CIMjournal

อาจารย์ นพ. ชิษณุ พันธุ์เจริญ สาขาโรคติดเชื้อในเด็ก


“เป็นคนค่อนข้างจะมี creativity สนใจเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ไม่ค่อยชอบการสร้างอะไรขึ้นมาจากศูนย์ ชอบการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น

ศ. นพ. ชิษณุ พันธุ์เจริญ
ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร
สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย


แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาโรคติดเชื้อในเด็ก

ผมจบมัธยมต้น ที่ รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย แล้วไปต่อที่ รร.เตรียมอุดมศึกษา สาเหตุที่เลือกเรียนแพทย์เพราะคุณพ่อคุณแม่ที่ปลูกฝังมาตลอดว่าเป็นหมอดี ในที่สุดก็เลือกสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ช่วงเรียน 3 ปีแรกไม่ค่อยมีความสุขในการเรียน รู้สึกว่าการเรียนหนักมาก อยากจะทำกิจกรรมด้วย ตอนนั้นเป็นนักร้อง CU Chorus และ CU band แต่พอทําไปแล้วเกรดตกลงเรื่อย ๆ จึงต้องกลับมาตั้งใจเรียน แต่พอขึ้นชั้นคลินิกได้ดูผู้ป่วย ความรู้สึกในการเรียนดีขึ้น ราบรื่นขึ้น หลังเรียนจบไปใช้ทุนที่ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช และ รพ.จันทรุเบกษา กำแพงแสน เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก แตกต่างจากตอนเรียน เรียนมา 6 ปีทำอะไรไม่ค่อยเป็น แต่พอช่วงใช้ทุนได้ทำเกือบทุกอย่าง เริ่มทำงานที่ห้องฉุกเฉิน 1 ปี ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ เจาะปอด ปั๊มหัวใจ จนมีความมั่นใจ เคยปั๊มหัวใจผู้ป่วยคืนเดียว 6 ราย ซึ่งมีทั้งรอดชีวิตและไม่รอด ได้เห็นธรรมชาติของการเกิดแก่เจ็บตาย

สำหรับสาเหตุที่เลือกเรียนเด็ก ตอนนั้นรู้สึกว่าการเรียนเมดต้องดูแลคนสูงอายุ โรคมีความสลับซับซ้อน ศัลยกรรมก็ไม่ได้เก่งหัตถการอะไรเป็นพิเศษ รู้สึกว่าการดูแลผู้ป่วยเด็กมีความตรงไปตรงมามากกว่า ตัดสินใจเรียนสาขากุมารฯ ที่ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช เป็นรุ่นแรกที่เปิดเทรนเรสซิเด้นท์พอดี ระหว่างเรียนรู้สึกว่ามีความสุขมาก อาจารย์จบมาจากหลายสถาบัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้หลากหลาย บางวิชาได้มา elective ที่ รพ.ศิริราช และ รพ.รามาธิบดี ได้เห็นว่าการรักษาผู้ป่วยในแต่ละสถาบันมีความแตกต่างกัน ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งดี ๆ แล้วนำมาสร้างเป็นแนวทางของตนเอง การรักษาผู้ป่วยไม่มีสูตรสำเร็จ มันเป็นศิลปะ ต้องดีไซน์หรือออกแบบการรักษาให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน พอเทรนเสร็จตั้งใจจะใช้ชีวิตอยู่ที่ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช จะไม่ย้ายไปไหน เพราะพ่อเราก็เคยใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพอากาศ ทำงานต่อมาอีก 3 ปีกว่า จากนั้นมาเรียนต่อยอดสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ ที่สนใจสาขานี้เนื่องจากมีเนื้อหาวิชาที่กว้าง เกี่ยวข้องกับทุกอวัยวะ และมีผลกับระบบสาธารณสุขของประเทศอย่างมาก พอเรียนจบก็มีความจำเป็นต้องย้ายมาที่ จุฬาฯ แล้วอยู่นานจนเกษียณอายุแบบ early ตอนอายุ 57

 

————————————–

“การย้ายมาอยู่ที่จุฬาฯ
เป็นการตัดสินใจที่ยากมาก
ในตอนนั้นใจหนึ่งก็อยากเติบโต
ใน รพ.ทหาร แต่หลายคนก็เชียร์
เพราะเห็นว่าอยู่โรงเรียนแพทย์
จะทำอะไรได้มากกว่า”

————————————–

 

การย้ายมาอยู่ที่จุฬาฯ เป็นการตัดสินใจที่ยากมากในตอนนั้น ใจหนึ่งก็อยากเติบโตใน รพ.ทหาร แต่หลายคนก็เชียร์ เพราะเห็นว่าอยู่โรงเรียนแพทย์จะทำอะไรได้มากกว่า ไม่ต้องอยู่ในระเบียบมาก พ่อแม่ก็จบ จุฬาฯ พี่สาวก็สอน จุฬาฯ อาจารย์ที่ จุฬาฯ ก็ชวนเรามาอยู่ที่ สาขาวิชาโรคติดเชื้อ และในเวลาต่อมาได้มีโอกาสไปช่วยงานของสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย


สิ่งที่รู้สึกภูมิใจมากที่สุดทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต

เรื่องแรกเป็นเรื่องการสื่อสารทางการแพทย์ ที่ได้นำมาช่วยเหลือแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในเรื่องของการสื่อสารกับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้มีโอกาสเข้าฝึกอบรมเกี่ยวกับ HIV counseling ตั้งแต่จบแพทย์ใหม่ ๆ ช่วงแรกต้องใช้เวลานานในการให้คำปรึกษากับผู้ติดเชื้อ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่หาย ต้องรักษาตลอดชีวิต มีปัญหาการอยู่ในสังคม แต่พอทำไปได้สักระยะหนึ่งจะเห็นว่าศาสตร์ด้านนี้ใช้งานได้และเกิดประโยชน์จริง โดยไม่ต้องใช้เวลานานมาก เริ่มรู้สึกสนใจงานทางด้านนี้ตั้งแต่นั้นมา เมื่อมีโอกาสได้ทำงานให้สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้เริ่มจัดอบรมให้กับแพทย์ มีการประสมประสานระหว่าง knowledge, skill, attitude ต่อมาเริ่มเปลี่ยนรูปแบบออกไปในหัวเรื่องอื่น ๆ และเริ่มเทรนให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เช่น พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ ระยะหลังเริ่มต่อยอดมาทำงานด้านการเรียนการสอน การนำเสนอผลงานวิชาการ และการสื่อสารภาคประชาชน เช่น การสื่อสารในครอบครัว พ่อแม่กับลูกวัยรุ่น ครูกับนักเรียน

เรื่องที่สองเป็นกิจกรรมบริการประชาชน มีโอกาสได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ ได้จัดตั้งทีมงานจิตอาสามาดูแลผู้ป่วยแบบ home isolation online เพื่อดูแลผู้ป่วยจำนวนกว่า 5,000 คน มีการติดต่อประสานงานผ่านทางไลน์และวิดีโอคอล ซึ่งในเวลาต่อมาได้นำโมเดลนี้มาช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่มีสถานการณ์ระบาดของโรคฝีดาษวานรและโรคไอกรน ต่อมาเรามองเห็นโอกาสการนำวัคซีนมาใช้ในการป้องกันโรค ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่าการรักษา แต่การรับรู้และตื่นตัวของสังคมบ้านเรายังมีขีดจำกัด การมารับบริการฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลของรัฐยังต้องใช้เวลามาก มีหลายขั้นตอน อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาร่วม 2 ชม. จึงได้สร้างกลุ่มไลน์และแฟนเพจเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนชนิดต่าง ๆ สร้างความตระหนักรู้ผ่านการให้ข้อมูลและการตอบคำถามต่าง ๆ จนมีผู้ติดตามหลายแสนคน พร้อมกับริเริ่มจัดกิจกรรมตลาดนัดวัคซีนเพื่อให้บริการฉีดวัคซีน โดยจัดกิจกรรมเดือนละ 1 – 2 ครั้ง ๆ ละ 3 ชม. โดยออกแบบระบบให้แก้ไขข้อจำกัดของการฉีดวัคซีน ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออก เข้าถึงได้ง่าย มีความปลอดภัย และเน้นการใช้ทีมงานแบบจิตอาสา ทำให้เราสามารถจัดฉีดวัคซีนได้ในราคาประหยัดและให้บริการรวดเร็ว ภายใน 3 ชม. สามารถฉีดวัคซีนเฉลี่ยครั้งละ 800 – 1,000 คน หลังจากนั้นได้เปลี่ยนเป็นรูปแบบตลาดนัดวัคซีนสัญจรไปตามสถานพยาบาลต่าง ๆ ที่ให้การสนับสนุนในการเป็นพันธมิตรกัน ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้กับประชาชน

 

————————————–

“เราสามารถจัดฉีดวัคซีนได้
ในราคาประหยัดและ
ให้บริการรวดเร็ว ใช้เวลาฉีดไม่นาน
โดยภายใน 3 ชม. สามารถฉีดวัคซีน
เฉลี่ยครั้งละ 800 – 1,000 คน”

————————————–


ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในสิ่งที่ได้ทำมา

ปัจจัยแรก การมี creativity เป็นคนไม่ค่อยชอบสร้างอะไรขึ้นมาจากศูนย์ ไม่ชอบสร้างงานใหม่ เพราะต้องลงแรงมาก ต้องรอนานกว่าจะประสบความสำเร็จ คนเราไม่จำเป็นต้องทำไปหมดในทุกเรื่อง เป็นคนชอบต่อยอดในสิ่งที่มีอยู่แล้ว ในสิ่งที่เราชอบ ในสิ่งที่เรามีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์  เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคม

ปัจจัยที่สอง ความจริงจัง เราเป็นคนที่มีความจริงจังในการทำงาน แม้จะเป็นคน creative แต่ถึงเวลาทำก็ต้องจริงจัง พ่อเป็นทหาร แม่เป็นครู พี่สาวเป็น ศ.ดร.ทางดนตรี สมัยเรียนดนตรีตรงไหนยังทำไม่ได้ดี ต้องทำซ้ำ ๆ เป็นสิบรอบ ยอมรับว่าลึก ๆ มีความรู้สึกเครียด ตอนช่วงอายุ 35 – 40 มีเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนนกที่ถูกปล่อยออกจากกรง ออกจากกรอบที่เคยควบคุมเรามาตลอดชีวิต รู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อย รู้สึกตัวเบาใจเบาขึ้น

ปัจจัยที่สาม การให้ความสำคัญกับผู้ป่วยและเพื่อนร่วมงาน พยายามให้เกียรติเขา ให้เขาเป็นศูนย์กลาง หลายเรื่องที่เราต่อยอดไปทำและประสบความสำเร็จ น่าจะเกิดจากเราพยายามรับฟังความคิดเห็นและพยายามเข้าใจคน ไม่ว่าจะอยู่ใน generation ไหน อาจใช้คำว่าเคารพคนที่อยู่ตรงหน้า สำหรับเรื่องนี้เรามองว่าเป็นปัญหาในเกือบทุกองค์กร เรียกว่า ระดับชาติได้เลย ผู้นำส่วนใหญ่ยังชอบลูกน้องที่ทำงานให้เขาตามสั่ง มากกว่าที่จะให้เขาแสดงความคิดเห็น ฝึกวางแผนในการทำงาน และแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

ปัจจัยที่สี่ การให้ความสำคัญกับการสร้างคน เราชอบผู้นำแบบประชาธิปไตย คือไม่เน้นการประชุมแล้วสั่งให้ลูกน้องไปปฏิบัติ ชอบการพูดคุย รับฟังความคิดเป็น รับฟังปัญหาของเขา และให้ความไว้วางใจ ตอนได้ลงมือทำงานจริง ๆ พยายามให้โอกาสทีมงานทำงานกันเอง โดยเราทำหน้าที่สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา เมื่อเราเริ่มไว้วางใจทีมงานแล้วจะไม่เข้าไปวุ่นวายหรือล้วงลูก อย่างการตอบคำถามผ่านไลน์วันละหลายร้อยหรือเป็นพันคำถาม จะมีน้อง ๆ ที่เราสร้างขึ้นมาคอยช่วยตอบ สรุปคือการสร้างคนเป็นเรื่องยากหน่อย แต่เป็นความภาคภูมิใจ และทำให้เราเหนื่อยน้อยลง


กว่าจะถึงวันที่ประสบความสำเร็จ เจออุปสรรคอะไรบ้าง แล้วเอาชนะอย่างไร

ประเด็นแรก เราไม่ได้จบการศึกษาด้านการสื่อสาร เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อเด็กและวัคซีน ความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อเด็กและวัคซีนเราสามารถสื่อสารได้อย่างเต็มที่ แต่นอกเหนือจากหัวข้อนี้อาจพบปัญหาอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสื่อสารทางการแพทย์ การสื่อสารในครอบครัว การสื่อสารกับวัยรุ่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ป่วยระยะสุดท้าย เรามีแค่หลักการ มีประสบการณ์ แต่ไม่มีวุฒิ จึงต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าคนจะเข้าใจ ไว้วางใจเรา และขอให้เราเข้าไปช่วยเหลือ ปัจจุบันแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ให้ความสำคัญในการสื่อสารกับผู้ป่วยและญาติเพิ่มขึ้น แต่อาจจะยังไม่มากพอ สำหรับสังคมที่คนมีความคาดหวังกับวงการแพทย์มากขึ้น ๆ กว่าหมอจะเรียนเป็น
ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ หลายคนต้องเรียนกันนานเป็น 10 ปี ลำพังเรื่องเฉพาะสาขาที่ต้องตอบคำถามผู้ป่วยก็มากอยู่แล้ว การต้องเสียเวลาเรียนรู้เรื่องการสื่อสารเพิ่มเติมจึงเป็นเรื่องรอง แต่อย่างน้อย ๆ ก็อยากให้แพทย์ตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารบ้าง และเรียนรู้เพิ่มเติมเท่าที่คิดว่าจำเป็น แต่อย่าละเลย อย่างปัญหาการฟ้องร้องส่วนใหญ่มีสาเหตุสำคัญมาจากการสื่อสารทั้งนั้น

เพื่อเป็นประโยชน์กับแพทย์รุ่นใหม่นำไปประยุกต์ใช้ อยากเล่าให้ฟังว่าหลังเกษียณอายุราชการ เรายังออกตรวจ
ผู้ป่วย สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ใช้เวลาพูดคุยกับผู้ป่วยเฉลี่ยรายละ 5 นาที มาตรวจครั้งหนึ่งสามารถตรวจได้เป็นสิบคน ถามว่าทำได้อย่างไร ก็คงต้องเน้นการสื่อสารในสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการรู้ มากกว่าการสื่อสารในสิ่งที่เราต้องการ เช่น วันนี้คุณแม่อยากรู้เรื่องอะไร คุณแม่ต้องการให้หมอทำอะไรให้ มีเรื่องอะไรกังวลไหม อยากเล่าเรื่องไหนเพิ่มไหม แล้วเราก็มีกลุ่มไลน์คลินิกดูแลสุขภาพเด็กและวัยรุ่นที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเข้ามาปรึกษาหมอได้ สามารถติดตามอาการของผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ทางห้องแชต สามารถเชิญสมาชิกในครอบครัวเข้ามาพูดคุยในกลุ่ม ชวนนักเรียนแพทย์และผู้สนใจเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ด้วย ทำให้เห็นภาพว่าการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโรงเรียนหรือในโรงพยาบาลเท่านั้น พยายามทำงานที่ทําให้เกิดการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วยเสมอ

 

————————————–

“งานวิจัยทำมาอย่างต่อเนื่อง
แต่ไม่มีโอกาสรวบรวม…
จนกระทั่งมีอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
มาช่วยเตือนสติ ใช้คำพูดที่ทำให้
เราต้องฮึดมาอีกครั้ง
“เธอควรจะทำตำแหน่งวิชาการได้แล้ว
จะได้ช่วยเหลือรุ่นน้อง ๆ ต่อไป”

————————————–


ถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้บางเรื่อง อยากกลับไปทำเรื่องใดมากที่สุด

เรื่องแรกคือ การย้ายออกจาก รพ.ภูมิพลอดุลยเดช ที่เราอยู่มานานตั้งแต่ใช้ทุนและเรียนต่อเป็นหมอเด็ก ผ่านหลักสูตรทางทหารเพื่อความเจริญก้าวหน้าในกองทัพอากาศ สู่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำให้มีโอกาสมากขึ้นในการดูแลผู้ป่วยที่ซับซ้อน ช่วยด้านการเรียนการสอน ทำงานวิจัย และมีตำแหน่งวิชาการ แต่ทำให้เราเสียโอกาสได้เป็นนายพลแบบคุณพ่อและเพื่อน ๆ

เรื่องที่สอง ตอนหนุ่ม ๆ เรารู้สึกสนุกกับการทำงานการสื่อสาร จากทำงานเป็นหมอในโรงพยาบาล ไปสู่การทำงานภาคประชาชน ส่วนงานวิจัยถึงจะได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีโอกาสรวบรวมเพื่อขอตำแหน่งวิชาการขั้นสูง ซึ่งต้องเตรียมเอกสารมากมาย มีเงื่อนไขมากมาย จนรู้สึกว่าทำใจและถอดใจไปดีกว่า จนกระทั่งมีอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมาช่วยเตือนสติ ใช้คำพูดที่ทำให้เราต้องฮึดมาอีกครั้ง “เธอควรจะทำตำแหน่งวิชาการได้แล้ว จะได้ช่วยเหลือรุ่นน้อง ๆ ต่อไป” ก็รู้สึกเสียใจที่อาจารย์เสียไปก่อนที่เราจะได้ตำแหน่ง


บุคคลที่เป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน

อาจารย์หลายท่านที่สอนเรามาและอาจารย์ที่เคยทำงานร่วมกัน แต่ละท่านมีจุดเด่นที่เป็นแบบอย่างให้เราแตกต่างกันไป มีทั้งความดีเด่นด้านความเสียสละ การทุ่มเททำงาน การวิจัย การดูแลผู้ป่วย การมีความเมตตา การดูแลนักเรียนแพทย์ หลาย ๆ เรื่องเป็นสิ่งที่เราชื่นชม แต่เราก็ทำอย่างท่านไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีกลุ่มคนสำคัญที่ไม่ใช่อาจารย์อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย คนในครอบครัวทั้งภรรยาและลูกซึ่งเป็นหมอ ลูกศิษย์ ก็ล้วนเป็นครูให้เราได้ทั้งสิ้น ทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจชีวิตมากขึ้น หยิบจับสิ่งดี ๆ ของแต่ละคนมาปรับให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของเรา


เกษียณแล้วแบ่งเวลาทำงานกับชีวิตส่วนตัวอย่างไร work life balance เป็นอย่างไร  

ผมเลือก early retire ออกจากราชการมาตอนอายุ 57 ปี คือเราคิดว่าเรามี creativity และอยากทำอีกหลาย ๆ เรื่อง แต่ในระบบมันทำไม่ได้ เลยตัดสินใจออกมา ยอมรับว่ามีทั้งบวกและลบ แต่เรายังต้องทำงานอยู่ มีผู้ป่วยที่ต้องดูแล สานต่องานด้านการสื่อสารให้เข้มแข็ง มีเวลาเขียนหนังสือด้านการสื่อสาร ตำราวิชาการ และผลิตสื่อต่าง ๆ เพื่อประชาชน ที่สำคัญต้องดูแลตนเองด้านสุขภาพด้วย พยายามออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำกับวิ่ง ซี่งแม้ว่าจะไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจเรื่องออกกำลังกาย แต่ถูกลูกบังคับ เราต้องมีวินัยเพราะไม่อยากให้ลูกลำบาก ส่วนที่เป็น passion เรา เป็นเรื่องการปลูกต้นไม้ไว้แจกเพื่อนฝูง และเรื่องดนตรี

                                           


คติหรือหลักการที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต

“คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นคนสำคัญ” เป็นหลักที่ใช้ยึดถือมาตลอด การทำงานอาจมีข้อขัดแย้งบ้าง ให้ย้อนกลับมาดูว่าทำแบบไหนแล้วการดูแลผู้ป่วยจะออกมาดีที่สุด เรื่องอื่น ๆ ค่อยพูดคุยหรือทยอยแก้ไขทีหลัง เพราะไม่ว่าหลังฉากจะเป็นอย่างไร ต้องตามแก้ไขกันอีกแค่ไหน แต่เรื่องหน้าฉากคือ การดูแลผู้ป่วย การดูแลนักเรียนแพทย์ ต้องออกมาดี


มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร มีข้อที่น่าเป็นห่วงในเรื่องใด

โดยรวมถือว่ามีการพัฒนาในวงการแพทย์ไปอย่างมาก แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องของการส่งตรวจกับการให้ยาที่มากเกินความจำเป็น ในอนาคตจะเป็นการสิ้นเปลืองเงินมหาศาล แม้ว่าปัจจุบันโรคมีความซับซ้อนขึ้น การตรวจต่าง ๆ มีมากขึ้น แน่นอนค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นตามมา หลายครั้งเรามองไม่เห็นความจำเป็นในการตรวจ อยากให้แพทย์รุ่นใหม่ยึดมั่นในหลักการเดิมที่ครูสอนไว้ ใช้การซักประวัติ การตรวจร่างกายเป็นเรื่องสําคัญ การส่งตรวจบางครั้งอาจได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า การแปลผลก็ไม่ง่ายเสมอไป หรืออย่างการให้ยา แพทย์รุ่นใหม่บางทีขอสั่งยาให้ไปก่อน จนมี
ผู้ป่วยมาถามบ่อย ๆ ว่า อาการแบบนี้ทำไมหมอไม่ให้ยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) เช่น เด็กที่มีอาการน้ำมูก เจ็บคอ เสียงแหบ และไอ เกิดจากการลุกลามของเชื้อไวรัสจากทางเดินหายใจส่วนบนไปยังส่วนล่าง เชื้อไวรัสส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ในขณะที่เชื้อแบคทีเรียมักทำให้เกิดอาการเฉพาะที่ เช่น คอแดงจัดหรือเป็นหนอง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการหวัดร่วมด้วย

อีกเรื่องคือ มุมมองต่อการที่ผู้ป่วยมีความรู้มากขึ้น สอบถามแพทย์มากขึ้น เรื่องนี้ทำให้แพทย์บางคนรู้สึกอึดอัดและรำคาญ แต่อยากให้มองเรื่องนี้ในแง่บวก สมัยก่อนสื่อด้านสุขภาพมีน้อย ผู้ป่วยไม่ค่อยมีความรู้ รอถามแพทย์อย่างเดียว แต่ในปัจจุบันอยากรู้อะไร สามารถค้นหาเบื้องต้นได้เอง แล้วจึงนำมาสอบถามแพทย์เพิ่มเติม

 

————————————–

“เน้น prevention คือ
การป้องกันมากกว่าการรักษา
ตอนนี้สัมภาษณ์หลาย ๆ คน
ก็พูดกันแบบนี้ แต่ในด้านปฏิบัติ
มันไม่ไปในแนวทางเดียวกัน”

————————————–

 

ถ้าให้เลือกปรับปรุง 3 ข้อที่จะทำให้วงการแพทย์ไทยในอนาคตดีมากขึ้น อยากปรับปรุงเรื่องใด

เรื่องแรก ทำนโยบายที่เน้น prevention คือ การป้องกันมากกว่าการรักษา ตอนนี้สัมภาษณ์แพทย์หรือผู้บริหารหลาย ๆ คนก็พูดกันแบบนี้ แต่ในด้านปฏิบัติมันไม่ไปในแนวทางเดียวกัน เช่น ฉีดวัคซีนเสริมเพื่อป้องกันโรคต้องเสียเงินเอง แต่ถ้าเจ็บป่วยสามารถรักษาได้ฟรี

เรื่องที่สอง ปรับนโยบายให้ภาครัฐสื่อสารกับประชาชนให้ตรงไปตรงมา อย่าเน้นเฉพาะนโยบายของรัฐบาลหรือเรื่องที่อยากให้ประชาชนอยากรู้เท่านั้น ควรให้ข้อมูลประชาชนให้รอบด้าน ประชาชนจะได้รู้ว่าทางเลือกมีอะไรบ้าง และอะไรที่เหมาะสมกับตนเอง เช่น วัคซีนป้องกันโรคนี้มีกี่แบบ ภาครัฐฉีดแบบนี้ให้ฟรี ส่วนถ้าจะฉีดแบบอื่นต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ทุกวันนี้ทำงานภาคประชาชนต้องคอยตอบคำถามเรื่องแบบนี้ ประชาชนรู้สึกว่าถูกปิดกั้นข้อมูลบางอย่าง

เรื่องที่สาม ทำนโยบายเน้นเด็กวัยรุ่นและวัยสูงอายุให้จริงจังมากขึ้น ตอนนี้มีปัญหาเด็กเกิดน้อย วัยรุ่นซึ่งเป็นอนาคตของชาติมีปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง ผู้สูงอายุจะเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ บางคนไม่มีรายได้ มีเงินเก็บไม่พอ ต้องพึ่งสวัสดิการรัฐบาล ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเหล่านี้ทำเป็นเรื่อง ๆ ไป แต่การแก้ไขแบบเป็นภาพรวมยังไม่เกิดขึ้นชัดเจน สังคมเราควรจะดูแลเด็กจนถึงวัยรุ่นและวัยสูงอายุให้ดีกว่านี้ ต้องตั้งเป็นปัญหาระดับชาติ ต้องสื่อสารให้ประชาชนรู้ว่าเป้าหมายคืออะไร ตอนนี้เราจะทำอะไร และจะแก้ไขอะไร

 

————————————–

“ส่วนการเลือกเรียนต่อ
ให้ดูว่าเราชอบอะไร
มีฝันจะทำอะไร
ทำฝันนั้น…
ผนวกไปกับความเป็นแพทย์ที่ดี”

————————————–

 

ฝากข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ อยากจะประสบความสำเร็จต้องทำอย่างไร

แนะนำถึงน้อง ๆ ที่กำลังคิดจะเรียนแพทย์ว่า ถ้าจะเรียนเพื่อพ่อแม่หรือใครที่ไม่ใช่ตัวเอง การเรียนแพทย์จะไม่สนุก มีโอกาสที่จะล้มเลิกระหว่างเรียน ต้องคิดดี ๆ ก่อนเข้ามาเรียน ส่วนคนที่คิดว่ามาเรียนเพราะเหตุผลอื่น เช่น รายได้ หรือเพื่อเอาเครดิตไปทำอะไรอย่างอื่น ก็ไม่ได้ห้าม แต่อยากจะบอกว่าตอนเรียนหรือประกอบอาชีพก็อาจไม่มีความสุขเต็มที่ เพราะถ้าโฟกัสที่เรื่องเหล่านั้น การเรียนแพทย์ซึ่งเป็นงานบริการจะไม่สนุก ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง อยากแนะนำให้ดูว่า เรามีความต้องการที่จะดูแลผู้ป่วยให้หายป่วยไหม ยอมเสียสละทุ่มเทเพื่อสิ่งนี้ไหม มีความใกล้เคียงกับฝันของเราไหม ถ้าใช่ก็ยินดีด้วย และเมื่อได้เรียนหรือเริ่มทำงานแล้วก็อยากให้หาโอกาสไปดูระบบสาธารณสุขไทย มันมีความแตกต่างสูงระหว่างนอกเมืองกับในเมือง กรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด น้อง ๆ จะได้รับประสบการณ์ ข้อคิด แง่มุมดี ๆ มาพัฒนาต่อยอดให้ดีขึ้น ส่วนการเลือกเรียนต่อให้ดูว่าเราชอบอะไร มีฝันจะทำอะไร เช่น ชอบด้านอาหารอาจไปเป็นหมอโภชนาการ ชอบด้านกีฬาอาจไปเป็นหมอสายกีฬา ชอบท่องเที่ยวก็มีเวชศาสตร์ท่องเที่ยว ชอบความสวยความงามก็ไปสายนั้น สรุปคือ ทำตามฝันแล้ว ผนวกเข้ากับความเป็นแพทย์ที่ดี

อีกเรื่องที่อยากเน้นที่ระบบสาธารณสุขไทยคือ อยากให้ทำงานเชิงรุก ไปจนถึงระดับป้องกันไม่ให้เจ็บป่วย ขอยกคำพูดอาจารย์ประเวศ วะสี กล่าวไว้ว่า “การดูแลผู้ป่วยเป็นเรื่องของชุมชน” ตัวอย่างผู้ป่วยเบาหวานความดันหลายร้อยคนมารักษาที่ รพ.ศูนย์ หรือ รพ.จังหวัด พบหมอ 3 เดือนครั้ง แต่ละครั้งผู้ป่วยหมดเวลาไปเป็นวัน ได้คุยกับหมอคนละ 5 – 10 นาที แต่ถ้าเรามีระบบสาธารณสุขชุมชนที่เข้มแข็ง เช่น รพ.สต. ผู้ป่วยจะกระจายกันไปใน รพ. ที่อยู่ใกล้บ้านตนเอง มีพยาบาลที่สามารถพูดคุยให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ และสามารถส่งต่อผู้ป่วยให้แพทย์ที่ รพ.ได้ อยากให้มีการทำงานในเชิงรุกเพิ่มขึ้น สามารถติดต่อผู้ป่วยได้ทั้งแบบเจอตัวและ telemedicine แต่ตอนนี้ในทางปฏิบัติมันยังเป็นการตั้งรับ โรงพยาบาลใหญ่ ๆ มีการสร้างตึกใหม่ ๆ เพิ่ม อาจเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบสาธารณสุขไทยยังไม่ดีพอ จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยมีอาการหนักขึ้น มีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น ยังต้องมาต่อคิวกันอยู่ที่ รพ.ขนาดใหญ่ ปัญหานี้ยังแก้ไขไม่ได้ในรุ่นปัจจุบัน ขอฝากแพทย์รุ่นใหม่ทำภารกิจนี้ให้สำเร็จด้วย

 

แนะนำอ่านเพิ่มเติม

Let’s get updated สาขาโรคติดเชื้อ 

 

 

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก