CIMjournal
banner asthma 2

การรักษาหอบหืดรุนแรงด้วยการยับยั้งระบบภูมิคุ้มกัน


ในปัจจุบันโรคหอบหืดมีความยากในการรักษามากยิ่งขึ้น ที่การรักษาโดยทั่วไปไม่สามารถทำให้ควบคุมอาการของโรคได้ จนนำไปสู่โรคหอบหืดแบบรุนแรง ทำให้ในปัจจุบันมีการศึกษาเพิ่มเติมจนค้นพบกลไกหลักของการเกิดโรค นั่นคือ การส่งสัญญานระหว่างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย นำไปสู่การคิดค้นการรักษาใหม่ที่จะยับยั้งการส่งสัญญานดังกล่าว ซึ่งเป็นความหวังใหม่ของการรักษาโรคหอบหืดรุนแรงในอนาคต

โรคหอบหืดเป็นโรคทางภูมิแพ้ที่มีความอันตรายสูง มีสถิติพบว่า ในทุก ๆ วันจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหอบหืด 10 คน รวมถึงในแต่ละปีโรคหอบหืดเป็นสาเหตุสำคัญของการนอนโรงพยาบาลกว่า 430,000 เคส และเป็นสาเหตุของการมาห้องฉุกเฉินกว่า 1.3 ล้านครั้ง จึงมีการศึกษาในสมัยใหม่เพื่อค้นหาการรักษาโรคหอบหืดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามกลไกการเกิดโรค

การศึกษาใหม่ได้ค้นพบว่า กลไกการเกิดโรคหอบหืดที่รุนแรงมาจากสองกลไกหลัก คือ กลไกความผิดปกติระดับโมเลกุลในร่างกาย และการติดเชื้อ Rhinovirus ที่กระตุ้นอาการหอบหืด โดยค้นพบว่า ผู้ป่วยโรคหอบหืดจากทั้งสองกลุ่ม อาจได้ประโยชน์จากการรักษาด้วยการหยุดการเชื่อมสัญญาณระหว่างโมเลกุลของสาร Histamine-releasing factor (HRF) และสาร Immunoglobulin E (IgE) ซึ่งเชื่อกันว่าในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป อาจสามารถใช้ยาตามกลไกใหม่นี้ในการรักษาได้ เนื่องจากการศึกษาในหนูทดลองพบว่า การส่งสัญญาณระหว่าง HRF และ IgE จะทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงได้ โดยมีการศึกษากลไกนี้ในกลุ่มประชากรหลายรูปแบบ ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก และจากทั้งในกลุ่มที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ Rhinovirus ทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าโรคหอบหืดในแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกัน ทำให้การรักษาโดยทั่วไปไม่ได้ผล

จากการศึกษาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโรคหอบหืดดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการส่งสัญญาณระหว่าง HRF และ IgE เป็นกลไกหลักที่ทำให้อาการของโรคหอบหืดรุนแรงขึ้น โดยมีการนำเซลล์เยื่อบุในหลอดลมของมนุษย์มาทำการทดลอง ซึ่งพบว่า เมื่อทำให้เซลล์เหล่านิ้ติดเชื้อ Rhinovirus จะมีการหลั่ง HRF ออกมาในปริมาณมาก ทำให้มีการคิดค้นยาที่ยับยั้งการส่งสัญญานเหล่านี้ และคาดหวังว่าในอนาคตหากมีการนำแนวคิดนี้ไปต่อยอดการศึกษาเกี่ยวกับยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งสัญญาณดังกล่าว ก็อาจเป็นความหวังใหม่ที่จะทำให้ลดอุบัติการณ์การเกิดการกำเริบของโรคหอบหืด และหอบหืดชนิดรุนแรงได้

 

เรียบเรียงโดย นพ. จิรัสม์ พัวพัฒนกุล
ข้อมูลจาก www.sciencedaily.com/releases/2023/06/230612200349.htm

 

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก