในอาชีพนี้ และคิดถูกที่เลือกเรียนแพทย์
ปัจจัยที่สองคือ การเป็นคนชอบสอน ตอนมัธยมเป็นติวเตอร์ให้เพื่อน ๆ ในวิชาที่เราถนัด ตอนเป็นแพทย์เฟลโล่ เราก็ช่วยสอนให้น้อง ๆ แพทย์ประจำบ้าน อาจารย์คงเห็นและชวนให้เราอยู่เป็นอาจารย์ที่ศิริราช
ปัจจัยที่สามคือ การเป็นคนยืดหยุ่น ไม่กดดันตัวเองจนเกินไป เพราะการกดดันตัวเองจนเกินไปบางครั้งอาจให้ผลด้านลบในการทำงานและการใช้ชีวิต ในทางตรงข้าม การเป็นคนยืดหยุ่นในเรื่องที่ทำจะมี plan A, B หรือ C อยู่ตลอด ถ้าเรื่องไหน plan A ไม่ได้ก็ปรับเป็น plan B, C เหมือนปรับกลยุทธ์ ปรับวิธีการแต่ก็ไปถึงเป้าหมายได้เหมือนกัน แม้ว่าอาจช้าไปบ้าง และความยืดหยุ่นนี้ จะทำให้เราไม่จมอยู่กับเรื่องที่เฟลนานจนเกินไปและเป็นปัญหา เพราะถ้ามั่นใจว่าไปต่อไม่ได้ ก็จะมี plan อื่น ๆ ที่เตรียมไว้แทน
มีความคิดเรื่อง Work life balance อย่างไร
จริง ๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเป็นความจำเป็นในทุกอาชีพ อย่างแพทย์ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่กับ medical ตลอดเวลา มันอาจทําให้เราเครียดหรือกดดันโดยไม่รู้ตัว แต่ละคนก็จะมีเรื่องที่ชอบ เรื่องที่ถนัด เรื่องที่สนใจที่ไม่ใช่ medical หรือภาระรับผิดชอบด้านอื่น เช่น ครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ ก็ต้องแบ่งเวลาให้สมดุล สำหรับแพทย์รุ่นใหม่ที่มีกระแสของเรื่องนี้อยู่ ก็อยากจะให้ข้อคิดว่า work life balance เป็นเรื่องดี แต่หน้าที่ของความเป็นแพทย์ หรือนักศึกษาแพทย์ที่เรารับผิดชอบอยู่ เราก็ต้องทำให้สมบูรณ์ ตรวจวินิจฉัยรักษาเต็มที่แล้วไหม ถ้าเป็นนักศึกษาก็ต้องตอบให้ได้ว่าแบ่งเวลาไปศึกษาเพิ่มเติม รับเคสฝึกทักษะทางคลินิกพอไหม และทำได้เต็มที่และดีไหม ถ้าเต็มที่ได้ตามมาตรฐานวิชาชีพแล้ว มันก็เป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะไปทำชีวิตให้ balance ด้วย
สำหรับผม ก็จะใช้การกำหนดลำดับความสำคัญ งานเร่งด่วนก็ต้องทำก่อน งานสำคัญของส่วนรวม ถ้าไม่ทำคนอื่นจะต้องรอเราก็จะเลือกทำก่อน ต่อด้วยงานสำคัญของเราที่ยังพอมีเวลา ส่วนงานไม่สำคัญก็มีการกำหนดไว้ว่าจะทำช่วงไหน โดยงานแบบนี้มันพอจะเอาเรื่องอื่น ๆ ที่เป็น work life balance มาแทรกได้ สำหรับผมไม่ได้แยกว่า วันนี้เราจะทํา work วันนี้เราจะทํา balance ส่วนใหญ่ช่วงศุกร์ หรือเสาร์อาทิตย์เย็น ๆ พอมีเวลาก็จะออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ส่วนวันธรรมดาก็ทํางาน แวะดูคนไข้ให้เรียบร้อย อาจกลับเย็นหน่อย
แต่แพทย์รุ่นใหม่ก็ต้องเข้าใจว่าแต่ละอาชีพ มีหน้าที่ความรับผิดชอบแตกต่างกัน ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตก็อาจแตกต่างกัน แพทย์ต้องรับผิดชอบชีวิตคน ในบางเวลาเราจึงกำหนดไม่ได้ว่าตอนนี้เราจะต้องขอ balance ชีวิตก่อนนะ ถ้ายังมีงานที่ต้องรับผิดชอบอยู่ตรงหน้าก็ต้องเคลียร์ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยหาเวลาทำกิจกรรมอื่น ๆ

มีบางครั้งที่เป้าหมายไม่สำเร็จเกิดจากอะไร ควรปรับปรุงเรื่องอะไร
จริง ๆ เลย ผมยังนึกไม่ออกว่า งานหรือเรื่องราวในชีวิตอะไรที่ล้มเหลวหรือไม่สำเร็จจนต้องกลับไปแก้ เพราะที่ผ่านมาจะไม่จมอยู่กับเรื่องที่ failed นาน ที่นึกได้ตอนนี้จะเป็นเรื่องของงานวิจัยที่เราเป็น supervisor ให้น้อง ๆ แพทย์เฟลโล่และแพทย์ประจำบ้าน ที่ปัจจุบันยังคาราคาซังอยู่ ไปเร็วตามแผนไม่ได้ สาเหตุเบื้องต้นก็ต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้เรียนเองก็มีหลากหลายแบบ บางคนก็อาจไม่ได้คลิกไปกับเรา บางคนก็อาจมีไลฟ์สไตล์ชีวิตของตัวเอง นอกจากเรียนแพทย์แล้ว เขาก็ต้องแบ่งเวลาไปทำงานหรือกิจกรรมอื่น ๆ อีก เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะมีประเด็นอะไรบางอย่าง ทำให้งานที่เรากำหนดให้ทำ ไม่เสร็จตามแผน ผมเป็นคนชอบสอนและยืดหยุ่นระดับหนึ่งแล้ว ก็ใช้วิธีการเรียกมาสอน มาคุยเหตุคุยผลกันในแต่ละงาน จะไม่เน้นสั่งว่าจะต้องเสร็จวันไหน แต่จะถามให้เขาช่วยกันคิดว่างานนั้น ๆ ควรจะเสร็จวันไหนเพราะอะไร เขาจะได้มีส่วนในการบริหารเวลาในการทำแต่ละเรื่องด้วย อย่างแพทย์ประจําบ้านเขาก็เป็นผู้ใหญ่ในระดับหนึ่งแล้ว ก่อนใช้ไม้แข็งเราก็ต้องแน่ใจว่าเราทราบปัญหาของเขาแล้วด้วย
บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน
คนใกล้ตัวคงเป็นอาจารย์แพทย์ครับ จริง ๆ แล้วที่ รพ.น่าน มีทีมงานที่เป็นต้นแบบให้ผมเยอะมาก ถ้าจะต้องเอ่ยชื่อท่านแรก ก็จะเป็นอาจารย์ นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์ ท่านเป็นผู้อำนวยการตอนที่ผมไปอยู่ อาจารย์เป็นคนกรุงเทพฯ แต่ก็ทุ่มเทอยู่ที่จังหวัดน่านตลอดชีวิต สมัยนั้นงบประมาณมีไม่มาก เมื่อเทียบกับภารกิจ อาจารย์ก็มีวิธีในการทำให้โรงพยาบาลเดินหน้าไปได้ แม้ว่ามีบางคนบอกว่าอาจารย์ตระหนี่ แต่ก็พิสูจน์ให้ทีมทำงานเห็นว่า วิธีบริหารจัดการแบบที่อาจารย์ทำนั้น ทำให้โรงพยาบาลดำเนินการอยู่ได้และเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงจนทุกวันนี้ นอกจากนี้อาจารย์ยังคอยช่วยเหลือบุคลากรในโรงพยาบาล เป็นคนที่เข้าถึงง่ายไม่มีพิธีรีตอง ทำให้ปัญหาโดนแก้ไขได้เร็ว และอาจารย์ก็จะมีไม้แข็งบางอย่างให้งานเดิน ไม่ได้ใจดีเสมอไป
ท่านที่สอง รศ. นพ. วันชัย บุพพันเหรัญ เป็นอาจารย์ที่ผมเคารพมาตั้งแต่สมัยเรียนแพทย์ที่ มศว อาจารย์อยู่ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกัน อาจารย์มาคลุกคลีกับนักศึกษาแพทย์ตั้งแต่สมัยปี 2 – 3 ในแง่ของการไปออกฟีล ออกหน่วย อาจารย์เข้าถึงง่าย คุยสนุก ไม่ซีเรียส ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขในการเรียนรู้ ได้เห็นความเป็นครูแพทย์ ซึ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการเป็นอาจารย์แพทย์
ท่านที่สาม ศ.นพ. อมร ลีลารัศมี อาจารย์มีความมุ่งมั่นและทำงานต่อเนื่องมาตลอด ขนาดอาจารย์เกษียณแล้ว ถ้าเรามาเสาร์อาทิตย์หลายครั้งก็ยังเจออาจารย์ คงเป็นความสุขของอาจารย์ที่ได้ทํางาน ได้คิดตลอดเวลา อาจารย์อยู่ในระดับนี้แล้ว แต่ก็ยังทํางานอยู่ ไม่ได้หยุดพักเลยอะไรอย่างนี้ มันก็เป็นแบบอย่างให้กับเราและแพทย์อีกหลาย ๆ คน

มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางอนาคตเป็นอย่างไร
มองด้านดีก่อนว่า การแพทย์ของบ้านเราพัฒนาไปไกลในระดับหนึ่งแล้ว เรามีความพร้อมทางด้านเครื่องมือ เทคโนโลยี และศักยภาพของบุคลากรใกล้เคียงที่จะเป็น Medical hub ของประเทศในแถบนี้ โดยทุกวันนี้ก็มีหลายประเทศที่จับตามองและเห็นเราเป็นแบบอย่างให้เขาได้ในบางเรื่อง อย่างการเข้าถึงการรักษา เรามีระบบประกันสุขภาพต่าง ๆ ซึ่งบางเรื่องก็ดีกว่าบางประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยซ้ำ อย่างเขาต้องเสียค่าใช้จ่าย ถึงจะได้รับการดูแลทางการแพทย์ แต่ของบ้านเราหลาย ๆ เรื่องก็ฟรี ส่วนเรื่องการให้บริการ ก็มีการนำเทคโนโลยี รวมทั้ง AI เข้ามาใช้ มีการปรับจากของต่างประเทศให้เหมาะสมกับบ้านเรา อย่างการนัดแทนที่จะต้องตื่นตี 4 – 5 มานั่งรอรับบัตรคิว อาจได้ตรวจตอนบ่าย ปัจจุบันหลายที่สามารถนัดคนไข้มาในเวลาใกล้เคียงได้เลย หรือเรื่องการแพทย์ทางไกล ก็พัฒนาไปมาก ถ้าเป็นการให้บริการแบบรูทีน หลายเรื่องที่คนไข้ไม่ต้องมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายได้มาก เป็นต้น
ส่วนด้านที่ต้องปรับปรุง ก็ยังมีอยู่อีกหลายเรื่อง เช่น การฟ้องร้องแพทย์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นก็เป็นปัญหาอยู่ ซึ่งแพทย์ก็ต้องมีการปรับตัว protect ตัวเอง หนึ่งในนั้นคือการส่งตรวจให้ครอบคลุมไว้ก่อน ประกอบกับเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยใหม่ ๆ ก็มีมากขึ้นด้วย ผลก็คือการเกิด over investigation การส่งตรวจวินิจฉัยจนเกินจำเป็น ผมคิดว่าปัจจุบันโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายกับเรื่องของการส่งตรวจที่เกินความจำเป็นสูงมาก ประมาณว่าสูงถึง 20 – 30% เลย ลองคิดดูว่าโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ตัวเลขจะเป็นเท่าไร และนับรวมโรงพยาบาลทุกระดับตัวเลขนี้จะเป็นเท่าไร ยกตัวอย่างที่ผมดูอยู่เรื่องการส่งตรวจทางชีวโมเลกุลเพื่อการวินิจฉัยบางโรคที่มาด้วยกลุ่มอาการคล้ายกัน มันสูงเกือบ 10 ล้านบาทต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในจำนวนนี้มีทั้งที่ไม่จำเป็นและซ้ำซ้อนปนอยู่ด้วย จริง ๆ แล้วอาจดูว่าไม่สูงมาก แต่ต้องเข้าใจว่าตัวเลขนี้คือ การส่งตรวจตัวเดียว จริง ๆ มันมีอีกหลายตัวมาก ถ้านับทั้งหมดอาจไปถึงร้อยล้านก็ได้ เช่นเดียวกันถ้านับรวมโรงพยาบาลทุกระดับก็จะมากกว่านี้มาก
อีกประเด็นคือ การที่แพทย์ออกนอกระบบ เรื่องนี้มีการพูดคุยกันเยอะ ผมขอนำเสนออีกมุมคือ แพทย์รุ่นใหม่ ๆ บางคนก่อนทำงานอาจมีความคิด ความสนใจหรือต้องการ คาดหวังมาระดับหนึ่ง แต่หลังจบพอทำงานแล้วเจอในเรื่องที่ไม่เป็นอย่างที่คิด หรือไม่ตอบโจทย์ชีวิต เช่น ชั่วโมงทำงาน ขอบเขตความรับผิดชอบ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ก็จะหยุด จะไม่ทน และพร้อมที่จะเปลี่ยนงาน อย่างข่าวแพทย์ใช้ทุนเพียงไม่กี่เดือน ขอลาออก ประมาณว่าชีวิตถูกเอาเปรียบ ขอออกไปทําอย่างอื่นที่มีความสุข สบายใจกว่า มุมมองผมว่าเขาอาจไม่ได้ถูกเอาเปรียบหรอก แต่อาจเป็นการมองคนละมุม แพทย์รุ่นใหม่อาจมองเป้าหมายในระยะสั้น มากกว่าเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว จริง ๆ แล้วถ้าในช่วงเวลานั้น เขาอดทน ศึกษาเรียนรู้งานพร้อมทั้งฝึกเอาชนะอุปสรรค หากผ่านไปได้เขาจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทั้งทักษะการพูดคุยกับคนไข้ ทีมงาน และสภาพแวดล้อมรอบตัว แพทย์ที่ประสบความสำเร็จหลาย ๆ คน ได้แรงบันดาลใจดี ๆ ในช่วงที่ใช้ทุน การเพิ่งเจออุปสรรคหลังเริ่มต้นชีวิตการทำงานจริงและบอกว่าไม่ตรงกับชีวิตตนเอง แล้วออกนอกระบบนั้น อยากให้คิดดี ๆ อีกรอบ
————————————–
“ผมว่าคนรุ่นใหม่ ๆ หลายคน
เขามีศักยภาพดีมาก
เขามีวิธีคิดใหม่ ๆ
ที่เราอาจคิดไม่ถึง
เป็นการ think outside the box
การแพทย์และสาธารณสุขบ้านเรา
จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
————————————–
ถ้าให้เลือกปรับปรุง 3 ข้อ เพื่อที่จะทำให้การแพทย์ไทยในอนาคตดีขึ้นกว่าเดิม อยากปรับปรุงเรื่องใด
เรื่องแรก อยากให้ความรู้พื้นฐานในการดูแลสุขภาพกับคนไทยมากขึ้น คือถ้ามีความรู้พื้นฐานดี การดูแลสุขภาพก็เพียงเพิ่มวินัยในการกินอยู่หลับนอน มีการออกกำลังกายและพักผ่อนให้สมดุลกัน ซึ่งก็ไมใช่เรื่องยาก อย่างวัคซีนซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น บางตัวฉีดฟรีมีสวัสดิการ คนไทยก็ยังฉีดกันน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อาจเพราะเขายังไม่มีความรู้ในเรื่องวัคซีนหรือมีความรู้แต่ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญว่าถ้าติดเชื้อขึ้นมาแล้ว จะมีค่าใช้จ่าย ค่าเสียเวลาและความเสี่ยงอื่น ๆ อย่างไรบ้าง ถ้าประเทศพัฒนาแล้ว เค้าฉีดเยอะกว่า เพราะคนเค้าค่อนข้างเห็นความสําคัญ และเข้าถึงวัคซีนได้ง่าย
เรื่องที่สอง อยากกระจายความเจริญทางสาธารณสุขออกไปสู่ภูมิภาคให้มากขึ้น คนไข้จะได้ไม่ต้องมาโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลศูนย์กันหมด อยากให้โรงพยาบาลทั่วไประดับจังหวัด หรือสถานบริการในระดับรอง สามารถให้บริการกับคนในพื้นที่ได้ครบถ้วน ทั้งเครื่องมืออุปกรณ์และบุคลากร เข้าใจว่ามันมีปัจจัยหลายอย่างในการทำ แต่เราต้องทุ่มเทสรรพกำลังทำให้สำเร็จจะช้าหรือเร็วค่อยว่ากัน
เรื่องที่สาม เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ๆ เข้ามามีบทบาทในการทำงาน รวมถึงการบริหารเพิ่มขึ้นผมว่าคนรุ่นใหม่ ๆ หลายคนเขามีศักยภาพดีมาก เขามีวิธีคิดใหม่ ๆที่เราอาจคิดไม่ถึง เป็นการ think outside the box ซึ่งถ้าเรามีโอกาสให้เขามาช่วย ดึงศักยภาพในตัวเขาออกมาใช้งาน โดยอาจารย์ผู้ใหญ่เป็นที่ปรึกษา เอาประสบการณ์มาร่วมต่อยอดให้เขา การแพทย์และสาธารณสุขบ้านเราจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ฝากข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ว่าจะประสบความสำเร็จต้องทำอย่างไร
ผมเน้น 2 เรื่อง เรื่องแรกอยากให้แพทย์รุ่นใหม่ ๆ หรือคนที่คิดจะเรียนแพทย์ตระหนักว่า อาชีพแพทย์ต้องการคนที่เสียสละ เริ่มตั้งแต่การเรียนที่นานกว่าสาขาอาชีพอื่น ถ้าจะไปให้ไกลอีกก็อาจต้องไปเรียนต่อฝึกประสบการณ์เพิ่มเติมทั้งในเมืองไทยหรือต่างประเทศ กว่าจะเริ่มอาชีพได้อาจใช้เวลา 10 กว่าปีถึงพอจะเชี่ยวชาญ และในการทำงานต้องดูแลคนไข้ทั้งกลางวันกลางคืน สื่อสารกับคนไข้และญาติได้ตลอด บางทีต้องทำงานทั้งนอกและในสถานที่ ต้องศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ ตลอด ต้องรับมือกับการฟ้องร้องที่อาจเกิดขึ้น แน่นอนความมั่นคงในอาชีพและรายได้อาจดีกว่าหลาย ๆ อาชีพ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่กล่าวมาจะสำเร็จได้ แพทย์ต้องเสียสละมาก่อน ทั้งเวลา ครอบครัว ส่วนตัวและอื่น ๆ
เรื่องต่อมาคือ การช่วยเหลือผู้อื่น ผมเน้นที่ทีมทำงานก่อน หลาย ๆ เรื่องเราไม่สามารถทำคนเดียวได้ ต้องมีหมอสาขาอื่น ๆ รวมถึงทีมสหวิชาชีพ พนักงาน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และหัวหน้างานด้วย ถ้าเรามีโอกาสควรช่วยเหลือทีมงานอย่างน้อย ๆ ในขอบเขตที่เราทำได้ ซึ่งการช่วยเหลือผมไม่ได้หมายถึงเรื่องเงิน แต่เป็นภาพรวม ๆ ของการรับฟัง ช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา แนะนำต่าง ๆ

