“ผมยึดมั่นในเรื่อง ความมุ่งมั่นและการมีระเบียบวินัย ตั้งแต่เป็นนักเรียนแพทย์”
ศ.กิตติคุณ นพ. วิศิษฏ์ สิตปรีชา
ราชบัณฑิต
ผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย
บทสัมภาษณ์จากวารสาร IDV ฉบับที่ 85 ปี 2563
แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาโรคไต
ผมจบมัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบแล้ว เลือกเรียนแพทย์ที่จุฬาฯ คุณแม่ คุณป้าเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตอนเด็ก ๆ ผมจะมาที่โรงพยาบาลอยู่เรื่อย ๆ รู้จักทั้งแพทย์และพยาบาลก็เป็นแรงจูงใจให้เลือกเรียนแพทย์ เรียนแพทย์ก็เป็นไปอย่างราบรื่นดี ตอนจบแพทย์ อาจารย์ต้องการให้ผมเป็นศัลยแพทย์เพราะผมถนัดทางด้านใช้มือและได้เหรียญทองวิชาศัลยศาสตร์ แต่ผมไม่เลือกเรียนเพราะโดยส่วนตัว ผมไม่ชอบการตื่นเช้าแล้วต้องเร่งเข้าห้องผ่าตัด แล้วก็อยู่ในห้องผ่าตัดถึงตอนบ่าย ผมเลยตัดสินใจเลือกเรียนอายุรศาสตร์ เพราะนอกจากเรื่องเวลาแล้ว อายุรศาสตร์ยังเป็นวิชาที่ท้าทาย ต้องใช้ความคิด ใคร่ครวญ รอบคอบ สุขุม ตัดสินใจในการรักษา
ขณะที่ฝึกงานที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีการระบาดของอหิวาตกโรค มีการใช้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นสถานที่ทำวิจัยของแพทย์ที่มาจากโรงพยาบาล Walter Reed สหรัฐอเมริกา เป็นแพทย์ทหารที่เชี่ยวชาญทางด้านวิจัย ผมโชคดีได้มีโอกาสทำงานกับแพทย์กลุ่มนี้ ประกอบกับการได้ทำงานกับหัวหน้าผมในขณะนั้นคือ อาจารย์นายแพทย์ ชัญโญ เพ็ญชาติ ท่านเป็นแพทย์โรคไต นับเป็นแรงจูงใจให้ผมสนใจที่จะเป็นแพทย์ทางนี้ ไตวายจากอหิวาตกโรคทำให้ผมสนใจที่จะเป็น
แพทย์สาขาโรคไต หลังจากนั้นผมได้รับทุนจากหม่อมเจ้าหญิงจงกลณี วัฒนวงศ์ ไปเรียนเกี่ยวกับไตเทียมที่ Department of Artificial Organs ที่ Cleveland Clinic 1 ปี แล้วไปเรียนต่อที่ University of Colorado ที่Denver สหรัฐอเมริกา 4 ปี ทำงานทางโรคไตและวิจัย ได้ปริญญาเอก แล้วกลับเมืองไทยมารับราชการที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และเป็นคนแรกที่ได้ฟอกเลือดให้คนไทยที่มีอาการไตวายด้วย Kolff artificial kidney ซึ่งได้รับบริจาคจากบริษัท Travenol ในสหรัฐอเมริกา
ความภูมิใจและความสำเร็จที่ผ่านมา
จริง ๆ แล้วตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมภูมิใจในหลาย ๆ เรื่อง ได้เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลาและเข็มศิลปวิทยาและเป็นราชบัณฑิต ผมสนใจโรคไตที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมของบ้านเรา เช่น ไตวายจากมาลาเรีย โรคใหลตาย โรคไตบกพร่องในการขับกรด โรคนิ่วในภาคอีสาน ผมได้ทำงานร่วมกับแพทย์ทางภาคอีสานในการหาสาเหตุ สนใจพระธุดงค์ที่เป็นโรคไต ฉันวันละ 1 มื้อ ทำวิปัสสนากรรมฐาน ชะลอการเสื่อมของไตคล้าย ๆ กับหมีจำศีล ผมสนใจธรรมชาติของสัตว์และพืช สนใจดิน ฟ้า อากาศ พยายามโยงเข้ากับมนุษย์ ผมสนใจกลไกต่าง ๆ ในระดับเซลล์ โดยเชื่อว่า ถ้าเราเข้าใจสิ่งเล็ก ๆ เราก็จะเข้าใจสิ่งใหญ่ ๆ ในทางกลับกัน ถ้าเข้าใจสิ่งใหญ่ เราก็จะเข้าใจสิ่งเล็ก เป็นปรัชญาอย่างหนึ่งของการทำงาน
ผมได้รับ ISN Pioneer Award จากสมาคมโรคไตนานาชาติ และ Kenzo Oshima Award จากสมาคมโรคไตในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกจากการที่ผมได้ช่วยในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านโรคไต ทำการสอนและเผยแพร่วิชาความรู้ทางด้านโรคไตไปยังหลาย ๆ ประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ และอื่น ๆ
ได้พิมพ์ผลงานตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ในระดับนานาชาติและตำราต่างประเทศมากกว่า 390 เรื่อง ในด้านโรคไตที่เกี่ยวข้องกับโรคเมืองร้อนและพิษธรรมชาติ
ในชีวิตของการเป็นครูในโรงเรียนแพทย์ ผมภูมิใจที่ได้พร่ำสอนและศิษย์ประสบความสำเร็จในชีวิต
ในฐานะผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย ผมสนใจที่จะขยายขอบข่ายงานของสถานเสาวภาจากความสนใจเรื่องงู ให้มาสนใจพิษจากสัตว์อื่นและแมลงมากขึ้นเพราะโลกร้อนขึ้นในอนาคตแมลงและพิษจากแมลงจะเป็นปัญหา จึงควรจะสนใจพิษของสัตว์พวกนี้ให้มากขึ้น

ปัจจัยที่เป็นที่มาสู่ความสำเร็จอันนำมาสู่ความภูมิใจ
ผมยึดมั่นในเรื่อง “ความมุ่งมั่นและการมีระเบียบวินัย” มาตั้งแต่เป็นนักเรียนแพทย์ กำหนดตารางการทำงานของแต่ละวันทั้งในด้านการอ่านหนังสือ การออกกำลังกาย การทำงาน และการพักผ่อน ผมจึงมีผลงานตีพิมพ์มาก ซึ่งแน่นอนว่าการได้รางวัลนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น และรางวัลอื่น ๆ ก็เป็นผลมาจากผลงานที่ตีพิมพ์เผยแพร่
กว่าจะถึงวันที่ประสบความสำเร็จผ่านอุปสรรคอะไรบ้าง และเอาชนะได้อย่างไร
งานมีอุปสรรคเป็นของธรรมดา หากทำสิ่งใดแล้วรู้สึกว่ามีข้อขัดข้อง ต้องคิดเชิงบวก ปัญหาต้องแก้ไขได้ การแก้ไขอาจทำได้หลายทาง เช่น การขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ผมจะไม่เน้นการทำสิ่งใดคนเดียว มักจะร่วมทำกับเพื่อนร่วมงาน หาเพื่อนร่วมงานมาช่วยแก้ปัญหา เพราะการทำคนเดียวหลาย ๆ เรื่องจะไม่สำเร็จ อย่างผมเคยอยู่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แล้วขาดเทคโนโลยี ผมก็ไปร่วมกับเพื่อนที่สถาบันอื่น อย่าไปวิตกว่าเราไปร่วมกับเพื่อนต่างสถาบันแล้วจะเสียเปรียบเพราะในบางครั้งเพื่อนต่างสถาบันอาจช่วยเราได้ ในทำนองเดียวกัน เราก็อาจช่วยเพื่อนต่างสถาบันได้เช่นกัน ที่สำคัญคือ ต้องทำจิตให้ผ่องใสและคิดเชิงบวกให้มาก
ถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ อยากกลับไปแก้ไขเรื่องใด
ถ้าเป็นคนคิดบวก พบปัญหาก็หาทางแก้ไขมาเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่ก็สำเร็จดี ก็คงไม่มีอะไรถึงขั้นอยากกลับไปแก้ ผมไม่คิดจะย้อนไปแก้ไขเพราะแค่คิดก็เป็นทุกข์
บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน
คนแรก Dr.Willem J.Kolff จาก Cleveland เป็นตัวอย่างทางด้านระเบียบวินัย การตรงต่อเวลา เข้มงวด เป็นคนเก่ง มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนที่ประดิษฐ์ไตเทียมคนแรกของโลก ทุกอย่างกำหนดด้วยเวลาสอนให้พูดจากระชับ ได้ความและใช้เวลาน้อยที่สุด ท่านบอกว่า คนเราต้องหัดย่อความให้เป็น Dr. Kolff ชวนลูกน้องไปรับประทานอาหารที่บ้าน พอได้เวลาแล้ว Dr. Kolff จะตัดบทการสนทนาให้ลูกน้องทราบเวลาและต้องกลับบ้าน เพราะ Dr. Kolff มีตารางทำงานต่อ ลูกน้องก็ต้องเตรียมการทำงานของวันรุ่งขึ้น ดูไม่สุภาพ แต่ประสบความสำเร็จสูงในชีวิต
คนที่สอง Dr.Joseph H. Holmes จาก Denver ตรงข้ามกับ Dr.Kolff ท่านเป็นคนสบาย ๆ สอนผม ให้คิดถึงเรื่อง Why และ How ให้มาก ๆ แล้วจะเจริญ Why ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น How มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำให้ผมสนใจกลไกของการเกิดโรคมากกว่าระบาดวิทยา การวิจัยต้องมีจินตนาการ

คติหรือหลักการที่ยึดถือในการดำเนินชีวิต
สำหรับปัจจัยสู่ความสำเร็จคือ “ชีวิตต้องมีเป้าหมาย มีความมุ่งมั่นในหน้าที่ กำกับด้วยระเบียบวินัย ซื่อสัตย์และมนุษยสัมพันธ์”
มองการแพทย์ในอนาคตอย่างไร
การแพทย์ในเมืองไทยเจริญมากขึ้น ทัดเทียมอารยประเทศในด้านมาตรฐานของการรักษา ในด้านการแพทย์ ผมเน้นเรื่องการบริการรักษา ซึ่งเป็นหัวใจของการเป็นแพทย์ ต้องถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ทันสมัย มีจริยธรรมและมนุษยสัมพันธ์ที่ดี การวิจัยเสริมการรักษาให้ดีขึ้น การสอนเสริมการวิจัย
ข้อแนะนำสำหรับแพทย์รุ่นใหม่
เมื่อเล็กเป็นเด็กนักเรียน ต้องมีตารางสอนโตขึ้นต้องมีตารางชีวิต เราต้องการจะเป็นอะไร เป็นหมอในโรงพยาบาล แล้วมีคลินิกรักษาคนไข้ไปวัน ๆ หรือคิดว่า ต้องการจะเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือเป็นอธิบดีในกระทรวงสาธารณสุข หรือเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข หรือเป็นรัฐมนตรี หรือเป็นศาสตราจารย์ หรือเป็นนักวิจัย แต่ละเป้าหมายก็มีวิธีการต่าง ๆ กัน แต่โดยความเป็นจริงแล้วก็คือ ความเป็นแพทย์ มีหน้าที่รักษาผู้ป่วยซึ่งต้องปฏิบัติด้วยความถูกต้องตามหลักวิชาการและจริยธรรม

