CIMjournal

อาจารย์ นพ. วุฒิเดช โอภาศเจริญสุข สาขาโรคไต


ช่วงโควิด 19 ผู้ป่วยบางส่วนถูกปฏิเสธ จากสถานพยาบาลหรือหน่วยฟอกเลือด ทำให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเสียชีวิตไป

นพ. วุฒิเดช โอภาศเจริญสุข
นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย


ก่อนเข้าคำถามหลัก ขอเริ่มด้วยคำถามตามสถานการณ์ จากการระบาดของโรคโควิด 19 สิ่งที่แพทย์โรคไตได้เรียนรู้ มีเรื่องใดบ้าง

ช่วงที่โควิด 19 ระบาดรุนแรง หมอโรคไตประสบปัญหาเยอะ โดยเฉพาะผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายที่ต้องออกจากบ้านเดินทางไปฟอกเลือดที่ศูนย์ฟอกเลือด สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ซี่งมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากการเดินทาง และผู้ป่วยเหล่านี้เวลาติดเชื้อจะมีความรุนแรงมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคไตหรือไม่มีโรค เช่น เชื้อลงปอดได้มากกว่า เกิดภาวะระบบหายใจล้มเหลวได้มากกว่า ทำให้มีความเสี่ยงที่ต้องนอน รพ. และมีความเสี่ยงอัตราการเสียชีวิตได้มากกว่า เลยเป็นปัญหาที่ต้องดูแล

สิ่งสำคัญทางทีมผู้รักษาก็ยังมีที่ไม่เข้าใจ กลัวว่าผู้ป่วยจะนำโรคมาติดบุคลากร และติดผู้ป่วยคนอื่นด้วย ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนถูกปฏิเสธ ไม่ได้รับการรักษาในสถานพยาบาลหรือหน่วยฟอกเลือดที่ตัวเองเคยฟอกอยู่เป็นประจำ แม้จะเป็นระยะสั้น ๆ ก็ตาม ทำให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเสียชีวิตไป ทั้งจากความรุนแรงของโควิด 19 และจากการไม่ได้รับการฟอกเลือดอย่างเพียงพอ  

CIM Nephro 1

สำหรับสิ่งที่เป็นปัญหาในช่วงนั้นมี 1) การจัดการโดยที่สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย  มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ที่ช่วยเหลือสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่ง จัดหาสถานที่ให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับการฟอกเลือดอย่างเพียงพอ พอที่จะประคองโรค ฟื้น หรือดีขึ้นและกลับไปฟอกเลือดที่ศูนย์ไตเทียมเดิมได้ 2) การจัดระบบให้ความรู้บุคลากร เพื่อให้เขามีความมั่นใจสามารถที่จะทำการฟอกเลือดให้กับผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่อาการไม่รุนแรง ที่ไม่จำเป็นต้องนอน รพ. อยู่ในไอซียู โดยจัดการ จัดเวลา จัดสถานที่ จัดอุปกรณ์ในการดูแล ไม่ใช่ว่าปฏิเสธผู้ป่วย ผู้ป่วยรักษาต่อเนื่องมานาน แล้วอยู่ ๆ ปฏิเสธเขา ก็เป็นปัญหาทั้งด้านเรื่องของมาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณวิชาชีพ ตลอดจนสิทธิผู้ป่วย

สำหรับอนาคตทุกคนจะต้องเตรียมตัวดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้เป็นปกติ จริง ๆ แล้วผู้ป่วยฟอกเลือดมีโอกาสติดเชื้ออื่น ๆ อยู่แล้ว ทุกวันนี้ผู้ป่วยฟอกเลือดมีติดเชื้อไวรัสบี ไวรัสซีอยู่แล้ว ก็ฟอกเลือดกันอยู่ได้  แต่ต้องป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังบุคลากรหรือผู้ป่วยอื่น ผู้ป่วยติดเชื้อโควิดก็ไม่ต่างกัน โดยทั่วไปศูนย์ที่รับฟอกเลือดก็มีวิธีการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้ออยู่แล้ว ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้น ก็เป็นเวลาที่จะได้ทบทวนการทำงานกัน


ในฐานะนายกสมาคมโรคไตฯ มีนโยบายหรือความตั้งใจในการทำงานด้านใดเป็นพิเศษ

ปัจจุบันผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ  เพราะประเทศเราไม่มีเทคโนโลยีในการดูแลผู้ป่วยเหล่านี้เอง จะต้องนำเข้าอุปกรณ์ เครื่องมือ น้ำยาต่าง ๆ  ไม่ว่าจะฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม  การล้างไตทางช่องท้อง แม้กระทั่งการปลูกถ่ายไตเอง ยาส่วนใหญ่เป็นยาที่ต้องนำเข้ามา

“บางคนอาจคิดว่าโรคไตวาย

เกิดจากโรคไต แต่จริง ๆ แล้ว

 เกิดจากการคุมเบาหวาน

การคุมความดันได้ไม่ดี”

สิ่งที่ต้องการจะเน้นก็คือ การป้องกันและการชะลอการเกิดภาวะไตวาย ทำอย่างไรที่เราจะลดการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ โดยเราจะเน้นผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเป็นสำคัญ บางคนอาจคิดว่าโรคไตวายเกิดจากโรคไต แต่จริง ๆ แล้วเกิดจากการคุมเบาหวาน คุมความดันได้ไม่ดี จนเกิดโรคเบาหวานลงไต โรคความดันลงไต สมาคมโรคไตฯ มีนโยบายที่จะผลักดันโดยพยายามที่จะให้ความรู้ที่ถูกต้อง คัดกรองโรคไตในผู้ป่วยกลุ่มนี้และให้การรักษาที่เหมาะสม ให้เขาควบคุมความดัน ควบคุมเบาหวานให้ดี ไม่ให้เขาเกิดโรคไต หรือถ้าเป็นก็เป็นโรคไตระยะแรก อย่าปล่อยให้ไตเสื่อมลงเรื่อย ๆ จนต้องล้างไต และพยายามให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาใหม่ ๆ ที่สามารถชะลอไตเสื่อมได้ดีกว่าเดิม รวมถึงการให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพตัวเองไม่ให้ไตเสื่อม โดยไม่พึ่งพาแพทย์อย่างเดียว และที่สำคัญไม่ไปพึ่งพาการแพทย์ทางเลือกด้วย ในทางปฏิบัติมีผู้ป่วยจำนวนมากไม่กินยา เพราะว่าได้รับข่าวสารผิด ๆ ทำให้ไปรับสมุนไพร หยุดยาแผนปัจจุบันที่หลาย ๆ ตัวมีข้อพิสูจน์แล้วว่าสามารถชะลอการเสื่อมของโรคได้ดี ขณะที่สมุนไพรบางครั้งมีผลต่อไต ทำให้โรคแย่ลง ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมารู้ตอนเป็นโรคไตวายระยะสุดท้าย ก็บอกว่ารู้แบบนี้คุมความดันคุมเบาหวานให้ดีตั้งแต่ตอนต้น เรื่องนี้จริง ๆ ก็บอกกันมานานแล้ว ส่วนใหญ่เราจะมาเจอโรคไตระยะกลาง ๆ เกือบจะระยะท้ายแล้ว การรักษาก็อาจไม่ได้ผลดี

ในการให้ความรู้นั้น ต้องให้ทั้งในระดับผู้ป่วย ครอบครัว สังคม ชุมชน โดยเป็นความรู้เพื่อให้ห่างไกลความเสี่ยง การระมัดระวังป้องกันไม่ให้ไปรับสารพิษ หรือสิ่งที่มีผลเสียต่อไต ความรู้เพื่อการควบคุมโรคให้ดีในผู้ป่วย และโดยส่วนตัวเชื่อว่า บุคลากรไม่ว่าจะเป็นแพทย์ บุคลากรอื่น ๆ ความรู้ในเรื่องโรคไตก็ยังไม่ได้มากพอ เราก็พยายามทำสื่อร่วมกับทางกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค และทางสมาคมโรคไต ฯ เอง ก็ร่วมกับองค์กรอื่น ๆ พยายามหาทางที่จะให้ความรู้ในรูปแบบที่แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์สามารถที่จะคัดกรองผู้ป่วย รักษาโรคไตเบื้องต้น รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดโรคไตได้

เรื่องของกองทุนสิทธิประโยชน์บางอย่าง บางกองทุนไม่ครอบคลุมการคัดกรองผู้ป่วยที่เริ่มมีโรคไตแล้ว หลาย ๆ แห่งมีปัญหาที่ว่าพอมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมา ทางหน่วยบริการก็ไม่ได้จัดการเรื่องนี้ เช่น การคัดกรองผู้ป่วยโรคไต ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เบาหวาน ความดัน ปัจจุบันยังทำได้ไม่ถึง 20% เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเติมขึ้นมากกว่าปกติ ก็ถือว่าเขาเป็นเบาหวาน แต่ไม่ได้เป็นโรคไต ในขณะที่ถ้าไปตรวจคัดกรอง ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น แต่พอผลวัดออกมาว่าเป็นโรคไตแล้ว เราก็จะให้การรักษาได้แต่เริ่มต้น โอกาสหายดีก็มีมากขึ้น

อีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญคือ การพัฒนาการรักษาผู้ป่วยไต ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการรักษาตามมาตรฐานที่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่ต้องฟอกเลือดเป็นประจำ ปกติเราจะทำการฟอกเลือดผู้ป่วยครั้งละ 4 ชั่วโมง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์  เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถขับของเสียที่มันคั่งในตัวผู้ป่วยออกมาได้ระดับหนึ่ง ผู้ป่วยบางคนต้องฟอกมากกว่านั้น แต่พบว่ามีหน่วยบริการบางหน่วย ยอมให้ผู้ป่วยล้างไตแค่ 3 ชม. – 3 ชม.ครึ่ง กองทุนจะบอกว่าถ้าฟอกเลือดต้องฟอกเลือดครบ 4 ชั่วโมง ยกเว้นคนไข้มีปัญหาทางสุขภาพกาย หรือชั่วคราวที่ว่าต้องรีบไป เพราะฟอก 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์มันมากอยู่แล้ว ปกติไตเราทำงานอยู่ 24 ชม. ขับของเสียตลอดเวลา แต่พอไตไม่ทำงานแล้วมาขับของเสียออกอาทิตย์ละ 2 วัน วันละ 4 ชม. คือ 8 ชม.ต่อสัปดาห์เป็นไปได้อย่างไร หรือการแทงเข็มเพื่อจะให้เลือดของผู้ป่วยออกมา บุคลากรที่ดูแลจะต้องเปลี่ยนถุงมือ ล้างมือทุกครั้ง บางคนก็ไม่เปลี่ยนถุงมือ แทงเข็มคนนี้แล้วก็ไปแทงเข็มอีกคนต่อ ก็ทำให้เขาไม่ได้รับการรักษาตามมาตรฐานที่เพียงพอ นั้นจะเป็นส่วนที่จะผลักดันมาตรฐานส่วนนี้

อีกโครงการเป็นการทำร่วมกับสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะฯ ในการที่จะทำให้ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายที่ไม่มีข้อห้ามในการปลูกถ่ายไต เข้าถึงการปลูกถ่ายไตได้มาก เพราะการปลูกถ่ายไตเขาก็ได้ไตใหม่ไป เหมือนได้ชีวิตใหม่ เขาไม่ต้องไปฟอกเลือดที่โรงพยาบาล 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ไม่ต้องมีสายคาตรงหน้าท้อง เขาก็ไปรับยากดภูมิ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปฏิเสธหรือสลัดของไตใหม่ ช่วงต้นอาจจะถี่หน่อย แต่หลังจากนั้นเมื่อเขาสามารถอยู่ระยะเกิน 6 เดือนขึ้นไปแล้ว เขาก็ไปตรวจ 2-3 เดือนครั้งเหมือนเบาหวาน ความดัน  เพราะฉะนั้นการเข้าถึงเป็นส่วนสำคัญ ในอดีตคนไข้ต้องฟอกเลือด และล้างไตทางช่องท้อง หรือจะไปขึ้นทะเบียนการปลูกถ่ายไตได้ ปัจจุบันมีวิธีการหนึ่งที่สามารถจะทำการปลูกถ่ายไต ตอนที่ไตเสื่อมเยอะระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นฟอกเลือด ก็สามารถปลูกถ่ายไตได้เลย เป็นอีกแนวทางหนึ่งทางสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทยกับสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมสนับสนุนในส่วนนี้ด้วย ทางศูนย์ที่ฟอกเลือดหรือศูนย์ที่รับดูแลคนไข้อยู่ ให้ความรู้คนไข้ในกลุ่มนี้ด้วย เราก็ต้องให้ความรู้กับแพทย์โรคไตและแพทย์ทั่วไปว่าตอนนี้สามารถทำได้แล้วนะ สนับสนุนตรงนี้แล้ว ก็ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงตรงนี้ได้

CIM Nephro 1


ในมุมมองของอาจารย์ การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตในบ้านเรา เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นอย่างไร

เริ่มจาก เครื่องมือเทคโนโลยีต่าง ๆ ของเราไม่ได้ด้อย อาจารย์แพทย์เราไปเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ  จากต่างประเทศ ไปเรียนทำวิจัย และกลับมานำเทคโนโลยีเหล่านั้นเข้ามารักษาในประเทศไทย หลาย ๆ เรื่องมีการนำไปใช้ทั่วประเทศ เพียงแต่บางอย่างจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า และทำให้ความสำคัญหรือการเข้าถึงยังไม่เท่าเทียมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีที่ดีหรือใหม่กว่า จะต้องดีกว่าเสมอไป เพราะว่าผู้ป่วยบางกลุ่มเท่านั้นที่มีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ ขณะที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถใช้เทคโนโลยีปัจจุบันที่มีอยู่ในการดูแลประคับประคองให้เขาอยู่ได้ หรือการล้างไตทางช่องท้องก็มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา ซึ่งจริง ๆ แล้วกองทุนก็สนับสนุนการใช้เครื่องมือช่วยในการล้างไตทางช่องท้อง ผู้ป่วยส่วนหนึ่งก็เข้าถึงแล้ว นอกจากจะมีผู้ป่วยบางส่วนเข้าไม่ถึง ก็มีกองทุนร่วมสนับสนุนนี้อยู่

“ไม่ได้หมายความว่า

เทคโนโลยีที่ใหม่กว่า

จะต้องดีกว่าเสมอ

เพราะผู้ป่วยบางกลุ่มเท่านั้น

ที่มีความจำเป็น

ต้องใช้เทคโนโลยีนั้น”

เรื่องยาต่าง ๆ ก็อาจเป็นปัญหาอยู่บ้าง เพราะว่ามียาใหม่ ๆ เข้ามา มีองค์ความรู้ใหม่ ๆ เข้ามา เราก็ยังติดเรื่องยาใหม่ซึ่งมีราคาแพง ยายังไม่ได้เข้าอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ การเบิกจ่ายในแต่ละสิทธิหรือกองทุน มีความไม่เท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นยาใหม่ ๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เราคิดว่ามีประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยเราก็พยายามผลักดัน ให้ยาเข้าไปอยู่ในสิทธิประโยชน์ในการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงมากขึ้น

ทั้งเทคโนโลยีและยาที่เกี่ยวกับโรคไต ปัจจุบันเรายังพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีการพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ ออกมา เช่น เครื่องฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ก็มีสถาบันการศึกษาวิจัยและพยายามจะทำ แต่ต้นทุนถ้าทำในประเทศไทยมันสูง และไม่มีใครลงทุน ก็เป็นรีพอร์ตเทคโนโลยี เพราะว่ามีคนวิจัย มีคนทำต้นแบบ แต่ว่าไม่มีภาคธุรกิจหรือภาคอุตสาหกรรมลงทุนทำกันต่อ คือ กลุ่มผู้ป่วยในประเทศที่ต้องใช้มีน้อย ผลิตไปก็ไม่คุ้ม ถ้าจะให้คุ้มต้องผลิตเพื่อไปแข่งกับประเทศใหญ่ อย่างจีนซึ่งปัจจุบันผลิตเครื่องมือให้กับยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ในอนาคตหากภาครัฐสนับสนุนเรื่องนี้มากขึ้น ก็อาจมีการพัฒนาหลาย ๆ อย่างขึ้นมา เพื่อที่จะทำให้เกิดความคุ้มค่าที่จะใช้เทคโนโลยีที่ทำในประเทศไทย


สิ่งที่แพทย์ทั่วไป สามารถช่วยผู้ป่วยโรคไตได้ มีอะไรได้บ้าง

แพทย์ทั่วไปควรรู้ว่า เราจะคัดกรองผู้ป่วยโรคไตอย่างไร ถ้าพบว่ามีผู้ป่วยโรคไต หรือผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ป่วยความดันที่คุมโรคได้ไม่ดี โดยองค์ความรู้หรือยาที่ รพ. ไม่มีแล้ว ก็ส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญในระดับสูง ๆ ขึ้นไป ซึ่งสามารถที่จะไปรักษาผู้ป่วยและป้องกันไม่ให้เป็นโรคไตได้ แต่ว่าการเข้าถึงคงจะลำบากนิดหนึ่ง เนื่องจากว่ามา รพ.ต้องเสียเงิน ถ้าไปรพ.ใกล้บ้าน หรือรพ.สต.ไม่ต้องเสียเงิน  เดินทางนิดเดียว พอเขาจะเข้าไปรพ.อำเภอใหญ่ หรือรพ.จังหวัด ก็มีค่าใช้จ่าย ค่าเดินทางแพงเสียยิ่งกว่าค่ารักษาเสียอีก

ปัญหาที่กล่าวมา ไม่ได้เกิดเฉพาะโรคไตแต่เกิดกับโรคซับซ้อนอื่น ๆ ด้วยซึ่งก็ไม่ง่ายนักสำหรับแพทย์ทั่วไปในการจัดการ แต่เราก็ยังให้ความรู้ พยายามสร้างสื่อเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนที่จะฟอกเลือด การสร้างสื่อเมื่อก่อนเรามีมาตรฐานเป็นเล่ม ๆ ออกมา เชื่อว่าคนที่จะหาไปอ่านไม่ได้เยอะหรอก ปีหน้าเราจะแจกฟรีทำเป็นเว็บไซต์อินโฟกราฟิคให้แพทย์บุคลากรการแพทย์เข้าถึงได้ง่าย เป็นรูปแบบของการสอน โดยแต่ละหัวข้อใช้เวลา 10 – 15 นาที เป็นความรู้ที่จำเป็นในการดูแลรักษา นอกจากนี้จะมีการทำความรู้ของผู้ป่วยให้เข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อาจจะเผยแพร่ไปทาง รพ. หรือเผยแพร่ไปทางเว็บไซต์ หรือว่าทางสื่อโซเชียลของสมาคมโรคไตฯ เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้อง


สิ่งที่อยากให้มีการปรับปรุงเพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตในอนาคตที่ดีขึ้น

สร้างความรู้ความตระหนักต่อผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน เกี่ยวกับการป้องกันและการรักษาโรคเบาหวาน โรคความดันและนิ่วในไต ที่มีในบางภูมิภาคเป็นพิเศษ ถ้าเขาเป็นโรคเหล่านี้ต้องรักษาโรคให้ดี พยายามหลีกเลี่ยงไม่ไปรับประทานอาหาร อาหารเสริม สมุนไพรที่มีผลเสียต่อไต รวมทั้งยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดต่าง ๆ ที่มีผลเสียต่อไต สมุนไพรที่เราไม่ทราบ ว่าเป็นสมุนไพรนั้นเป็นสมุนไพรแท้หรือสมุนไพรเทียมที่เอามาขายกันทั่วไป ที่เดินขายตามบ้านหรือคนรู้จักเอามาให้ หรือว่าซื้อตามเว็บไซต์  ตามโซเชียลมีเดีย ไม่รู้ว่าสมุนไพรเหล่านี้มีจริงหรือเปล่าที่บางตัวควบคุมอาการรักษาโรคได้ ที่เขาขายของแท้ ของเทียม  หรือผสมอะไรต่าง ๆ ตอนแรกมีความรู้สึกดี พอผ่านไปกินไปเรื่อย ๆ 3 เดือนไตวายไปแล้ว บางคนตับวาย

เรื่องของความรู้บุคลากร ต้องสร้างองค์ความรู้ หาทางเผยแพร่องค์ความรู้เหล่านี้ร่วมกับทางภาคีเครือข่าย เช่น กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรคในการที่จะให้เขาสามารถมีองค์ความรู้ที่จะดูแลผู้ป่วยในระยะต้นได้ ว่าจะส่งเมื่อไร เมื่อไรเริ่มที่จะต้องคัดกรองภาวะแทรกซ้อนโรคไต เพื่อให้เขาดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้เขาเข้าสู่ระยะท้ายได้ช้าลง ค่ารักษา ค่าใช้จ่ายจากตัวโรคเอง ทั้งภาวะแทรกซ้อน รวมทั้งการฟอกเลือด ล้างไต ปลูกถ่ายไต ค่าใช้จ่ายสูง คุณภาพชีวิตเขาจะดีขึ้น ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ระยะสุดท้ายที่บอกว่าไตวายก็ตายไว

มีแนวทางการให้ความรู้ในการรักษาแบบประคับประคอง บางคนมารู้อีกทีตอนที่เป็นมาก ๆ แล้ว บางคนปฏิเสธตัวเองมาตลอดว่าไม่ทำ พอแย่มาก ๆ แล้ว คนเหล่านี้ไปฟอกเลือดล้างไต เพียงแค่ 1-2 เดือนก็เสียชีวิต แต่ถ้าเราสามารถให้ความรู้ในการรักษาแบบประคับประคองทั้งทีมแพทย์ผู้รักษา ญาติผู้ป่วยที่ดูแลที่บ้าน เขาอาจจะไม่ต้องไปฟอกเลือด หรือเสียชีวิตไปอย่างไม่ทุกข์ทรมาน การรักษาประคับประคองผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายมีมาระดับหนี่งแล้ว เช่น ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ผู้ป่วยโรคตับ โรคหัวใจวายระยะสุดท้าย ซึ่งโรคเหล่านั้นเป็นโรคที่การรักษาเป็นแบบประคับประคอง จนกว่าเขาจะไปปลูกถ่ายหัวใจ ปลูกถ่ายตับ ซึ่งนั้นก็ยากกกว่าไตอีก  การเข้าถึงน้อยกว่า

คนไข้ของผมอายุมาก ๆ เขาเลือกที่จะรักษาประคับประคองแล้วเขาจากไปอย่างสงบ ถ้าเราแนะนำดี ทั้งกับผู้ป่วย ญาติและผู้ดูแล เขาก็เลือกที่จะไปสงบไม่ทรมานไม่เป็นภาระกับคนอื่นด้วย ยกตัวอย่างเช่น  ผู้ป่วยอายุเยอะ ก่อนเขาจะไตวายระยะสุดท้าย เขาก็พอช่วยเหลือตัวเอง ทำกิจวัตรตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ ก็อาจไม่มีญาติดูแลอยู่ที่บ้าน  พอเขาไตวายไปฟอกเลือดที่โรงพยาบาล ที่ศูนย์ไตเทียม สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ญาติก็ต้องมารับมาส่ง บางคนอาจจะต้องมาดูแลมาเฝ้าอยู่ที่บ้าน ญาติจะดูแล  แม้แต่การล้างไตทางช่องท้องก็ต้องดูแลความสะอาดป้องกันการติดเชื้อ นอกจากพื้นที่ในบ้านที่สามารถจะเปลี่ยนน้ำยาเองได้ บางคนก็อาจจะดูแลตัวเองไม่ได้ บางคนมีภาวะอื่น ๆ เช่น เป็นโรคสมองเสื่อมด้วย ก็ทำให้ญาติต้องดูแล เขาก็มีปัญหาผลกระทบอื่น ๆ ตามมาอีก ดังนั้นการดูแลประคับประคองก็ทำให้ลดผลกระทบต่าง ๆ เหล่านี้กับผู้อื่นด้วยสำหรับผู้ป่วยอาจจะไม่รู้เรื่องแล้ว แต่เราต้องเอาเขาไปฟอก เราสนับสนุนการรักษาแบบประคับประคอง

CIM Nephro 1


แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาโรคไต

ผมสอบเข้าเป็นนิสิตแพทย์ได้ที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย (ม. 5) โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ตอนสอบเอนทรานซ์ เลือกแพทย์ 5 อันดับ ที่เลือกเรียนแพทย์เพราะคิดว่า เป็นอาชีพที่อิสระ ไม่ต้องพึ่งพาใคร สามารถเป็นเจ้านาย ตัวเองได้ ขณะที่เรียนแพทย์ รู้สึกสนใจ สาขาอายุรศาสตร์โรคไต ตั้งแต่อยู่ชั้นปี 4 – 5 ได้เรียนบรรยายและ round ward กับ ศ. กิตติคุณ นพ. วิศิษฏ์ สิตปรีชา ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางด้านโรคไตระดับนานาชาติ พอใกล้จะเรียนจบแพทย์มีอาจารย์แนะนำว่า น่าจะเรียนต่ออายุรศาสตร์ ในระหว่างการใช้ทุนไปเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา ผมเลยไปสมัครใช้ทุนที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ 4 ปี ซึ่งนับเป็นโอกาสดีมาก ที่ อ. หมอวิศิษฏ์ ไปสอนพิเศษที่คณะแพทยศาสตร์ เชียงใหม่ต่อเนื่องทุกปี ยิ่งทำให้ผมแน่วแน่ ตัดสินใจว่าจะเป็นอายุรแพทย์โรคไต เหตุที่ชอบตั้งแต่เป็นนิสิตแพทย์ ส่วนหนึ่งเพราะโรคไตมันมีกลไกหรือพยาธิสรีรวิทยาที่ซับซ้อน ถ้าเราได้อ่าน ได้ศึกษาอย่างจริงจัง แล้วมาดูแลคนไข้จะเห็นว่ามันไม่ยากเกินไป และโดยส่วนตัวเป็นคนชอบกลไกที่มีการเชื่อมโยงกันในหลายๆ ระบบอยู่แล้ว

หลังจากจบอายุรศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เรียนต่อเป็น fellow อีก 1 ปี ในช่วงนั้น อ.หมอวิศิษฏ์ ก็ช่วยติดต่อให้ไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ University of Washington เมือง Seattle สาขา glomerular disease ผมได้ไปงานทำวิจัยเกี่ยวกับ glomerular disease กับ Professor William G. Couser และ Professor Richard J. Johnson ซึ่งทั้ง 2 ท่านเป็นปรมาจารย์ทางด้าน glomerular disease อยู่ 2 ปี หลังจากนั้นไปทำวิจัยทางด้าน Immunology อีก 1 ปีที่ Harvard Medical School เมือง Boston อยู่ที่อเมริกา 3 ปี ก็กลับมาปฏิบัติงานเป็นอาจารย์ที่ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนถึงปัจจุบัน


สิ่งที่รู้สึกภูมิใจมากที่สุด

ความภูมิใจแรก คือ การได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศจากสมาคมโรคไตนานาชาติหรือ International Society of Nephrology (ISN) (ขณะที่ไปศึกษาในช่วงแรกนั้น ยังไม่ได้รับทุนจาก คณะฯ) โดยที่ อ.หมอวิศิษฏ์ ร่วมกับ Professor William G. Couser จาก University of Washington รับรองว่าผมจะศึกษาต่อเป็น research fellow และจะกลับมาพัฒนางานวิชาการในประเทศไทย ทำให้ได้รับทุน ISN Fellowship Training Award ซึ่งเป็นคนไทยคนที่สองที่ได้รับทุนนี้ แต่เป็นคนแรกที่กลับมาทำงานที่ประเทศไทย ในระหว่างที่ศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง ทางด้าน glomerular disease นั้น ได้มีการนำเสนอผลงานวิจัยที่การประชุมวิชาการทางด้านโรคไตหลายงาน และมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ เช่น Nature Medicine และ Kidney International เมื่อกลับมาทำงานในประเทศไทยแล้วยังได้มีโอกาสนำผลงานวิจัยของตัวเองไปประกวดในฐานะที่เคยเป็น ISN Fellow ที่งานประชุม World Congress of Nephrology (ปี พ.ศ. 2546 ที่กรุงเบอร์ลิน สหพันธรัฐเยอรมัน) และได้รับรางวัลที่สอง นับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่ตัวเองทำที่เมืองไทยด้วย

ความภูมิใจที่สอง คือการที่ได้มาช่วยงานสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยมากว่า 20 ปี โดยสมาคมไม่ได้เน้นแต่งานวิชาการและการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น และปัจจุบันได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกสมาคมฯ ช่วง 5-6 ปีมานี้ สมาคมฯ มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับนโยบายการดูแลผู้ป่วยโรคไตระดับประเทศ โดยเป็นส่วนเชื่อมโยงระหว่างนักวิชาการ กับผู้ปฏิบัติงานจากกระทรวงสาธารณสุขและกองทุนต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นกำลังสำคัญของคณะอนุกรรมการตรวจรับรองมาตรฐานการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (ตรต.) ของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งทั้งผลักดันให้มีการปรับปรุงมาตรฐาน ตรต. เพื่อยกระดับคุณภาพหน่วยไตเทียมที่มีอยู่กว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ และยังเดินทางไปตรวจประเมินหน่วยไตเทียมที่อยู่ห่างไกล เดินทางยากลำบากอีกด้วย

ความภูมิใจที่สาม ผมมีส่วนช่วยสนับสนุนหมอโรคไตหลายคนทั้งที่เป็นลูกศิษย์และไม่ได้เป็นลูกศิษย์โดยตรงให้ได้รับทุน ISN Fellowship Training Award ไปเรียนต่างประเทศ ในการติดต่อที่เรียน เขียนจดหมาย recommendation ในเรื่องสถานที่เรียนและการขอรับทุน หลังจากนั้นผมยังเป็นกรรมการ Oceania & South East Asia Regional Committee ของ ISN ซึ่งคอยนำส่งข้อมูลข่าวสาร และให้การสนับสนุนเรื่องของการขอทุนไปเรียนศึกษาต่อทางโรคไต

สุดท้ายคือการได้ทำงานเป็นอาจารย์ สอนที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สามารถที่จะสอนลูกศิษย์ทั้งอายุรแพทย์ทั่วไปหรืออายุรแพทย์โรคไต ซึ่งเราสามารถมีส่วนที่ทำให้เขาเป็นอายุรแพทย์ที่ดี และอายุรแพทย์โรคไตที่ดีได้ และมีการติดต่อกันเสมอ ติดตามสารทุกข์สุขดิบ ลูกศิษย์ก็ยังมาเยี่ยมเยียน มาหา และปรึกษาอยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่เป็นบทบาทสำคัญของการที่เป็นอาจารย์

CIM Nephro 1


ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ

ปัจจัยแรก ความเข้าใจในหน้าที่ของผู้ที่ทำงานร่วมกัน อย่างถ้าจะทำงานร่วมกันกับคนอื่นหรือหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่แพทย์ เช่น สมาคมวิชาชีพอื่นกองทุนต่าง ๆ และผู้ป่วยโรคไต เราต้องพยายามเข้าใจ และศึกษาก่อนว่าแต่ละคน แต่ละกองทุนมีบทบาทอย่างไร มีความสำคัญมีหน้าที่อย่างไร แล้วเราต้องดูว่า ลักษณะการทำงาน การปฏิสัมพันธ์ควรจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความต้องการของผู้ป่วยโรคไต ที่ได้รับความทุกข์ ความทรมานจากความเจ็บป่วยและการต้องเดินทางเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ห่างไกล ต้องเข้าใจความต้องการของทุกคนก่อน ไม่ใช่ว่าเราจะยืนตามแบบของเรา

“การประสาน 10 ทิศ

พยายามทำอย่างไร ที่จะให้ทุกคนวิน ๆ

แม้ว่าบางอย่างจะต้องถอยคนละก้าว

เพื่อที่จะให้ผลลัพธ์ออกมาดี”

ปัจจัยที่สอง การประสาน 10 ทิศ พยายามทำอย่างไรที่จะให้ทุกคนวิน ๆ แม้ว่าบางอย่างจะต้องถอยคนละก้าว เพื่อที่จะให้ผลลัพธ์ออกมาดี อย่างงานกรรมการสมาคมฯ และอายุรแพทย์โรคไต ผมเห็นว่าทุกคนมีจุดมุ่งหมายสำคัญร่วมกัน แต่อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่เราต้องการที่จะทำงานร่วมกัน อยากให้ทุกอย่างราบรื่น มีประสานสัมพันธ์กันที่ดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนโยบาย ฝ่ายบังคับบัญชา ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ที่ร่วมงานกับเรา ประสบการณ์ส่วนตัวอีกเรื่องของการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล ตอนที่เป็นผู้บริหารของโรงพยาบาล เราไม่สามารถที่จะสั่งแพทย์ให้ทำหรือไม่ทำอะไรได้ แต่เราต้องใช้ยุทธวิธีชี้ให้เขาเห็นถึงข้อดีของการทำงานคุณภาพ เราต้องดูว่าอะไรคือข้อจำกัดของเขา อะไรรับได้เราก็ต้องยอมรับ และเชื่อว่าทุกคนตั้งใจทำงาน แต่บางครั้งในลักษณะงานที่เขาทำอยู่ อาจต้องมีความเหลื่อมล้ำในเรื่องบทบาทหน้าที่กันบ้าง ซึ่งเราต้องช่วยประสานงานตรงนี้

ปัจจัยที่สาม การทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย ผมสามารถทำสิ่งที่มันยุ่งยาก ซับซ้อนให้คนอื่นเข้าใจง่าย โดยที่เนื้อหาสำคัญไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพียงแต่เราต้องเปลี่ยนวิธีการนำเสนอ เช่น การสอน การบรรยาย หรือว่าการเป็นที่ปรึกษา อย่างไรให้เขาเข้าใจ นี้คือคุณสมบัติพิเศษในตัวของผม แต่ผมเองก็ต้องศึกษาและมีความเข้าใจเรื่องนั้นให้ถ่องแท้เสียก่อน

อีกปัจจัย ถ้าตั้งใจทำอะไรแล้วต้องมุ่งมั่นทำให้สำเร็จ ต้องบริหารจัดการเวลาจัดลำดับงานก่อนหลัง ตั้งแต่เป็นเลขาธิการ จนมารับหน้าที่นายกสมาคมฯ มีเรื่องเข้ามาให้พิจารณามากมาย งานวิชาการก็ยังต้องทำอยู่ การเรียนการสอนก็ทำอยู่ งานวิจัยก็ยังมีอยู่เรื่องส่วนตัวและครอบครัวก็ยังมี เราก็ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ได้


กว่าจะถึงวันที่ประสบความสำเร็จเจออุปสรรคอะไรบ้าง แล้วเอาชนะอย่างไร

งานทุกงานมีอุปสรรคอยู่แล้ว ซึ่งทุกคนก็ต้องแก้ปัญหากันไป สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องคิดที่มาที่ไปของปัญหา เหตุปัจจัยของปัญหา และมาคิดว่าเรามีหนทางแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้างด้วยตัวเอง ด้วยผู้สนับสนุน ถ้ากับงานใหญ่ ๆ ก็จะต้องมีผู้สนับสนุน ผู้ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเราก็จะต้องดูว่าปัญหานี้เกี่ยวกับเรื่องไหน และมีท่านไหน องค์กร คณะกรรมการ คณะทำงานที่มีความรู้ความสามารถหรือมีศักยภาพที่ช่วยแก้ปัญหาได้ เราก็พยายามที่จะประสานไปตรงนั้น

อย่าง 100% ที่ต้องแก้ปัญหา คิดว่าเราจะคิดเองทำเองได้สัก 70% ส่วนอีก 30% ก็ต้องขอความคิดเห็นจากคนอื่น เพราะเรามีประสบการณ์จำกัด คงจะต้องปรึกษาผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าในหลาย ๆ เรื่อง หรือบางเรื่องมีทางเลือกอยู่ 2 – 3 ทางซึ่งเราไม่แน่ใจ ก็ปรึกษาผู้ที่มีประสบการณ์ในแต่ละเรื่อง บางครั้งได้ทางออกทางใดทางหนึ่งมา แต่บางครั้งได้ทางออกแบบผสมผสาน คือ A+B หรือ B+C แทนที่จะเป็น A อย่างเดียวหรือ B อย่างเดียว แต่ว่าเราต้องคิดก่อน คิดว่าทางเลือกหรือทางออกจะเป็นอะไรได้บ้างจากประสบการณ์เรา ผู้มีประสบการณ์มากกว่าจะคิดทางออกหรือว่าหาทางปรับแต่ง คิดในการที่จะช่วยให้มีทางออกได้มากกว่าที่เราคิด หลักตรงนี้ก็นำมาปรับใช้กับทุกเรื่อง


ถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้บางเรื่อง อยากกลับไปทำเรื่องใดมากที่สุด

ไม่เคยคิดจะย้อนกลับไปแก้ เพราะถ้าเจอปัญหาขึ้นมา เราก็จะได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่ผิดพลาดไป เราจะใช้เป็นบทเรียนหาแนวทางป้องกันไม่ทำให้เกิดปัญหานี้ อีกในอนาคต หรือทำอย่างไรให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด ถ้ามันจำเป็นต้องเกิด มันก็ต้องเกิด

CIM Nephro 1


ใครคือบุคคลที่เป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน

ท่านแรก ศ. กิตติคุณ นพ. วิศิษฏ์ สิตปรีชา ท่านเป็นผู้ที่ทำให้ผมมีความรักในเรื่องของโรคไต เป็นต้นแบบในเรื่องของด้านวิชาการ ในด้านบริหารและในด้านการดำเนินชีวิต ทุกวันนี้ผมยังมีโอกาสไปพบท่านอยู่สม่ำเสมอ ท่านยังขึ้นไปบรรยายที่เชียงใหม่ต่อเนื่องมานานกว่า 40 ปีแล้ว ก็มีโอกาสได้ดูแลท่านที่เชียงใหม่ ท่านก็มีเรื่องมาเล่าให้ฟังมาคุยกัน บางทีเราก็มีเรื่องปรึกษาเรื่องของการทำงานตลอดเวลา

ท่านที่สอง ศ. คลินิก พญ. บุญสม ชัยมงคล ท่านเป็นอาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์เป็นเหมือนอาจารย์แม่ของอายุรศาสตร์ เชียงใหม่ ซึ่งท่านเป็นต้นแบบของการเป็นครูและเป็นแพทย์ที่ดี เป็นครูของการสอนในทุกวิชาชีพ ตอนนี้ท่านอายุ 81 ปี แล้วยังมาสอนหนังสืออยู่ เป็นต้นแบบของแพทย์ที่ดี ในการรักษาคนไข้ มีความเมตตากรุณา เอื้ออาทรต่อผู้ป่วยและลูกศิษย์ต่อเนื่องเสมอมา เป็นที่รักของศิษย์เก่าอายุรศาสตร์ เชียงใหม่

ท่านที่สาม พระพรหมคุณาภรณ์ (ท่านประยุทธ์ ปัจจุบันเป็น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์) ผมมีความศรัทธาท่านมาก เพราะท่านถือว่าเป็นปราชญ์ของพุทธศาสนาที่สำคัญในปัจจุบัน ท่านถ่ายทอดหลักของพุทธศาสนาให้กับคนทั่วไป ให้ฟังดูไม่ใช่เรื่องยาก ท่านสามารถที่จะนำหลักพุทธศาสนามาประยุกต์ กับหลักของการแพทย์ที่จะถ่ายทอดเข้าใจได้ง่าย เช่น เรื่องของการบริจาคอวัยวะ เป็นการสร้างบุญสร้างกุศล เป็นต้น มีคำสอนหลาย ๆ อย่างที่ผมประทับใจ และได้นำมาถ่ายทอดสอนนักศึกษาแพทย์


คติหรือหลักการที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต

หนึ่ง “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” ตั้งใจ มุ่งมั่น อย่าย่อท้อ อย่าไปพะวงกับสิ่งที่มันเกิดมาในอดีต เป็นแค่บทเรียนให้เราไปปรับปรุง แก้ไข สอง ให้แยกแยะลำดับความสำคัญ มีหลายอย่างที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของเราทุก ๆ วัน เราต้องจัดเรียงลำดับความสำคัญว่าอยู่ในระดับไหน ความสำคัญเร่งด่วนต้องทำเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาพัวพันตามมา ต้องจัดเรียงลำดับ และทำให้ถูก


มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางในอนาคตเป็นอย่างไร

การแพทย์เมืองไทยตอนนี้ มีปัจจัยภายนอกที่มากระทบหลายอย่าง ยกตัวอย่างง่าย ๆ คือ เรื่องของสื่อโซเชี่ยล ซึ่งหลายครั้งเราจะเจอคนไข้ที่ไปอ่านสื่อโซเชียล แล้วไปซื้อผลิตภัณฑ์เป็นยาสมุนไพร ยาบำรุงอวัยวะโน้นอวัยวะนี้ หรือว่าไปทำการรักษาประหลาด ๆ เช่น สเต็มเซลล์ ที่ไม่มีหลักฐานถึงประโยชน์ทางการแพทย์ที่แน่นอน แล้วก็เกิดปัญหาตามมาไม่ว่าในประเทศไทยหรือต่างประเทศนี่เป็นเรื่องที่สำคัญ เราเองต้องรอบรู้ข้อมูลเพื่อตอบคนไข้ให้ได้ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น มีประโยชน์จริงหรือมีโทษมากกว่า

เรื่องที่สอง ปัจจัยที่มีเรื่องของธุรกิจเข้ามามีส่วนเหนี่ยวนำหรือชักนำให้บางครั้งแพทย์รุ่นใหม่ ๆ หรือบุคลากรทางการแพทย์ไขว้เขว ไปในเรื่องของเชิงแพทย์พาณิชย์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเสริมความงามหรือว่าสิ่งที่เป็นผลกระทบกับโรคไต เช่น การที่เอกชนให้การรักษาที่ไม่มีการพิสูจน์ว่ามีประโยชน์

สิ่งที่สำคัญคือ การเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ อาจารย์แพทย์ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีว่า เราคงจะไม่มี 2 มาตรฐาน เรารักษาคนไข้ในโรงเรียนแพทย์อย่างไร เราไปรักษาคนข้างนอกต้องรักษามาตรฐานเดียวกัน ไม่เช่นนั้นอยู่มา วันหนึ่งมีคนไข้มาบอกว่าเรารักษาข้างนอกอย่างนี้ แต่พอมารักษาข้างในเป็นอย่างนี้ไม่เหมือนกัน เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราก็ต้องสอนในเรื่องนี้

CIM Nephro 1


ข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ว่าจะสำเร็จต้องทำอย่างไร

สำหรับแพทย์ทั่วไป ต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจว่าเราอยากจะเป็น อยากจะทำอะไร ใครที่อยากจะเป็นอาจารย์แพทย์อยากสอน อยากทำวิจัย ก็ต้องพยายามที่จะเดินอยู่ตรงนั้นให้ได้มากที่สุด ใครที่อยากจะทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยในชุมชน มีความสุขตรงนั้นก็ทำงานไป ใครสนใจเรื่องการบริหารจัดการระบบสาธารณสุข เพื่อปรับปรุงแก้ไขระบบที่เป็นปัญหาอยู่ต้องไปศึกษาระบบก่อน และค้นคว้าว่าปัญหาคืออะไร และวิเคราะห์หาแนวทางบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหา เมื่อเข้ามาเป็นผู้บริหารแล้วไม่ใช่ผู้บริหารที่ตักตวงผลประโยชน์ ต้องเป็นผู้บริหารที่เข้ามาช่วยจัดการปัญหาได้จริง ถ้าคุณตั้งใจอะไรก็พยายามหาแนวทางให้เจอ

ผมตั้งใจจะเป็นอายุรแพทย์โรคไต ตั้งใจจะเป็นอาจารย์ ก็ได้เป็นอายุรแพทย์โรคไต และเป็นอาจารย์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ตัวเองตั้งใจไว้ หลายท่านที่เป็นต้นแบบ ท่านก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นว่า แต่ละท่านประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ครูบาอาจารย์ หรือนักปราชญ์ ก็เป็นต้นแบบในแต่ละด้านของท่านได้ แพทย์ทุกท่านเมื่อจะจบไปจะต้องดูว่า เขาสนใจอะไร ตั้งใจอะไรไว้ ทุกคนมีทางเลือก ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไร เมื่อจบเป็นแพทย์แล้ว ก็ลองไปทำงาน หลายคนยังไม่รู้ว่าชอบทางไหน เรียนจบ 6 ปีแล้วก็ลองไปรักษาคนไข้ ดูว่าเราชอบไหม ชอบสาขาไหน บางคนไม่อยากจะเจอคนไข้โดยตรง แต่ยังคงอยู่ในวิชาชีพแพทย์อาจจะไปเรียนต่อทางเอกซเรย์ก็ได้ หรือเป็นพยาธิแพทย์ หรือไปเป็นทีมสนับสนุนพยาธิวิทยาคลินิกดูทางด้านแล็บ หรือว่าไปเป็นนิติแพทย์ ดูแลทางด้านผู้ป่วยคดี อันนี้แล้วแต่จะชอบหรือไม่ บางครั้งเรียนแพทย์จนจบ 6 ปีแล้ว ยังไม่รู้หรอก

สำหรับแพทย์สาขาโรคไต ทุกคนควรยึดมั่นในหลักวิชาการและมีความพอเพียง อายุรแพทย์โรคไตต้องดูแลคนไข้ตั้งแต่ระยะต้น ๆ ให้ดีที่สุด ไม่ใช่จะเน้นดูแต่ระยะสุดท้าย ซึ่งอาจจะมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวผมเองให้ความสนใจดูคนไข้โรคไตระยะสุดท้ายไม่มาก เพราะว่าหมอโรคไตคนไหนก็ดูได้ เพราะเขาเรียนมาอย่างนั้นอยู่แล้ว ผมชอบดูคนไข้ตั้งแต่ระยะต้น ๆ พยายามทำอย่างไรจะป้องกันไม่ให้ถึงโรคไตระยะสุดท้ายได้ นี่ถือว่าเป็นความท้าทายของเราที่สุด ฝากให้อายุรแพทย์โรคไตว่า ทำอย่างไรที่ตัวเองใช้วิชาความรู้ ในการป้องกันไม่ให้เกิดไตวายระยะสุดท้ายให้ดีที่สุด และให้เห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ    

 

 

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก