การศึกษาเก็บข้อมูลย้อนหลังในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน จำนวน 937 ราย พบว่า การเกิดโรคมะเร็งและได้รับการรักษามะเร็งมาก่อน จะมีการเกิดโรคหลอดเลือดซ้ำมากกว่ากลุ่มที่ไม่เป็นมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นปัจจัยเสี่ยงอิสระไม่ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงใด
โรคมะเร็งสามารถเพิ่มโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ จากกลไกการอักเสบของร่างกายต่อมะเร็ง โดยเฉพาะส่งผลต่อการทำงานของเซลล์เยื่อบุหลอดเลือด (endothelial dysfunction) ที่เป็นปัจจัยหลักของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และการรักษามะเร็งที่มีการปรับแต่งสารเจริญเติบโตของหลอดเลือด ยังสามารถส่งผลต่อพยาธิสภาพและการทำงานของหลอดเลือดทั่วตัว โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจที่ไวต่อการอักเสบ และมักมีปัจจัยเสี่ยงเรื่อง atherosclerosis อยู่แล้ว
การศึกษาเก็บข้อมูลย้อนหลัง 937 ราย ที่อายุมากกว่า 18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน และได้รับการฉีดสีตรวจหลอดเลือด ในช่วงปี 2008 – 2015 มีผู้ป่วย 9.5% ที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง และทำการติดตามเฉลี่ยที่ 45 เดือน พบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษามะเร็งดังกล่าว เกิดโรคหลอดเลือดซ้ำ 28.4% เทียบกับกลุ่มที่ไม่เป็นมะเร็ง คือ 22.2%
ซึ่งหากคิดความถี่ออกมาเป็นการเกิดโรคหลอดเลือดซ้ำต่อร้อยคนต่อปี พบว่า กลุ่มที่เป็นมะเร็งเกิดโรคหลอดเลือดมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และหากมาคำนวณโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดล่วงหน้า ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง พบว่า โอกาสความน่าจะเป็นสูงกว่ากลุ่มที่ไม่เป็นมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นตัวแปรอิสระเช่นเดียวกับปัจจัยเสี่ยงอิสระตัวอื่น ๆ ที่เคยทราบกันดี เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
แต่ยังมีข้อสังเกตเรื่องไม่มีการจำแนกชนิดของมะเร็งและจำแนกวิธีรักษา ที่แต่ละประเด็นอาจส่งผลต่อโรคหัวใจซึ่งเป็น confounder ของการศึกษานี้
แม้ว่าจะยังไม่สามารถใช้ปัจจัยการเกิดโรคมะเร็ง และการรักษามะเร็งมาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคหัวใจได้ ยังต้องอาศัยการศึกษาอีกมาก แต่สามารถกล่าวได้ว่าหากมีประวัติการป่วยเป็นโรคมะเร็ง หรือรักษา คงต้องเพิ่มความเอาใจใส่ในการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่เป็นมะเร็ง
เรียบเรียงโดย นพ. ชาคริต หริมพานิช
ข้อมูลจาก https://www.medscape.com/viewarticle/cancer-identified-new-cardiovascular-risk-factor-2024

