CIMjournal
CIM Endo 2

อาจารย์ พญ. อภิรดี ศรีวิจิตรกมล สาขาต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม

“ตัวเองเป็นคนทำงานเร็ว พอมีงานมากองตรงหน้า จะทำให้เสร็จไปในวันนี้ เวลาที่เหลือเราก็จะได้ทำอย่างอื่นด้วย”

รศ. พญ. อภิรดี ศรีวิจิตรกมล
สาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม. ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้ช่วยฝ่ายปฏิคม สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย

 

แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาต่อมไร้ท่อ

เรียนจบมัธยมที่โรงเรียนบดินทร์เดชา สาเหตุที่เลือกเรียนแพทย์ ตอนนั้นเห็นคนที่เรียนเก่งจะเลือกเรียนแพทย์กัน ตอนเอนทรานซ์ก็สอบได้ที่คณะแพทย์ศิริราช ซึ่งเลือกไว้เป็นอันดับ 1 ซึ่งปัจจุบันก็คิดว่าเลือกถูกแล้วที่เป็นแพทย์ เพราะเป็นวิชาชีพที่รู้สึกว่าเราได้ทำอะไรอย่างที่เราอยากทำและเป็นการทำเพื่อคนอื่นด้วย

ตอนเรียนแพทย์ประทับใจช่วงเรียนปี 4 ขึ้นมา เพราะเป็นการเรียนคลินิกได้พูดคุยกับผู้ป่วย ทำให้มีความสนุก  และรู้สึกว่ายิ่งเราคุยกับผู้ป่วยก็เหมือนเราได้เป็นนักสืบว่า คนนี้มาด้วยอาการอย่างนี้ เราก็ต้องสืบเสาะไปเรื่อย ๆ ว่า เขาเป็นโรคอะไรกันแน่ รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมา สมัยก่อนยังไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการมากและสะดวกขนาดนี้ ต้องใช้การซักประวัติ ตรวจร่างกาย ต้องคิดตลอด จึงเป็นอะไรที่สนุก จบแล้วไปใช้ทุนที่จังหวัดน่าน สมัยเรียนเคยไปเที่ยวที่น่านแล้วสวย อยากไปอยู่ ที่สำคัญคือได้ไปอยู่กับพวกพี่ ๆ ที่อยู่ รพ.ชุมชน ซึ่งตัวเองเห็นว่าเขาทำได้อะไรเยอะจังเลย ตอนไปใช้ทุนได้อยู่ รพ.จังหวัดแค่ 4 เดือน แล้วไปอยู่ รพ.ชุมชนจนครบ 3 ปี จากที่สมัยเรียนเป็นคนขี้อาย พูดไม่เก่ง แต่ที่ รพ.ชุมชนมีเราอยู่คนเดียวกับหมออีกหนึ่งคน ทำให้ต้องรับผิดชอบทั้งตัวเอง ทีมงาน และรับผิดชอบคนไข้ด้วย ทำให้เราต้องขยายศักยภาพตัวเองในทุก ๆ ด้าน ต้องพูดหรือสื่อสารมากขึ้นด้วย

Expert interview CIM Diabetes & Endocrinology 2

สำหรับสาเหตุที่เลือกเรียนอายุรศาสตร์ เพราะเป็นวิชาที่เราเหมือนเป็นนักสืบ ต้องมีการใช้ความคิดวิเคราะห์ มีการรวบรวมข้อมูล ไม่อยากเรียนเด็กเพราะคิดว่าเด็กสื่อสารไม่รู้เรื่อง ไม่อยากเรียนศัลย์และสูติฯ เพราะคิดว่ามีหัตถการมากตัวเองเป็นคนมือสั่นจะเรียนและทำหัตถการได้ไม่ดี พอได้เรียนอายุรศาสตร์ ก็ชอบ เป็นงานหนักแต่ก็สนุก มีอะไรให้เราทำหลายอย่างมาก ในช่วงที่เรียนอายุรศาสตร์ที่ศิริราชก็มีผ่านหลาย ๆ สาขาวิชา ตอนนั้นที่ชอบมี 2 วิชา โรคระบบประสาทกับโรคต่อมไร้ท่อ ที่ชอบต่อมไร้ท่อเพราะมีอะไรที่จับต้องได้ โดยการรวบรวมข้อมูลคนไข้ มา ดูจากลักษณะคนไข้ ใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม แล้วสามารถวินิจฉัยได้แน่ชัดว่าเป็นโรคนี้ รักษาได้ เห็นภาพชัดเจน ระบบประสาทก็ชอบเหมือนกัน เราตรวจร่างกายของคนไข้ ส่งตรวจเพิ่มเติม จับต้องได้ว่าเป็นโรคอะไร แต่โรคทางระบบประสาทส่วนใหญ่รักษาไม่ค่อยหาย ยังมีความผิดปกติเหลืออยู่ของตัวโรค แต่โรคทางต่อมไร้ท่อถ้ารักษาถูกต้องสามารถหายได้ หรือคนไข้อยู่ได้แบบดีมาก ๆ เลยเลือกสาขาต่อมไร้ท่อ

 

ทำอย่างไรให้ทำงานทั้งหมดได้ดี
แล้วยังสามารถใช้ชีวิต
ได้อย่างมีความสุข
 ไม่ใช่รับผิดชอบงานแล้ว
ไม่มีเวลาทำอย่างอื่น
จนชีวิตไม่มีความสุข


เป้าหมายที่มีการตั้งไว้ในการเป็นแพทย์หรือการใช้ชีวิต

เป้าหมายแรก เป็นเรื่องของ work life balance หรือสมดุลงานกับชีวิตส่วนตัว ปกติอาจารย์แพทย์จะมีงานมากอยู่แล้ว ทั้งงานตรวจคนไข้ งานสอน งานวิจัย งานช่วยบริหาร ทำอย่างไรให้ทำงานทั้งหมดได้ดี แล้วยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่รับผิดชอบงานแล้ว เราเครียดหรือไม่มีเวลาทำอย่างอื่น จนชีวิตไม่มีความสุข การจะทำให้สมดุลงานกับชีวิตสำเร็จได้ จะเกี่ยวกับการบริหารจัดการโดยเฉพาะเรื่องของเวลา อย่างตอนที่เป็นแพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์ งานหนักมาก แต่เราก็มีความสุข เพราะเราก็พยายามจัดเวลา คือเราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ต้องมีเวลาของชีวิตที่เราจะต้องมีความสุขกับตัวเองด้วย

อย่างตัวเองเป็นคนทำงานเร็ว พอมีงานกองเฉพาะหน้าเราต้องทำให้เสร็จแบบสมบูรณ์ จะไม่ไว้วันหน้าค่อยทำ จะทำให้เสร็จไปในวันนี้ เวลาที่เหลือเราก็จะได้ทำอย่างอื่นด้วย ไม่ใช่ทำงานอย่างเดียว ต้องทำงานให้เป็นขั้นเป็นตอนสมบูรณ์แบบ ส่วนงานที่มีตารางล่วงหน้า เราก็ทำงานล่วงหน้าไป มันก็จะมีเวลาเหลือ ไม่พอกงาน ถ้าเราทำงานแรกไปแค่ส่วนหนึ่ง มันก็จะเหลือเป็นดินพอกหางหมูไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเราต้องหาวิธีทำแต่ละงานให้เสร็จในแต่ละวัน  

งานก็ต้องมาแยกประเภท เช่น งานที่ต้องทำและงานที่ไม่ต้องทำก็ได้หรือต้องเลือกทำ อย่างงานในศิริราชเป็นงานที่ต้องทำ ต้องทำให้จบ ส่วนงานวิทยากร เราสามารถเลือกได้ว่าจะรับทำมากน้อยแค่ไหน หรืองานข้างนอก อย่างตัวเองงานรักษาที่ รพ.เอกชน ตัวเองก็ไม่ได้ไปรับ เพราะว่าพอใจแค่นี้ ถ้าเรารู้จักพอ ก็จะทำให้งานของเราไม่เยอะเกินไป  ถ้าให้นั่งทำงานก็จะมีงานทำไปเรื่อย ๆ มีช่วงหนึ่งทำงานถึง 5 โมงแล้วก็ลงไปออกกำลังกายที่ห้องออกกำลังกายของภาควิชา พอ 6 โมงก็กลับมานั่งทำงาน แล้วก็กลับบ้าน เราต้องจัดเวลาให้เป็น เวลานี้สำหรับอะไร เช่น เวลาสำหรับออกกำลังกาย  เวลาสำหรับไปดูแลครอบครัว พอถึงเวลาครอบครัวก็ต้องครอบครัว เวลางานก็ต้องทำให้เสร็จ คือ ตั้งเป้าว่าแต่ละงานต้องเสร็จเมื่อไร ก็ต้องทำให้เสร็จ

เป้าหมายที่สอง เป็นงานที่อยู่ในโรงเรียนแพทย์ เป้าหมายเราต้องทำงานวิชาการให้ถึงที่สุด เพื่อตัวเองและสถาบัน เพราะการจัดลำดับสถาบัน ก็ต้องใช้ตำแหน่งทางวิชาการ  เราก็มีความตั้งใจที่จะทำงานด้านวิชาการ โดยเฉพาะเรื่องของการทำงานวิจัยและการเขียนตำรา ซึ่งตัวเองก็มีการวางแผนว่าจะทำอะไร  เมื่อไร เพื่อให้มีงานเพียงพอที่จะไปขอตำแหน่งวิชาการ ถ้าเราทำงานตรวจคนไข้อย่างเดียว หรือทำงานบริหารมาก แต่ไม่ทำงานวิจัย ไม่เขียนตำรา เราก็จะขอตำแหน่งวิชาการไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องแบ่งงานให้เป็นสัดส่วนชัดเจน

ตอนเขียนตำราเรื่องเบาหวานร่วมกับอาจารย์ที่สูติฯ ที่จะนำมาใช้ประกอบเพื่อขอตำแหน่งศาสตราจารย์ โดยเนื้อหาที่เขียนจะเป็นการรวบรวมประสบการณ์ของเรา ความรู้ของเราตั้งแต่ต้น มาเขียนเป็นตำราเล่มหนึ่ง ซึ่งเราต้องวางแผนล่วงหน้าไว้แล้ว โดยระหว่างทางก่อนจะถึงช่วงที่จะขอตำแหน่ง เราได้ทำงานวิจัยในแนวทางเดียวกันไว้หลายงาน ตัวเองไปเรียนเรื่องเบาหวานและภาวะดื้อต่ออินซูลิน เพราะฉะนั้นงานวิจัยของตัวเอง หรืองานสอนก็จะเป็นเรื่องของเบาหวานไปหมดและต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ อย่างนี้จะไม่ยาก เราทำเรื่องที่เราเรียนมา มีการเก็บข้อมูลที่ควรจะมีเอาไว้ให้เพียงพอที่จะนำไปเขียนตำราได้ เวลาที่เขียนตำราก็จะได้อ้างอิงจากงานวิจัยของเราก่อนหน้าด้วย  ถ้าเราไม่ได้อ้างอิงงานวิจัยที่ทำไว้ ตำรานั้นก็จะยังไม่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นตอนที่ตัดสินใจจะเลือกเรียนอะไร ต้องเป็นสิ่งที่เราชอบจริง ๆ อยากจะทำจริง ๆ เราจึงจะสามารถทำไปได้เรื่อย ๆ เพราะถ้าเราไม่ชอบหรือไม่เต็มที่กับสิ่งนั้น เราก็อาจจะไปไม่ถึงเป้าหมายของเรา 

Expert interview CIM Diabetes & Endocrinology 2


เป้าหมายที่สำเร็จ เกิดจากปัจจัยในเรื่องใด

ปัจจัยแรก คิดว่าเป็นการจัดสรรเวลาที่ดี อย่างใน 1 วันจะมีตารางที่เราจะต้องทำอยู่แล้ว ทุก ๆ อาทิตย์ก็จะมีตารางงานที่นัดหมาย ก็เป็นตารางปกติ แต่เวลาที่เหลือเราต้องดูว่า ตอนนี้มีงานอะไรที่เราต้องทำ อย่างเช่น ช่วงที่เขียนหนังสือ เราก็จะรอว่ามีช่วงเวลาว่างยาว ๆ 1 – 2 ชม. เราต้องไม่รับนัดใคร เพื่อมานั่งลงและเขียนหนังสือและต้องทำให้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าใครมาก็แทรกตารางเวลาของเราอันนี้จะทำให้เราไม่สามารถทำงานได้ตามที่ตั้งไว้  ตารางเวลาต้องมีการจัดตารางไว้ล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น ตอนเย็นของวันนี้เราจะรู้ว่าพรุ่งนี้มีนัดหมายหรืองานอะไรที่ต้องทำแน่นอน และมีเวลาเหลืออยู่เท่าไร จะได้วางแผนเอาเวลานั้นไปใช้ทำอะไรดี อย่างเดือนหน้าจะมีเลกเชอร์อยู่ 6 – 7 งาน พอมีเวลาก็จะทำเลกเชอร์ล่วงหน้าไปเลย ซึ่งเป็นงานของอนาคตที่รู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำเอามาทำให้เสร็จ อย่างทุกเย็นก็จะต้องเป็นเวลาครอบครัว

ปัจจัยที่สอง การเป็นคนทำงานไว ในแต่ละงานจะไม่ใช้เวลามาก อาจเกิดจากการที่เรามีความชำนาญในเรื่องนั้น คือเราจะพยายามมองให้เห็นภาพว่างานนั้นจะเป็นอย่างไร พอเราเห็นภาพเราก็จะรู้วิธีจัดการเพื่อให้งานนั้นเสร็จ แต่ละงานมีวิธีจัดการไม่เหมือนกัน เราต้องหาวิธีการที่เหมาะสมและรวดเร็ว เพื่อให้งานจบทัน 

ปัจจัยที่สาม การเป็นคนมีวินัย ในการทำทุกเรื่องที่ตั้งเป้าไว้ จะมีอุปสรรค ปัญหา เรื่องแทรกเข้ามาอยู่ตลอด ถ้าเราไม่มีวินัย หรือเดี๋ยวก่อน รอก่อนแล้วค่อยทำ ก็จะทำไม่ได้ตามเป้า

ปัจจัยที่สี่ การมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นแบบจริงใจ งานหลาย ๆ อย่างไม่ได้ทำได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องมองภาพว่าควรมีใครมาร่วมทำงานกับเราให้สำเร็จลุล่วงไปได้ การที่จะขอความร่วมมือจากใคร เขาก็ต้องรู้สึกดีกับเรา ถึงจะทำอย่างเต็มที่  การมีความสัมพันธ์แบบจริงใจ และเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน พอขอใครช่วย เขาจะไม่คิดว่าไปขอเพื่อตัวเอง เป็นการขอเพื่องาน ทุกคนเขาก็อยากช่วย  

Expert interview CIM Diabetes & Endocrinology 2


มีบางครั้งที่เป้าหมายไม่สำเร็จเกิดจากอะไร ควรปรับปรุงเรื่องอะไร

อุปสรรคเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ด้วยว่า ในอนาคตจะทำงานนั้นให้สำเร็จได้ จะต้องทำอย่างไร และเป็นการช่วยให้เรามองภาพได้ชัดเจนขึ้น ส่วนงานบางงานที่ไม่สำเร็จ ก็แสดงว่าวิธีที่เราทำนั้นยังไม่ถูกต้อง เราต้องหาวิธีทำใหม่ ถ้ามีโอกาสทำอยู่

เวลาทำงานร่วมกับคนเยอะ ๆ บางทีจะมีบางคนที่ไม่เข้าใจเราแล้วนำไปพูดลับหลัง สิ่งนี้เราต้องข้ามไปให้ได้ เพราะจะเป็นสิ่งบั่นทอนจิตใจ อาจทำให้เราไม่อยากทำงานต่อ การข้ามไม่ใช่ไม่สนใจเลย แต่ให้เราไม่คิดว่าอาจเป็นเพราะเขามองไม่เห็นจุดประสงค์ที่เราต้องการจริง ๆ หรือมองว่างานที่ทำจะไปกระทบหรือส่งผลไม่ดีกับเขา แต่เราอาจไปเปลี่ยนเขาตรง ๆ ไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนที่ตัวเรา โดยต้องปรับวิธีการสื่อสาร ต้องพยายามหาจุดร่วมให้ได้ ต้องอธิบายให้มากขึ้น หรือว่าหาทางใหม่ที่ทุกคนจะเห็นพ้องไปในแนวทางเดียวกัน เขาก็จะมีความสุขในการทำงานมากขึ้นไปเรื่อย ๆ  ในทางตรงกันข้ามการทำให้เขาไม่พอใจ ถ้าเพียง 1 หรือ 2 ครั้งเขาอาจจะไม่พอใจเราที่ตัวงาน แต่ถ้าทำให้ไม่พอใจหลาย ๆ ครั้ง เขาอาจมองว่าปัญหาเป็นที่ตัวเรา ถึงตอนนั้นจะทำงานร่วมกันก็จะลำบากกว่าเดิม

 

ตัวเองจะพยายาม
มองด้านบวกของทุกคนไว้
แม้รู้ว่าเขามีด้านลบ
 แต่ถ้าไม่ได้มีผลกระทบกับเรา
ก็ไม่จำเป็นต้อง
ให้ความสำคัญตรงนั้น
จนเกินไป


ในอดีตที่ผ่านมาเวลาประสบปัญหาแก้อย่างไร  หรือปรึกษาใคร

ตัวเองใช้วิธีการหาคนปรึกษาและรับฟังปัญหา พอมีปัญหาหรือเจอเรื่องที่ไม่เป็นไปตามแผน เบื้องต้นก็จะหาคนรับฟัง เอาความหงุดหงิดของเราออกไป  พอเราหายหรือสงบนิ่งขึ้น ก็ไปทำอย่างอื่นต่อได้ ตัวเองพอได้บ่นถึงเรื่องที่ทำให้หงุดหงิดแล้ว จะหายเลยไม่ค้างอยู่ในใจ พร้อมจะทำอย่างอื่นต่อได้ และเราก็จะไม่รู้สึกลบกับคนที่เราเคยหงุดหงิดด้วย เพราะถ้ามองคนไหนในแง่ลบ ก็จะมองลบไปเรื่อย ๆ ตัวเองจะพยายามมองด้านบวกของทุกคนไว้ แม้รู้ว่าเขามีด้านลบ แต่ถ้าด้านลบของเขาไม่ได้มีผลกระทบกับเรา ก็ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญตรงนั้นจนเกินไป คิดแบบนี้ทำให้ปัจจุบันอยากจะสื่อสารกับทุกคน

สำหรับคนที่ชอบปรึกษาพูดคุย อย่างงานอาจารย์ ก็จะพูดคุยกับเพื่อนสนิทที่เป็นอาจารย์อยู่ภาควิชาเดียวกัน จริง ๆ น่าจะอยู่ในรูปแบบของการระบายปัญหาที่เจอให้เพื่อนรับฟังมากกว่า ถ้าเป็นเรื่องงานหรือเรื่องที่ต้องการคนที่มีประสบการณ์ ก็จะปรึกษาพูดคุยกับอาจารย์ผู้ใหญ่ เพราะอาจารย์เขาผ่านเรื่องต่าง ๆ มาแล้ว เขามองภาพได้กว้างกว่าเรา ถ้าเราไปปรึกษาก็จะเห็นภาพได้กว้างขึ้น อย่างในหน่วยก็จะมี อาจารย์ นพ.สุทิน ศรีอัษฎาพร เวลามีปัญหา ไม่ใช่เรื่องแค่วิชาการ แต่เป็นเรื่องการบริหารงาน ก็สามารถไปปรึกษาได้ อาจารย์ก็จะมองภาพอีกแบบ ทำให้เราคิดว่าจริง ๆ เราก็ลืมตรงนี้ไป ซึ่งตรงนี้ทำให้เรามาปรับใช้ได้ เป็นต้น


บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน

ตอนเป็นแพทย์ประจำบ้าน จะมี อาจารย์ พญ. จินตนา ศิรินาวิน อาจารย์เป็นผู้หญิงเก่ง มั่นใจในตัวเอง เป็นต้นแบบในด้านการทำงาน อาจารย์เป็นคน Perfectionist อาจารย์ทำงานได้หลาย ๆ อย่าง ทุกอย่างประสบความสำเร็จเพราะว่าอาจารย์เป็นคนมีวินัย ตอนนั้นเป็น นศพ. ต้องคุยเคสคนไข้ ต้องรายงานกับอาจารย์ อาจารย์จะมองเห็นภาพของคนไข้ได้ชัดเจน สอนได้ชัดเจน พอจบมาเป็นอาจารย์ อาจารย์ก็เป็นต้นแบบของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

อาจารย์ พญ. สุมาลี นิมมานนิตย์ เป็นต้นแบบของการใช้ชีวิต ที่ไม่ได้สอนเฉพาะโรคไตของอาจารย์ อาจารย์สอนเรื่องการดำรงชีวิต การคิดด้วย

ต้นแบบในสายวิชาชีพ อาจารย์ พญ. วรรณี นิธิยานันท์  อาจารย์เป็นผู้หญิงเก่ง ทำงานเยอะมาก ขณะนี้อาจารย์ก็ยังทำงานอยู่  เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราอยากเดินตามอาจารย์ อยากจะทำงาน อาจจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ก็อยากจะไปให้ได้ขนาดนั้น ทำงานในมุมกว้างขึ้น ไม่ต้องลงวิชาการลึก ๆ ลงสู่ชุมชน สู่ประชาชนทั่วไป ในการป้องกันโรคเบาหวาน ซึ่งโรคเบาหวานเยอะมาก ถ้าเราป้องกันได้จะดีที่สุด

Expert interview CIM Diabetes & Endocrinology 2


มองการแพทย์ของเมืองไทยในปัจจุบัน และในอนาคตไว้อย่างไร

การแพทย์ของไทย อย่างโรคเบาหวาน ถ้าคนไข้มาแล้วหมอรักษาแบบนี้ไปเรื่อย ๆ มันยังไม่จบ คนไข้ก็จะรู้สึกว่าตนเองป่วยเป็นโรคไม่ใช่คนปกติ แต่ถ้าเราสามารถป้องกันโรคได้ นี้เป็นสิ่งที่ควรจะต้องเริ่มทำ เบาหวานป้องกันได้ ตอนนี้ก็เริ่มมีการรณรงค์การป้องกันเบาหวาน ทั้งเรื่องการกินอาหาร การออกกำลังกาย ซึ่งอันนี้ป้องกันเบาหวานได้แน่นอน เพราะฉะนั้นแพทย์ก็ต้องเรียนรู้ที่จะป้องกันโรคในแนวทางของตัวเอง ใครอยู่ด้านไหนก็ควรป้องกันไม่ให้คนไข้เกิดโรคด้านนั้น ไม่อย่างนั้นค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คนไข้ไม่มีความสุข ป้องกันไม่ให้เขาเป็นโรค นั้นคือสำคัญที่สุด

การแพทย์บ้านเราในอนาคต เทคโนโลยีเข้ามา ยาราคาแพงเข้ามา ค่าใช้จ่ายต่อการรักษาคนไข้เยอะขึ้นเรื่อย ๆ เรารวยพอที่จะจ่ายไหม ถ้าเรารวยไม่พอ เราอาจจะต้องย้อนกลับมามองว่า หมอไม่ใช่แค่ส่งตรวจอย่างเดียว หมออาจจะต้องใช้พื้นฐานในการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการส่งตรวจเท่าที่จำเป็นในการวินิจฉัยโรค เราอย่าพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป เราต้องพึ่งตัวเอง พึ่งทักษะของเราเอง แพทย์รุ่นใหม่ซักประวัติน้อย ตรวจร่างกายน้อย มุ่งหวังว่าจะส่งตรวจแล้วเอาผลตรวจทั้งหลายมานั่งวิเคราะห์ว่าคนไข้จะเป็นโรคอะไร ซึ่งไม่ถูกต้อง เราต้องซักประวัติ ตรวจร่างกาย แล้ววิเคราะห์ว่าเขาเป็นโรคอะไร แล้วจึงส่งตรวจเพื่อคอนเฟิร์มว่าคนไข้เป็นโรคนี้แน่นอน เราต้องประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งของคนไข้และของประเทศ ต้องฝึกพัฒนาตัวเอง ตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน ถ้าเราใช้แต่การตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างเดียว ต่อไปคนไข้อนาคตอาจจะใช้ AI ในการตรวจวินิจฉัยโรค คนไข้อยากตรวจอะไรแล้ว AI ก็จะวิเคราะห์ว่าคุณเป็นโรคอะไร ไม่ต้องใช้หมอแล้ว พอบอกเป็นโรคอะไร AI ก็สั่งยาให้ พวกเราต้องย้อนกลับมาใช้ศิลปะของการซักประวัติและตรวจร่างกาย กันให้มากขึ้น


เลือกปรับปรุงเพื่อที่จะทำให้การแพทย์ไทยในอนาคต ดีมากขึ้นไปกว่าเดิม

การแพทย์ในเชิงพาณิชย์ต้องระวังว่าถ้าสมมติว่าเราเป็นแพทย์พาณิชย์ ความสัมพันธ์แพทย์-คนไข้ จะหมดไปแน่นอน ถ้าคนไข้คิดว่าหมอส่งตรวจหรือสั่งการรักษาบางอย่างเพื่อจะได้เงิน ต่อไปคนไข้จะไม่เชื่อหมอ ในที่สุดแล้วถึงแม้หมออาจจะยังไม่ได้ทำอะไรผิด แต่จะโดนฟ้องร้องได้ตลอด เพราะว่าคนไข้คิดว่าหมออยากได้เงินจากเค้า ดังนั้นถ้าเราทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด  ทำทุกอย่างโดยใช้ความรู้จริง ๆ ไม่ใช่เพื่อเงิน คนไข้ก็ยังจะไว้ใจเรา เหมือนสมัยก่อนตอนอยู่ต่างจังหวัด ทำอะไร คนไข้ก็โอเค เพราะคนไข้เชื่อว่าหมอมุ่งหวังเพื่อเขา เพื่อคนไข้ แต่ตอนนี้คนไข้จะรู้สึกว่า หมอสั่งอย่างนี้เพราะหมออยากจะได้เงินจากการสั่งตรวจหรือเปล่า

Expert interview CIM Diabetes & Endocrinology 2


ข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ว่าจะประสบความสำเร็จต้องทำอย่างไร

ถ้าจะประสบความสำเร็จในเรื่องการรักษา เขาจะต้องให้คนไข้ไว้ใจเรา เราจะต้องพยายามพัฒนาทักษะของการดูแลคนไข้  ดูอย่างเดียวไม่พอต้องมีความรู้ด้วย เรียนจบแล้ว ไม่มีการอัพเดทเพิ่มเติมก็ไม่ได้ ยิ่งปัจจุบัน คนไข้ก็จะรู้ลึก เพราะคนไข้เขามีความรู้ซึ่งสามารถหาอ่านได้ทางอินเตอร์เน็ต มาถามหมอแล้วหมอไม่รู้ หรือหมอรู้ไม่จริงนี้ไม่ได้ ดังนั้นหมอต้องอัพเดทความรู้ให้ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอตลอดชีวิต ที่สำคัญคือ ซื่อสัตย์และจริงใจต่อคนไข้

สำหรับแพทย์ในสาขาต่อมไร้ท่อ เราต้องใช้ทักษะในการดูแลคนไข้ และส่งตรวจเพิ่มเติมที่เหมาะสม ความรู้ใหม่ ๆ มีเยอะมาก ต้องเรียนไปเรื่อย ๆ อย่างเจาะตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว สมัยก่อนเจาะปลายนิ้ว สมัยนี้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เป็นการติดตามตัว ตรวจน้ำตาลทุก 5 นาที ส่งมาทางมือถือไม่ต้องเจาะปลายนิ้ว เทคโนโลยีเข้ามาใหม่จำนวนมาก ถ้าเราจบตั้งแต่เรียนนักศึกษาแพทย์ ก็คือตรวจปลายนิ้วอย่างเดียว ถ้าหมอไม่มีความรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็ไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าเราต้องเอาเทคโนโลยีทั้งหมดมาใช้ เราเลือกที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ของเรา

 

 

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก