พญ. ฮูดัยบ๊ะห์ มูหามัด
หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
รศ. พญ. วนัทปรียา พงษ์สามารถ
หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection; UTI) เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของไข้และการเข้ารับการรักษาในเด็ก โดยมีความชุกประมาณร้อยละ 15 ในประชากรอายุต่ำกว่า 18 ปี และพบในเด็กหญิงมากกว่าเด็กชายประมาณ 1.5 เท่า(1) แม้ว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม uncomplicated UTI แต่ยังมีผู้ป่วยบางส่วนที่จัดอยู่ในประเภท complicated UTI (cUTI) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีคำจำกัดความของภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะแบบซับซ้อนที่เป็นมาตรฐานสากล และนิยามที่ใช้อ้างอิงในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งยุโรป (European Society for Pediatric Infectious Diseases; ESPID) จึงได้จัดทำข้อเสนอแนะและแนวทางการดูแลรักษาภาวะ cUTI ในเด็กและวัยรุ่น(2) เพื่อให้มีแนวทางที่ชัดเจนและสอดคล้องกับหลักฐานเชิงประจักษ์มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ แนวทางเวชปฏิบัติของประเทศไทย พ.ศ. 2565 สำหรับผู้ป่วยเด็กอายุ 2 เดือนถึง 5 ปี มีการกล่าวถึง cUTI โดยมีรายละเอียดน้อยและกล่าวถึงอย่างจำกัด
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้เขียนจึงได้รวบรวมข้อเสนอแนะจากแนวทาง ESPID นำเสนอในบทความนี้ เพื่อประโยชน์ในการประเมิน วินิจฉัย และรักษาการภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะแบบซับซ้อนในผู้ป่วยเด็กได้อย่างเหมาะสม โดยข้อเสนอแนะจากแนวทาง ESPID ได้ใช้การจัดระดับคุณภาพงานวิจัยหรือหลักฐานเชิงประจักษ์โดยใช้ระบบ Grading of Recommendations Assessment, Development and Evaluation (GRADE) ซึ่งแบ่งเป็น GRADE A หมายถึง หลักฐานคุณภาพสูงมาก ข้อเสนอแนะเชื่อถือได้สูง, GRADE B หมายถึง หลักฐานคุณภาพปานกลาง ข้อเสนอแนะน่าเชื่อถือ, GRADE C หมายถึง หลักฐานคุณภาพต่ำ ข้อเสนอแนะมีความเชื่อมั่นน้อย และ GRADE D หมายถึง หลักฐานคุณภาพต่ำมาก ข้อเสนอแนะมีความเชื่อมั่นต่ำมาก
คำนิยาม (definition)
- Localized risk factors: significant anatomical or functional urological abnormality, multiple recurrent UTI
- Generalized risk factors: neonates, nonurological underlying condition (renal and nonrenal)
- Severe clinical presentations: sepsis, severe renal parenchymal disease
- Known significant anatomical or functional urological abnormality and including post instrumentation เสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อ เช่น nephronia, abscess และเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำหรือเชื้อที่พบไม่บ่อย โดยเฉพาะในเด็กที่ได้ยาปฏิชีวะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ (GRADE D)
- Multiple recurrent UTI นิยามว่า UTI อย่างน้อย 2 ครั้งที่เกิดจากเชื้อคนละชนิดกัน เสี่ยงต่อเชื้อที่พบไม่บ่อย หรือความผิดปกติทางเดินปัสสาวะที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย (GRADE D)
- Severe clinical presentation เสี่ยงต่อไตทำงานบกพร่อง การลุกลามของเนื้อไต และการกระจายของการติดเชื้อแบบ systemic involvement (GRADE D)
- Nonurological underlying conditions เช่น ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคไตเรื้อรัง หรือโรคระบบอื่นที่เพิ่มความรุนแรงของโรค ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิด nephronia, abscess, emphysematous pyelonephritis และเชื้อก่อโรคที่พบได้ไม่บ่อย เช่น เชื้อรา (GRADE D)
- Neonates ซึ่งมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงต่อ bacteremia, meningitis และเชื้อก่อโรคเฉพาะกลุ่ม เช่น Group B Streptococcus และ Escherichia coli (GRADE D)
การตรวจวินิจฉัย (Investigation)
- Urine collection โดยวิธี Clean Cath, catheterization หรือ suprapubic aspiration ส่ง urine analysis และ urine culture (GRADE C) สำหรับ pyuria คือ ≥5 WBC/High power field หรือ ≥10 WBC/mm3 ส่วน Urine culture เป็น gold standard ในการวิจิฉัย แต่ไม่ควรใช้เพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัย UTI เพราะการมีแบคทีเรียอาจสะท้อนเพียง asymptomatic bacteriuria
- Blood investigation: Inflammatory marker, urea, creatinine, CBC, electrolyte, blood culture (GRADE C)
- เด็กทุกคนที่มี cUTI ควรได้รับการประเมินการตอบสนองต่อการรักษาใหม่ภายใน 48 ชั่วโมง หากการตอบสนองต่อการรักษาไม่เป็นไปตามที่ควร ให้พิจารณาค้นหาภาวะแทรกซ้อนและ/หรือการวินิจฉัยแยกโรคเพิ่มเติม โดยพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม คือ urine culture, inflammatory marker, serum creatinine และ Ultrasound scan เพื่อดูภาวะแทรกซ้อน (GRADE D)
- CSF culture พิจารณาส่งใน Newborn
- Ultrasound scan (USS) พิจารณาส่งตั้งแต่เริ่มต้นใน Urosepsis, septic shock, abdominal or bladder mass, ปัสสาวะออกน้อย หรือ ค่าไตเพิ่มขึ้น เพื่อประเมินภาวะอุดกั้นเฉียบพลันที่ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วน
การรักษา (Treatment)
- ยาปฏิชีวนะแบบรับประทาน สามารถเริ่มการรักษาในผู้ป่วยที่ไม่ได้มีอาการรุนแรงมาก, isolated urological abnormality (รวมถึงหลังผ่าตัด หรือ urological implementation), isolated tachycardia และโรคประจำตัวอื่น ๆ (GRADE C and D)
- ยาปฏิชีวนะแบบฉีด (Intravenous; IV) เริ่มการรักษาในผู้ป่วยที่ significant urological abnormality (Vesicoureteral Reflux grades 4 และ 5 หรือ obstruction), sepsis, renal nephronia หรือ renal abscess, อายุน้อยกว่า 2 เดือน, post-renal transplant และ คนไข้ภูมิคุ้มกันบกพร่องที่มีภาวะ febrile neutropenia ร่วมด้วย (GRADES B–D)
- ยาปฏิชีวนะทางกระเพาะปัสสาวะ (intravesical antibiotics) บางครั้งใช้ในการรักษา recurrent UTI ที่ดื้อการรักษา (intractable recurrent UTI) โดยงานวิจัยขนาดเล็กพบผลดีหลังให้ยา 7 วัน และช่วยลดผลข้างเคียงรวมถึงการนอนโรงพยาบาล แต่ไม่ใช่วิธีการบริหารยาที่แนะนำทั่วไป
- cUTI แต่ละประเภทมีความชุกของเชื้อก่อโรคแตกต่างกัน รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการดื้อยาที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย โดยขึ้นกับปัจจัยสำคัญ ได้แก่ โรคประจำตัว ประวัติการได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อน และประวัติการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จากข้อมูลดังกล่าว สามารถเลือกสูตรยาปฏิชีวนะเริ่มต้นที่ครอบคลุมเชื้อซึ่งมีแนวโน้มเป็นสาเหตุของการติดเชื้อ พร้อมทั้งพิจารณาความเสี่ยงต่อการดื้อยาเป็นรายบุคคล (GRADES C และ D)
- ผู้ป่วยที่ recurrent UTI อาจพิจารณาเริ่มการรักษาตามผลเพาะเชื้อก่อนหน้า (GRADE D)
- ผู้ป่วยที่ได้รับ antibiotic prophylaxis ควรเลือกใช้ยาปฏิชีวนะชนิดกลุ่มอื่นจากยาที่ใช้ใน prophylaxis (GRADE C)
- เมื่อได้ผลความไวต่อยาปฏิชีวนะ (susceptibilities) แล้ว ควรปรับยาตามความไวของเชื้อ โดยเลือกยาที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมเท่าที่จำเป็น (GRADE D)
ระยะเวลาการให้ยาปฏิชีวนะและเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนจากการให้ทางหลอดเลือดดำ (IV) เป็นการให้ทางปาก (Oral)
- สำหรับผู้ป่วยเด็ก cUTI ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่ชี้ว่าควรเปลี่ยนแปลงจากแนวทางปฏิบัติปัจจุบัน โดยความเห็นผู้เชี่ยวชาญยังคงแนะนำให้ให้ยาปฏิชีวนะรวมทั้งหมด 10–14 วัน (GRADE D) ซึ่งปัจจุบันUTI ส่วนล่างและส่วนบน ระยะเวลาการรักษาเริ่มลดลง แต่การศึกษา Randomized Controlled Trial (RCT) และ meta-analysis ของระยะสั้นส่วนใหญ่ไม่รวมเด็กที่มี cUTI ดังนั้นหลักฐานสำหรับการรักษาcUTI น้อยกว่า 10–14 วันยังมีจำกัด
- การรักษาระยะสั้นกว่าเดิม (รวม 6 – 9 วัน) และการใช้ยาทางหลอดเลือดดำเพียงครั้งเดียว ยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ (GRADES C และ D)
- เมื่อเริ่มการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ (IV) ระยะเวลาที่แนะนำแตกต่างกันตั้งแต่ ≤3 วัน ถึง ≤7 วัน ขึ้นกับประเภทของ cUTI (ดังแสดงตารางที่ 1) และการมี bacteremia โดยควรพิจารณาเปลี่ยนเป็นยารับประทานเมื่อผู้ป่วยไม่มีไข้และอาการทางคลินิกดีขึ้น (GRADES C และ D)
- ในรายที่มี renal abscess หรือ nephronia อาจจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะนานขึ้นถึง 21 วัน และควรตรวจ renal ultrasound หลังครบ 14 วัน เพื่อติดตามพยาธิสภาพและกำหนดระยะเวลาการรักษาที่เหมาะสม (GRADE B)
- สำหรับผู้ป่วย UTI ที่เกิดซ้ำบ่อยจากเชื้อชนิดเดิม (frequently relapsing UTI) ควรมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินแหล่งติดเชื้อเฉพาะที่ที่ยังคงอยู่(GRADE D)
ตารางที่ 1 การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะสำหรับแต่ละประเภทของ cUTI รวมถึงการบริหารยาปฏิชีวนะ, ชนิดยา ระยะเวลาและข้อพิจารณาเพิ่มเติม
หมายเหตุ ตารางนี้ดัดแปลงจากแนวทางล่าสุดในการดูแลภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะชนิดซับซ้อนในเด็กโดย European Society for Pediatric Infectious Disease (ESPID) เชื้อก่อโรคทางเดินปัสสาวะในประเทศไทย มีอัตราการดื้อต่อ cotrimoxazole , Amoxicillin , 1st generation cephalosporin สูง จึงไม่แนะนำให้ใช้เป็น empirical therapy แต่หากผลความไวต่อยาพบว่า เชื้อมีความไวต่อยาดังกล่าว สามารถใช้ยาในการรักษาได้
- การให้รักษาอื่น ๆ เพิ่มเติมขึ้นกับประเภทของ cUTI เช่น fluid resuscitation, antiemetic drug, intensive care support และยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนของ สเตียรอยด์ในการรักษา cUTI ในการลด renal scarring (GRADE D)
- การเบี่ยงทางเดินปัสสาวะชั่วคราว (Temporary urinary diversion) ในกรณีที่มีภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะที่ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ และในผู้ป่วยที่มี renal abscess ขนาดมากกว่า 3 เซนติเมตร ควรพิจารณาการระบายหนองผ่านผิวหนัง (percutaneous drainage) (GRADE D)
การติดตามการรักษา (Follow up)
- ยังเป็นประเด็นถกเถียง และควรจำกัดการใช้เฉพาะเด็กบางกลุ่มของ cUTI ได้แก่ (GRADES B – D).
- ทารกแรกเกิดและทารกอายุน้อยกว่า 2 เดือน : High-grade Vesicoureteral Reflux (VUR) grade 3 และ 4, Antenatal hydronephrosis, Ureteric dilatation and hydronephrosis และ Hydronephrosis and no circumcision
- เด็กโต : multiple recurrent UTI, high grade VUR 3 และ 4, spina bifida with VUR ระดับสูง และ/หรือ intermittent catheterization, bladder or bowel dysfunction และ severe obstructive uropathy (จนกว่าจะผ่าตัดแก้ไข)
- พิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์แครนเบอร์รีในเด็กโตเพื่อลดความจำเป็นในการใช้ยาปฏิชีวนะ (GRADE B) แต่ยังไม่มีคำแนะนำในการรักษาทั่วไป
- ทารก ยาแนะนำ คือ amoxycillin ส่วนเด็กโต ยาที่แนะนำ คือ trimethoprim-sulfamethoxazole (TMP-SMX) or nitrofurantoin (GRADES C and D) แม้ CAP จะลดการเกิด UTI แต่เพิ่มความเสี่ยงเชื้อดื้อยา หากดื้อ TMP-SMX หรือ nitrofurantoin อาจเปลี่ยนยาได้ หากดื้อทั้งสองชนิด อาจพิจารณาหยุด CAP ชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อดื้อยามากขึ้น
- ระยะเวลาสำหรับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ คือ 3 – 6 เดือน จากนั้นประเมินซ้ำ (GRADE D)
- ระยะหลังการติดเชื้อเฉียบพลัน การทำ USS อาจช่วยประเมินความผิดปกติทางระบบทางเดินปัสสาวะได้ (GRADE C)
- การตรวจ USS, CT, MRI สามารถใช้เพื่อติดตาม renal abscess ได้อย่างเหมาะสม (GRADES C และ D)
- การตรวจ micturating cystourethrogram (MCUG) และ DMSA scan สำหรับกรณีจำเพาะที่การตรวจให้ข้อมูลไม่เพียงพอ ซึ่งมักพบในผู้ป่วยเด็กที่มีความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะรุนแรง (GRADE D)
Ultrasound scan (USS): ในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีที่มี upper UTI ครั้งแรก และในราย atypical/recurrent UTI
Micturating Cystourethrography: ทำเมื่อ USS ผิดปกติ, เชื้อ non – E. coli หรือ recurrent UTI
DMSA: ทำที่ 3 – 6 เดือนหลัง UTI เพื่อดู renal scarring โดยเฉพาะใน high-grade VUR หรือ recurrent UTI พบว่า ความชุกของ renal scarring ขึ้นกับความรุนแรงของการติดเชื้อในไต ซึ่งพบร้อยละ 22 ในเด็กที่เป็น pyelonephritis, ร้อยละ 44 ในเด็กที่เป็น nephronia และร้อยละ 72 ในเด็กที่มี renal abscess
Magnetic Resonance Urography เป็นเทคนิคการตรวจภาพที่ช่วยลดการได้รับรังสี (radiation-sparing) ให้ข้อมูลทั้งด้าน กายวิภาค และ หน้าที่การทำงานของไต ตรวจหาความผิดปกติทางกายวิภาคของระบบทางเดินปัสสาวะที่ซับซ้อน
การส่งต่อ (Referral) หากยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายของไตและไม่สามารถดีขึ้นได้โดยไม่ผ่าตัด ควรส่งต่อผู้ป่วยไปยังทีมกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านไตหรือระบบทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะในเด็กที่มีความผิดปกติรุนแรง เช่น ureteric obstruction, duplex kidney with VUR, VUR grade 3 – 5, hydronephrosis grade 3 – 4 และ neurogenic bladder (GRADE D).
- Jamshidbeigi, Tayebe & Adibi, Amir & Hashemipour, Seyed & Sarokhani, Diana & Hassanpour Dehkordi, Ali & Fakhri, Moloud & Alaienezhad, Shakiba. (2023). A systematic review and meta-analysis of prevalence of urinary tract infection in childhood. Journal of Renal Injury Prevention. 12. 10.34172/jrip.2023.3216
- Bryant PA, Bitsori M, Vardaki K, Vaezipour N, Khan M, Buettcher M. Guidelines for Complicated Urinary Tract Infections in Children: A Review by the European Society for Pediatric Infectious Diseases. Pediatr Infect Dis J. 2025;44(6):e211-e223.
- Johansen TE, Botto H, Cek M, et al. Critical review of current definitions of urinary tract infections and proposal of an EAU/ESIU classification system. Int J Antimicrob Agents. 2011;38 Suppl:64-70.
- Hikmat S, Lawrence J, Gwee A. Short Intravenous Antibiotic Courses for Urinary Infections in Young Infants: A Systematic Review. Pediatrics. 2022;149(2):e2021052466.

