กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้บรรจุชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตัวเอง และการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี ในชุดสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็ว
15 มีนาคม พ.ศ. 2566 นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ (คช.ปอ.) ครั้งที่ 1/2566 โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุม ให้ข้อมูลว่า สธ. ร่วมกับ สปสช. เพิ่มสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับบริการชุดตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมการตรวจคัดกรองให้เข้าถึงง่าย แก้ปัญหาการเข้าถึงระบบบริการวินิจฉัย และรักษาเอชไอวีล่าช้า
อีกส่วน คือ การตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี ในประชาชนทั่วไปที่เกิดก่อน พ.ศ. 2535 โดยสามารถตรวจ 1 ครั้ง ตลอดช่วงชีวิต และการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี ในประชากรกลุ่มเสี่ยง 5 กลุ่ม (ผู้ป่วยเอชไอวี ผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด ผู้ต้องขัง บุคลากรสาธารณสุข และชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย) ปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้ผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาตามมาตรฐานอย่างรวดเร็ว ลดโอกาสป่วยรุนแรง ลดการเกิดโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ และลดการเสียชีวิต
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการยุติปัญหาเอดส์ ยังแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพระบบการดูแลรักษาเอชไอวี เพื่อติดตามคุณภาพการจัดบริการ กระตุ้นให้โรงพยาบาลทุกแห่งพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับบริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและรวดเร็ว และที่ประชุมยังเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการยุติปัญหาเอดส์ ประเทศไทย พ.ศ. 2566 – 2569 พร้อมแต่งตั้งประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนงานเอดส์จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
แหล่งที่มา: https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/04/187941/

