รศ. พญ. ไกลตา ศรีสิงห์
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
บทนำ
ในปี ค.ศ. 2016 American Academy of Pediatrics (AAP) ได้บัญญัติคำว่า “เหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ในทารก (Brief Resolved Unexplained Event in an infant; BRUE)” แทน (apparent life-threatening event; ALTE) เนื่องจากพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่สัมพันธ์กับภาวะ sudden infant dead syndrome (SID) และสัมพันธ์กับการเสียชีวิตน้อยมาก
คำนิยาม
เหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ในทารก (Brief Resolved Unexplained Event in an infant; BRUE)2 หมายถึง เหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นกับทารกที่อายุน้อยกว่า 1 ปี โดยมีอาการอย่างน้อย 1 อย่าง ดังนี้ ผิวสีเขียว หรือ ซีด; หยุดหายใจ หายใจช้า หรือหายใจไม่สม่ำเสมอ; กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก หรือแข็งเกร็ง; ความรู้สึกตัวผิดปกติ โดยอาการเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดเป็นระยะเวลาสั้น ๆ น้อยกว่า 30 วินาที และหลังจากนั้นทารกจะกลับมาเป็นปกติ โดยหาสาเหตุไม่ได้
การวินิจฉัย
การวินิจฉัย BRUE ทารกมีอาการอย่างน้อย 1 อย่าง ดังนี้ ผิวสีเขียว หรือ ซีด; หยุดหายใจ หายใจช้า หรือหายใจไม่สม่ำเสมอ; กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก หรือแข็งเกร็ง; ความรู้สึกตัวผิดปกติ โดยทารกต้องไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน และเมื่อประเมินหรือตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ จนครบถ้วนแล้วยังไม่สามารถหาสาเหตุได้1,2
แบ่งผู้ป่วย BRUE ได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเสี่ยงต่ำ (low risk) และกลุ่มเสี่ยงสูง (high risk) โดยแยกตามอาการหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือตามความรุนแรง รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และการตรวจร่างกายที่พบดังนี้
- อายุมากกว่า 60 วัน
- กรณีคลอดก่อนกำหนดอายุครรภ์มากกว่าหรือเท่ากับ 32 สัปดาห์ ขณะมีอาการต้องมีอายุหลังปฏิสนธิ (postconceptional age) มากกว่าหรือเท่ากับ 45 สัปดาห์
- มีภาวะ BRUE เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (ต้องไม่เคยมีเหตุการณ์ BRUE มาก่อน และไม่มีอาการลักษณะกลุ่มโรคคล้าย ๆ กันมาก่อนหน้า)
- ไม่มีการทำการช่วยกู้ชีพในผู้ป่วย (cardiopulmonary resus-citation; CPR) โดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรม
- ไม่มีประวัติลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ พื้นฐานทางสังคมที่ทารกอยู่อาศัยอาจเสี่ยงต่อการถูกทารุณกรรม (child abuse) โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ หรือมีการบาดเจ็บเมื่อไม่นานมานี้ มีอาการนำมาก่อน (เช่น ไข้ กระสับกระส่าย ถ่ายเหลว กินได้น้อย) ใช้ยาบางอย่าง ประวัติอาเจียน ซึมลง พัฒนาการช้า ความผิดปกติแต่กำเนิด และมีประวัติครอบครัวมีคนเป็น BRUE หรือเสียชีวิตเฉียบพลัน
- ตรวจร่างกายไม่พบลักษณะที่น่ากังวล ได้แก่ อาการแสดงการได้รับบาดเจ็บ (โดยเฉพาะหนังศีรษะ ลำตัว หน้า หู) กระหม่อมหน้าโป่งพอง (bulging anterior fontanel) ความรู้สึกตัวผิดปกติ (altered sensorium) ไข้ ดูลักษณะทั่ว ๆ ไปไม่ดี (toxic appearance) หายใจลำบาก หัวใจได้ยินเสียงฟู่ หรือ gallop (heart murmur) ชีพจรเบา ตับโต ม้ามโต ท้องอืด เป็นต้น
- อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 60 วัน
- กรณีคลอดก่อนกำหนดอายุครรภ์น้อยกว่า 32 สัปดาห์ ขณะมีอาการต้องมีอายุหลังปฏิสนธิ (postconceptional age) น้อยกว่า 45 สัปดาห์
- มีเหตุการณ์ BRUE เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือมีอาการลักษณะกลุ่มโรคคล้าย ๆ กัน โดยระยะเวลานานมากกว่าหรือเท่ากับ 1 นาที
- มีการทำการช่วยกู้ชีพในผู้ป่วย (CPR) โดยบุคลากรทางการแพทย์
- ซักประวัติมีลักษณะที่น่ากังวล (ที่ตรงข้ามกับกลุ่มเสี่ยงต่ำ)
- ตรวจร่างกายพบลักษณะที่น่ากังวล (ที่ตรงข้ามกับกลุ่มเสี่ยงต่ำ)
ซักประวัติและตรวจร่างกาย
- ทารกกำลังทำอะไรก่อน ระหว่าง และหลังเหตุการณ์ : ขณะมีอาการ BRUE ทารกกำลังทำกิจกรรมใด ตื่นหรือนอนหลับ ถ้านอนหลับนอนท่าไหนและนอนที่ไหน ลักษณะของที่นอนนุ่มหรือแข็ง ร้องไห้อยู่หรือไม่ กินนมหรือไม่ และมีอาเจียนร่วมหรือไม่
- ลักษณะการหายใจเป็นอย่างไร : ขณะมีอาการ BRUE ทารกหายใจเป็นแบบใด หายใจเร็ว หายใจตื้น หายใจลำบาก หยุดหายใจ สำลักอาหารหรือไม่ ต้องซักประวัติลักษณะการหายใจ เพื่อแยกกับภาวะ periodic breathing
- ลักษณะสีผิวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร: ขณะมีอาการลักษณะสีเป็นสีเขียว ซีด หรือสีแดง หากผิดปกติสีที่ผิดปกติอยู่บริเวณใด เช่น ทั้งตัว เฉพาะหน้า รอบปาก ริมฝีปาก หรือปลายมือปลายเท้า ต้องแยกให้ได้ว่ามีอาการเขียวบริเวณส่วนกลาง (central cyanosis) ร่วมด้วยหรือไม่
- การเปลี่ยนแปลงความตึงตัวของกล้ามเนื้อ: ขณะมีอาการทารกตัวอ่อน เกร็ง กระตุกหรือ ชัก ต้องซักแยกให้ได้ว่าเป็นการชักหรือไม่ เน้นซักประวัติเพื่อแยกกับภาวะ infantile spasms
- การเปลี่ยนแปลงความรู้สึกตัว: ขณะมีอาการตาเปิดหรือหลับตา กรอกตา ตาเหลือก หรือมองไปด้านใดด้านหนึ่งหรือไม่ เรียกรู้ตัวหรือไม่
- เสียงขณะมีอาการเป็นอย่างไร: มีไอ สำลัก ร้องไห้ หายใจลำบาก หายใจเฮือก หรืออาเจียนร่วมหรือไม่ หากมีอาเจียนลักษณะอาเจียนเป็นอย่างไร เช่น เป็นน้ำมูก นม น้ำหรือเลือด ระยะเวลาที่มีอาการเป็นวินาทีหรือนาที คนที่อยู่กับเด็กก่อนและระหว่างเกิดเหตุการณ์เป็นใคร และแพทย์ควรเชื่อถือประวัติจากคนที่เห็นเหตุการณ์หรืออยู่ในเหตุการณ์ เพราะเป็นคนที่สำคัญที่จะเล่าอาการได้ละเอียดที่สุด
- ต้องให้การช่วยเหลือเบื้องต้นหรือไม่: หายได้เอง หรือหากมีการช่วยเหลือทำอะไรบ้าง เช่น พัด เขย่าตัว เป่าปาก กดหน้าอก และให้การช่วยเหลือนานแค่ไหน
- ประวัติอื่น ๆ: อาการร่วมอื่น ๆ ได้แก่ ไข้ ไอ น้ำมูก คัดจมูก อาการติดเชื้อระบบต่าง ๆ อาการระบบทางเดินอาหารที่สัมพันธ์กับภาวะกรดไหลย้อน ไอไปกินไป หรือครืดคราดเวลากิน เป็นต้น
- ประวัติอดีต: เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนหรือไม่ โรคประจำตัว ประวัติการใช้ยา (รวมถึงยาที่มีในบ้าน) ประวัติการคลอด และประวัติสังคม (การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด ประวัติทารุณกรรมเด็ก)
- ประวัติครอบครัว มีคนในครอบครัวเป็น SIDS/ALTE/BRUE หรือมีการเสียชีวิตอย่างกะทันหันในสมาชิกในครอบครัวก่อนอายุ 35 ปี ในครอบครัวมีโรคหัวใจ (เช่น กลุ่มอาการ QT ยาวเต้นผิดปกติ) มีโรค inborn error of metabolism หรือโรคทางพันธุกรรม และในครอบครัวมีคนพัฒนาการล่าช้า เป็นภูมิแพ้ เป็นโรคลมชัก (เช่น infantile spasms) และกลุ่มโรค malformations ต่าง ๆ ในครอบครัว
ตรวจร่างกาย
ควรตรวจร่างกายด้วยความระมัดระวังและตรวจทุกระบบอย่างละเอียด โดยเน้นตามสาเหตุหรือโรคที่สงสัย เช่น ตรวจพบความผิดปกติการเจริญเติบโตและเส้นรอบศีรษะบ่งบอกภาวะทุพโภชนาการ พัฒนาการ และปัญหาระบบประสาท หากตรวจพบความผิดปกติสัญญาณชีพ (vital signs) และค่าความอิ่มตัวออกซิเจน (SpO2) ให้สงสัย การติดเชื้อ โรคระบบหัวใจ และโรคระบบประสาท หากตรวจพบรอยจ้ำหรือรอยช้ำตามตัวมีหลาย ๆ ตำแหน่งหลายระยะของการหายให้สงสัยเด็กถูกทารุณกรรม เป็นต้น
วินิจฉัยแยกโรค
จำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคทางกายอื่น ๆ ออกให้ได้ก่อนจึงจะวินิจฉัยว่าเป็น BRUE โดยต้องคิดถึงสาเหตุที่พบบ่อย ๆ ในทารก ได้แก่
- ภาวะกรดไหลย้อน [gastroesophageal reflux (GER)] หรือโรคกรดไหลย้อน [gastroesophageal reflux disease (GERD)] มักเกิดขึ้นระหว่างกินนม โดยเฉพาะในท่านอน มีอาเจียน สำลัก หายใจลำบาก อาจพบอาการ Sandifer’s syndrome2
- ภาวะชัก (seizure) ทารกมีอาการเกร็งกระตุกหรือตัวอ่อน เรียกไม่รู้สึกตัว ไม่มีประวัติสำลัก อาจตาเหลือกค้างหรือมองบน หลังชักอ่อนเพลียหรือหลับ
- ภาวะระบบหายใจติดเชื้อ (respiratory tract infection) เช่น โรคไอกรน โรคหลอดลมฝอยอักเสบจากเชื้ออาร์เอสวี ผู้ป่วยจะมีอาการทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ ไข้ ไอ คัดจมูก น้ำมูก หายใจครืดคราด หรือหยุดหายใจ อาการหยุดหายใจมักพบในเด็กที่อายุ < 60 วัน หรือทารกที่คลอดก่อนกำหนด มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด4 เป็นต้น
- ภาวะไม่ทราบสาเหตุชัดเจน (misinterpretation) เช่น การสำลักหรือไอระหว่างกินนม (aspiration/laryngeal incoordination) หรือภาวะหายใจแบบ periodic ในทารก ที่มักมีอาการหายใจเร็ว ๆ ช้า ๆ สลับกันเป็นระยะ
- สาเหตุอื่น ๆ ได้แก่
- ติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) ผู้ป่วยมีอาการ ไข้หรือตัวเย็นมากกว่าปกติ look sick หายใจลำบาก มีอาการของภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ (hypoxemia)
- เด็กถูกทำร้าย (child abuse) มักตรวจพบรอยจ้ำหรือรอยช้ำตามผิวหนังมีหลาย ๆ ตำแหน่ง และมีลักษณะการหายหลายระยะ หรือมีประวัติการได้รับบาดเจ็บกับการตรวจร่างกายไม่สอดคล้องกัน
- การได้รับสารพิษ (poisoning) เช่น ให้ยา sedate ให้เด็กหลับ หรือการได้รับสารพิษ14
- ภาวะหยุดหายใจ (apnea) ที่มีสาเหตุทั้งจากสมองหรือจากสาเหตุอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น syndromic features, neuromuscular disorders, brain injury/malformation
- ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น (airway obstruction) เช่น choanal atresia, vocal cord dysfunction, laryngomalacia, tracheo-esophageal fistula (T-E fistula)
- ภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด (congenital heart disease) มีประวัติเขียว หายใจเร็ว ตรวจร่างกายพบความผิดปกติเช่น หัวใจเสียงฟู่ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram; ECG) พบผิดปกติ อาจมีประวัติครอบครัว มีคนเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุก่อนอายุ 35 ปี หรือมีโรคหัวใจในครอบครัว
- ภาวะทางเดินอาหารอุดกั้นเฉียบพลัน (acute gastro-intestinal obstruction) จะมีอาการไม่ถ่ายไม่ผายลมหรือถ่ายเป็นมูกเลือด เช่น intussusception, volvulus เป็นต้น
กล่าวโดยสรุปการวินิจฉัย BRUE คือ การวินิจฉัยโดยการพยายามแยกโรคอื่น ๆ ออกให้ได้ก่อน (diagnosis by exclusion) หากไม่มีสาเหตุที่ชัดเจนหลังจากทำการซักประวัติและการตรวจร่างกายที่เหมาะสมจึงให้การวินิจฉัยเป็นภาวะดังกล่าว2,10 ทารกที่มีความเสี่ยงต่ำควรได้รับการตรวจวินิจฉัยตามปกติเท่านั้นและไม่ควรตรวจพิเศษ แต่เน้นการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดเป็นสำคัญ ส่วนทารกที่มีความเสี่ยงสูงมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากการตรวจ investigation เพิ่มเติม ควรให้นอนโรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียดต่อไป
การประเมินและรักษา แบ่งคนไข้เป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้
- กลุ่ม Low-risk BRUE การรักษาทารกหลักกลุ่มนี้ คือ การอธิบายและให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครอง สอนการทำการช่วยกู้ชีพเบื้องต้นแก่ผู้ปกครอง (CPR) อาจสังเกตอาการช่วงสั้น ๆ (1-4 ชั่วโมง) ร่วมกับติดตามค่าความอิ่มตัวของออกซิเจน (SpO2 monitoring) ตรวจตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อหา QT syndrome ไม่ต้องตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมหากไม่มีอาการผิดปกติ ในรายที่มีอาการทางเดินหายใจแนะนำให้ตรวจหาเชื้อไวรัสที่พบบ่อย ๆ เช่น อาร์เอสวี (RSV) ตรวจหาเชื้อไอกรน (pertussis testing) เป็นต้น และนัดติดตามอาการที่ 24 ชั่วโมง เพื่อประเมินความผิดปกติ2
- กลุ่ม High-risk BRUE พิจารณาให้ตรวจและรักษาไปตามสาเหตุที่สงสัยจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ส่วนในรายที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แนะนำให้ประเมินดังนี้
- ทำการประเมินเบื้องต้น (initial evaluation) สามารถทำในห้องฉุกเฉินหรือแผนกผู้ป่วยนอกได้ โดยการติดตามค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ปรึกษาทีมสหสาขาวิชาชีพที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับการทารุณกรรมเด็ก ประเมินการดูดกลืนอาหาร และทำการตรวจเพิ่มเติมดังนี้
- การตรวจความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง (hematocrit) การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (blood glucose) การตรวจระดับไบคาร์บอเนต (bicarbonate) การวิเคราะห์ก๊าซจากเลือดดำ (venous blood gas; VBG) และการตรวจระดับกรดแล็กติก (lactic acid)3
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
- Rapid virus respiratory panel
- Pertussis testing (ถ้ามีอาการ หรือได้รับวัคซีนไม่ครบ)
กรณีที่สงสัยและกังวลเกี่ยวกับการทารุณกรรมเด็กให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือทีมสหสาขาวิชาชีพที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับการทารุณกรรมเด็ก และส่งตรวจสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computerize tomography; CT scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging; MRI) และตรวจ skeletal survey
- การประเมินขั้นที่สอง (secondary evaluation) หากการประเมินเบื้องต้นไม่พบสิ่งผิดปกติให้รับไว้เป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล เพื่อสังเกตอาการและติดตามค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนต่อเนื่อง ประเมินการดูดกลืนโดยผู้เชี่ยวชาญ (เพื่อหาสาเหตุการสูดสำลักอาหาร) และให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแผนกต่าง ๆ ตามที่สงสัยดังนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหาร (gastroenterology) ผู้เชี่ยวชาญด้านโสต ศอ นาสิก และลาริงซ์วิทยา (otolaryngology) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบหายใจและการนอนหลับ (pulmonary and sleep expert) ทีมสหสาขาวิชาชีพที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับการทารุณกรรมเด็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบประสาท (neurology) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ (cardiology) และผู้เชี่ยวชาญด้านโรคพันธุกรรม (genetics)3,5
- สำหรับผู้ป่วยที่ประเมินการดูดกลืนข้างเตียงพบว่าปกติ แล้วยังสงสัยภาวะการดูดกลืนผิดปกติ (oropharyngeal dysphagia) แนะนำให้พิจารณาทำ videofluoroscopic swallowing study (VFSS)
- พิจารณาทำ continuous prolonged oximetry ในคนที่มีประวัติเป็นซ้ำ ๆ
- พิจารณาทำ polysomnography (PSG) เพื่อประเมินลักษณะ และคุณภาพการนอน รวมทั้งประเมินภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ (central หรือ obstructive sleep apnea)
- พิจารณาทำการตรวจคลื่นสมอง (electroencephalogram; EEG) เพื่อประเมินภาวะชักประมาณ 12-24 ชั่วโมง
- พิจารณาทำการตรวจเลือด sodium, potassium, chloride, blood urea nitrogen, creatinine, calcium, and ammonia สำหรับผู้ป่วยที่สงสัยภาวะ metabolic disturbance
- หลังจากทำการประเมินขั้นที่สองเรียบร้อยแล้วยังไม่พบสาเหตุร่วมกับผู้ป่วยยังมีเหตุการณ์ BRUE นอกจากปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้วให้พิจารณาส่งตรวจ
- Upper gastrointestinal series (UGI)
- Esophageal multichannel intraluminal impedance-pH monitoring (MII-pH)
- Esophagogastroduodenoscopy with biopsy
- การวิเคราะห์ก๊าซจากเลือดแดง (arterial blood gas; ABG)
- การตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอก (chest x-ray)
- การตรวจสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
- Urine organic acids
- Plasma amino acids หรือ plasma acylcarnitines
- ทำการประเมินเบื้องต้น (initial evaluation) สามารถทำในห้องฉุกเฉินหรือแผนกผู้ป่วยนอกได้ โดยการติดตามค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ปรึกษาทีมสหสาขาวิชาชีพที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับการทารุณกรรมเด็ก ประเมินการดูดกลืนอาหาร และทำการตรวจเพิ่มเติมดังนี้
หากสามารถให้การวินิจฉัย และอธิบายอาการและอาการแสดงได้ ให้การรักษาตามสาเหตุหากนอนโรงพยาบาลและถ้าไม่มีอาการ BRUE 24 ชั่วโมงสามารถให้กลับบ้าน โดยสอนการช่วยกู้ชีพเบื้องต้นแก่บิดามารดาหรือผู้ดูแลทารก และนัดติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
บทสรุป
การวินิจฉัย BRUE อาศัยประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเป็นสำคัญ การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการจะทำเมื่อสงสัยภาวะต่าง ๆ จากประวัติหรือตรวจร่างกาย การวินิจฉัยอาศัยวิธีการตรวจคัดกรองโรคอื่น ๆ ออกไปก่อน เมื่อไม่เข้ากับโรคใด ๆ จึงจะวินิจฉัยโรคนี้ ส่วนวิธีการรักษาขึ้นกับทารกเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงหรือเสี่ยงต่ำ หากเสี่ยงต่ำให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอกและนัดติดตามอาการ 24 ชม. ถ้าเสี่ยงสูงแนะนำนอนโรงพยาบาล เพื่อติดตามค่าอิ่มตัวออกซิเจน และปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อหาสาเหตุหรือโรคที่อาจแอบซ่อนอยู่ออกให้ได้ หากไม่มีอาการเป็นซ้ำอย่างน้อย 24 ชั่วโมง สามารถให้กลับบ้านและนัดติดตามอาการอย่างใกล้ชิด รวมทั้งสอนการช่วยกู้ชีพให้แก่ผู้ปกครอง
- Tieder JS. Brief resolved unexplained events and other acute events in infants. In: Kliegman RM, St.Geme J, Blum NJ, Shah SS, Tasker RC, Wilson KM. editors. Nelson textbook of pediatrics [Internet]. 21st ed. Philadelphia: Saunder; 2020[cited 2021 Feb 5]. Available from: https://www.clinicalkey.com.au/#!/content/book/3-s2.0-B9780323529501004569.
- Tieder JS, Bonkowsky JL, Etzel RA, Franklin WH, Gremse DA, Herman B, et al. Brief resolved unexplained events and evaluation of lower-risk infants: Executive summary. Pediatrics. 2016;137:e20160591.
- Merritt JL, Quinonez RA, Bonkowsky JL, Franklin WH, Gremse DA, Herman BE, et al. A framework for evaluation of the higher-risk infant after a brief resolved unexplained event. Pediatrics. 2019;144 (2):e20184101.
- ไกลตา ศรีสิงห์. โรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน. ใน: ไกลตา ศรีสิงห์, ศรัญญา ศรีจันท์ทองศิริ, บรรณาธิการ. โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจในเด็ก. พิษณุโลก. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร: 2564. หน้า 177-92.
- Zwemer E, Claudius I, Tieder J. Update on the evaluation and management of brief resolved unexplained events (previously apparent life-threatening events). Rev Recent Clin Trials. 2017;12(4):233-9.

