แม้ว่าในปัจจุบันจะเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า การติดเชื้อ H. pylori นั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร การศึกษาในการหาปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ซึ่งมีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารนั้นค้นพบว่า มีพบค้นพบยีนที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งชนิดนี้นั้นอย่างน้อย 9 ยีนด้วยกัน
จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหารนั้นอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลกจากมะเร็งทั้งหมด และ เป็นโรคมะเร็งชนิดที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับที่สี่ของโลก ปัจจัยเสี่ยงหลักที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งชนิดนี้คือ การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori โดยกลุ่มประชากรที่พบการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สูงที่สุดอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกโดยอุบัติการณ์ของการติดเชื้อชนิดนี้อยู่ที่ 17.6 คนต่อประชากร 100,000 คนต่อปี โดยที่ผ่านมานั้นเคยมีการศึกษาค้นพบว่า ยีน CDH1 ต่อการเกิดการ hereditary diffuse gastric cancer ซึ่งสามารถส่งต่อผ่านทางพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่นทำให้มีการตรวจคัดกรองยีนนี้สำหรับสมาชิกครอบครัวที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งชนิดนี้ ซึ่งหากตรวจพบเจอยีน CDH1 ในสมาชิกคนใดแล้วอาจมีการปรึกษาการตัดกระเพาะอาหารก่อนการเกิดมะเร็งต่อไป
การศึกษาจาก BioBank Japan และ Aichi Cancer Center ประเทศญี่ปุ่น ได้รวบรวมประชากรตัวอย่างจำนวน 11,859 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร และ ประชากรกลุ่มเปรียบเทียบจำนวน 44,150 คนมาศึกษายีนที่ต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นยีนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งจำนวน 27 ยีนด้วยกัน ผลปรากฏว่า มีจำนวนยีนทั้งหมด 9 ยีน ได้แก่ APC, ATM, BRCA1, BRCA2, CDH!, MLH1, MSH2, MSH6 และ PALB2 ที่มีความสัมพันธ์ที่จะก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารสูงขึ้น โดยประชากรที่มียีนเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ H.pylori และป่วยเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารในเวลาต่อมาได้สูงขึ้นถึง 16.01 เท่า 95%CI (2.22-29.81, p-value= 0.02) และ สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 85 ปีขึ้นไปนั้น หากตรวจพบยีนเหล่านี้จะมีโอกาสเป็นมะเร็งกะเพราะมากกว่าผู้ที่ไม่ได้มียีนกลุ่มนี้ที่ติดเชื้อ H.pylori โดยสัดส่วนผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งกระเพาเพาะอาหารสองกลุ่มนี้อยู่ที่ 45.5% และ 14.4% ตามลำดับ
การค้นพบยีนที่เป็นสาเหตุที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารจึงมีความสำคัญมากโดยที่ในอนาคตอาจมีการตรวจคัดกรองหาผู้ที่มีความเสี่ยงและแนะนำการปฏิบัติตัวไม่ให้ติดเชื้อ H.pylori ได้โดยง่ายเพื่อป้องกันการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในอนาคต
เรียบเรียงโดย นพ. วิชล ลิ้มพัฒนาชาติ
ข้อมูลจาก https://www-nejm-org.ejournal.mahidol.ac.th/doi/full/10.1056/NEJMoa2211807

