“คุณแม่ผมเป็นต้นแบบ ท่านทำร้านขายยา เปิดร้าน 7.30 น. – 20.00 น. ทุกวัน ปีหนึ่งจะหยุดแค่ตรุษจีน และท่านเพิ่งจะเลิกทำร้านตอนอายุ 70 ปี”
พล.ต.ต. นพ.ศุภฤกษ์ พัฒนปรีชากุล
นายแพทย์ (สบ6) โรงพยาบาลตำรวจ
กรรมการอำนวยการ
สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาโรคหัวใจ
ผมเรียนจบมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย คุณพ่อคุณแม่ผมเป็นเภสัชกร มีร้านขายยาอยู่แถวนางเลิ้ง ตอนเด็ก ๆ คุณแม่จะพาผมไปร้านขายยาด้วย บางทีก็ช่วยคุณแม่หยิบของ ทอนเงินบ้าง เราก็เห็นแบบนี้มาตลอด ทำให้รู้สึกว่าเราอยากทำงานด้านสุขภาพ พอมัธยมเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ ถึงมัธยมปลายจึงตัดสินใจเลือกเรียนแพทย์กับเภสัชฯ ในที่สุดก็สอบติดคณะแพทย์ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นรุ่นที่ 7 มีกันประมาณ 30 – 40 คน ก็ได้ประสบการณ์ชีวิตที่ดี หลังจากเรียนจบผมก็ไปเป็นแพทย์ใช้ทุน เป็น intern ที่โรงพยาบาลลพบุรี แล้วไปต่อที่โรงพยาบาลท่าหลวง จ.ลพบุรี เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ไปใช้ทุนพร้อมกัน 3 คน เป็นโรงพยาบาลที่ไม่มีหมอเลย เป็นช่วงเปลี่ยนหมอ ก็คุยกันว่าใครจะเป็นผอ.โรงพยาบาล ผมก็อาสาเป็นในช่วงใช้ทุนอีก 2 ปี ตอนนั้นผมเพิ่งอายุ 23 ปีเอง ได้ทำทั้งงานบริการรักษาคนไข้แทบจะทุกโรค และงานบริหารโรงพยาบาลด้วย เป็นประสบการณ์ที่ดีอีกครั้งหนึ่งในชีวิตผมเลย
สำหรับการมาเรียนทางด้านอายุรศาสตร์นั้น ต้องบอกว่าตั้งแต่เรียนคลินิกที่โรงพยาบาลวชิระ และยิ่งมาในช่วงใช้ทุนได้ทำหน้าที่ทั้งงานบริการและงานบริหาร โดยเฉพาะการบริการคนไข้ในเกือบทุกโรค ทำให้เห็นว่าอายุรศาสตร์เป็นสาขาที่น่าสนใจ เพราะเป็นสาขาที่เหมือนนักสืบ ต้องมีการซักประวัติ ตรวจร่างกายและตรวจเพิ่มเติมอื่น ๆ เพื่อหาให้เจอว่า คนไข้เป็นโรคอะไร จากสาเหตุใด ต้องวางแผนการรักษาอย่างไร ซึ่งจะทำได้แพทย์ต้องเป็นคนช่างสังเกต ต้องรวบรวมข้อมูล เพื่อมาประมวลและให้การวินิจฉัย ซึ่งในทางปฏิบัติก็มีทั้งที่ผิดและถูก พอผิดแพทย์ก็ต้องไปหาข้อมูลมาเพิ่มว่า จะไปทางไหนต่อได้บ้าง แต่ตอนนั้นก็มีอาจารย์บางท่านอยากให้ผมไปเรียนทางด้านศัลยกรรมกระดูก เพราะเห็นว่าผมเป็นคนตัวใหญ่ แต่ผมรู้สึกชอบอายุรศาสตร์มากกว่า
หลังจากใช้ทุน ผมก็มาเรียนสาขาอายุรศาสตร์เป็นโครงการร่วมระหว่างโรงพยาบาลตำรวจกับโรงพยาบาลรามาธิบดี พอเรียนจบอาจารย์ก็ชวนให้เป็นอาจารย์ที่โรงพยาบาลตำรวจต่อ และอยากจะให้ผมเรียนทางด้านโรคหัวใจด้วย ตอนนั้นผมก็เห็นว่าทั้งที่โรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลรามาธิบดีต่างก็มีอาจารย์สาขาโรคหัวใจเก่ง ๆ เป็นแบบอย่างให้เราเยอะ มีอาจารย์ที่ทำบอลลูนหลอดเลือดหัวใจ แล้วคนไข้ก็หายเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับการเป็นแพทย์โรคหัวใจจะไม่เหมือนกับแพทย์อายุรศาสตร์ เพราะต้องมีทั้งการตรวจคนไข้ มีหัตถการต่าง ๆ การทำบอลลูน การสวนหัวใจ การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ มีอะไรให้ทำเยอะซึ่งอายุรศาสตร์บางสาขาจะไม่มีหัตถการ ทำให้รู้สึกชอบและตัดสินใจเลือกเรียนต่อสาขาหัวใจที่โรงพยาบาลรามาธิบดี และมาทำงานที่โรงพยาบาลตำรวจจนถึงปัจจุบัน
“ความเป็นแพทย์ที่ดี
ก็รวมไปถึงมีความรู้
ความสามารถ จริงอยู่
เราอาจจะไม่ได้เก่งที่สุด
แต่เราอาจมีอย่างอื่น
ให้คนไข้เพิ่มเติมได้”
เป้าหมายที่มีการตั้งไว้ในการเป็นแพทย์หรือการใช้ชีวิต
เป้าหมายของผมจะง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เรื่องแรกคือ “การเป็นแพทย์ที่ดี” โดยจะตั้งใจรักษาและทำให้คนไข้หายจากความเจ็บป่วยให้ได้มากที่สุด ความเป็นแพทย์ที่ดีก็รวมไปถึงมีความรู้ความสามารถ จริงอยู่เราอาจจะไม่ได้เก่งที่สุด แต่เรามีอย่างอื่นให้คนไข้เพิ่มเติม เช่น เรื่องเวลาในการตรวจ จริง ๆ แล้วผมเห็นอาจารย์หลายท่านเลิกงานก็ยังมาดูคนไข้ วันหยุดราชการก็มาดูคนไข้ ทำให้ผมประทับใจแล้วอยากทำแบบนั้น พอถึงตอนที่ผมมาทำงาน เลิกงานเสร็จผมก็จะมาดูคนไข้ หรือวันเสาร์-อาทิตย์ผมก็จะแวะมาดูคนไข้ ผมทำแบบนี้มาโดยตลอด จากที่อาจารย์ทำเป็นตัวอย่าง หรืออย่างการตรวจคนไข้ ผมจะยึดหลักถ้าเรามาตรวจได้เร็ว คนไข้ก็จะได้กลับบ้านเร็ว คนที่พามาก็จะได้ไปทำงานอะไรต่อได้ พอคิดแบบนี้ 7.30 น. ผมจะลงมาตรวจคนไข้แล้ว เป็นตัวอย่างง่าย ๆที่ผมทำอยู่
เรื่องที่สอง “การพัฒนาศูนย์โรคหัวใจให้ก้าวหน้า” ซึ่งก็มีอาจารย์หลาย ๆ ท่านทำไว้แล้วส่วนหนึ่ง และก็ในยุคที่ผมเป็นหัวหน้าศูนย์โรคหัวใจที่โรงพยาบาลตำรวจ ผมและทีมงานก็ได้พยายามพัฒนาทั้งในเรื่องกายภาพ เช่น การพัฒนาตึกต่าง ๆ พัฒนาห้องตรวจ จัดหาเครื่องมือในการรักษาคนไข้ เช่น เครื่องสวนหัวใจ เครื่องอัลตร้าซาวนด์หัวใจ และอื่น ๆ และเรื่องการศึกษา เราก็มีการพัฒนาอบรมแพทย์ประจำบ้านต่อยอดสาขาโรคหัวใจที่โรงพยาบาลตำรวจ ปัจจุบันก็ได้ 10 กว่าปีแล้ว
เรื่องที่สาม “การเป็นครูแพทย์ที่ดี” ผมมีความคิดว่าเมื่อเราเกิดเจ็บป่วยหรือครอบครัวเกิดเจ็บป่วย เราก็อยากจะรักษากับคุณหมอที่ดี ผมคิดว่าอนาคตถ้าเราอยากจะรักษากับหมอแบบไหน ปัจจุบันเราก็ต้องสร้างคุณหมอแบบนั้นขึ้นมา ถ้าเราเป็นครูแพทย์ที่ดี สามารถสร้างหมอที่ดีขึ้นมา หมอเหล่านั้นก็จะมารักษาเรา รักษาครอบครัว รักษาประชาชนทั่วไปได้ โดยปัจจุบันด้านวิชาการทางการแพทย์มันกว้างและสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิมมาก แพทย์รุ่นใหม่สามารถหาความรู้ได้หมด ในฐานะอาจารย์แพทย์ ผมไม่เป็นห่วงและมีความคิดว่าแพทย์รุ่นใหม่อาจจะเก่งกว่าเราแล้วก็ได้ เพราะสนใจศึกษาเรื่องใดก็สามารถเข้าถึงได้ สิ่งที่ผมอยากเสริมให้ลูกศิษย์เป็นเรื่องของประสบการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเขาค้นในอินเตอร์เน็ตอาจจะไม่ได้ และมุมมอง หลักคิดในการประกอบวิชาชีพแพทย์ รวมถึงการดำเนินชีวิตในด้านอื่น ๆ
เรื่องที่สี่ “การรักษาสุขภาพ” ผมอายุมากขึ้น ก็สนใจดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้น ก็มีการไปออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เริ่มไปลงงานวิ่ง รู้สึกชอบบรรยากาศงานวิ่ง เป้าหมายของผมก็คือ การวิ่งฮาล์ฟมาราธอนให้ได้ในอนาคตก็พยายามฝึกซ้อมอยู่ ถึงจุดนี้ผมมองว่า ก่อนหน้าแพทย์อาจดูแลสุขภาพกันน้อยเพราะมีภาระงานหนัก กลับบ้านก็เหนื่อยกันแล้ว สมัยนี้แพทย์รุ่นใหม่มีคำกล่าวเรื่องของ Work life balance ผมเห็นมีคนพูดกันเยอะ แต่จริง ๆ ผมอยากเสนออีกคำ คือ Work life integration ซึ่งผมใช้อยู่คือ ไลฟ์สไตล์การทำงานที่ไม่แบ่งงานออกจากชีวิต ความแตกต่างมันอยู่ที่ว่า Work life balance อาจมีการแบ่งว่า เวลาทำงานกี่ชั่วโมง เวลาพักกี่ชั่วโมง วันหยุดกี่วัน นอกเวลาก็ห้ามรบกวนเป็นต้น แต่ Work life integration สามารถทำทั้ง 2 อย่างไปด้วยกันได้ เช่น วันเสาร์-อาทิตย์ ผมมาดูคนไข้ที่โรงพยาบาลตำรวจ ผมก็พาลูกมาด้วย ดูคนไข้เสร็จผมก็พาลูกไปกินข้าวต่อได้ พาลูกไปเที่ยวได้ หรือเรามีประชุมก็พากันไปประชุมที่ร้านอาหาร ก็สามารถทานข้าวไปด้วยได้ประชุมไปด้วยได้ มีความยืดหยุ่นในการทำงานได้ระดับหนึ่ง
“อย่างที่บอก
คุณแม่ผมทำร้านขายยา
โดยท่านเปิดร้านทุกวัน
7.30 น. ถึง 20.00 น.ปีหนึ่งจะหยุดแค่ตรุษจีน
และท่านเพิ่งจะเลิกเปิด
ตอนอายุ 70 ปี”
ที่ผ่านมาเป้าหมายที่สำเร็จ เกิดจากอะไร
เรื่องแรก ผมคิดว่าเป็น “ความมุ่งมั่นตั้งใจ” โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นต้นแบบ อยากที่บอกคุณแม่ผมทำร้านขายยา โดยท่านเปิดร้านทุกวัน 7.30 น. ถึง 20.00 น. ปีหนึ่งจะหยุดแค่ตรุษจีน และท่านเพิ่งจะเลิกเปิดตอนอายุ 70 ปี ทำให้ผมมองว่า พ่อกับแม่เราก็ทำงานหนักมาตลอด มุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน เป็นตัวอย่างให้ผมปฏิบัติตาม ถ้าผมจะทำอะไร ผมจะมุ่งมั่นตั้งใจและทำให้เต็มที่
เรื่องที่สอง “การไม่เอาเปรียบและเอาใจใส่ดูแลทีมงาน” จริง ๆ ผมให้ความสำคัญกับการสร้างทีมงานและบรรยากาศการทำงานที่ดี องค์กรก็จะอยู่กันโดยที่ไม่มีความขัดแย้ง แต่ถ้าเราเอาเปรียบทีมงาน หรือขาดการเอาใจใส่ดูแลที่ดี บรรยากาศก็ไม่ดีแล้วความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้น เราจึงต้องทำงานให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้เอาเปรียบเขา เอาใจใส่ดูแลเขาด้วย เขามีปัญหาอะไร ปัญหาครอบครัว ปัญหาส่วนตัว ก็พยายามเข้าไปดูแล เราก็จะได้เพื่อนร่วมงานที่ดีและสามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ และเขาก็จะถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ไปให้รุ่นต่อ ๆ ไป บรรยากาศในการทำงานก็จะเป็นไปได้ด้วยดี ผมเป็นคนมองบวกไม่พยายามเป็นศัตรูกับใคร อย่างคนที่เราไม่ชอบก็ไม่ได้ไปสร้างความขัดแย้งเพิ่มก็จะอยู่ห่าง ๆ
เรื่องที่สาม การได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา ต้องเข้าใจว่าในระบบราชการ การได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาเป็นสิ่งสำคัญ ที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาก็มองเห็นถึงความสำคัญของศูนย์โรคหัวใจ และก็เห็นการทุ่มเทในการทำงานของทีม ก็ให้การสนับสนุนทั้งในเรื่องของงบประมาณ กำลังคน ทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งหมดเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เป้าหมายหลายเรื่องสำเร็จไปได้
มีบางครั้งที่เป้าหมายไม่สำเร็จเกิดจากอะไร ควรปรับปรุงเรื่องอะไร
ผมคงพูดในส่วนของเรื่องงาน เรื่องแรก เป็นเรื่องของศูนย์หัวใจ บางครั้งมีการขาดแคลนทรัพยากรในการทำงาน ทั้งอุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ และกำลังคน เวลาที่ขาดแคลนก็จะมีปัญหา เช่น อุปกรณ์การตรวจวินิจฉัยเสีย หาทดแทนไม่ได้ ก็เป็นช่วงเวลาที่มืดแปดด้านเลย บางทีก็ไม่สามารถจัดหาด้วยวิธีปกติ งบประมาณก็มาไม่ทัน บางทีก็ต้องขอให้ทีมงานช่วยกัน คือถ้าเราพูดคุยกันว่าทีมงานจำเป็นต้องใช้จริง ๆ และงบประมาณก็มาไม่ทันจริง ๆ อย่างผมก็อาจต้องไปขอผู้บังคับบัญชา และหลาย ๆ ครั้งก็ได้จากน้อง ๆ ทีมงาน อาจได้ดูแลผู้ใหญ่หรือมีหลาย ๆ คนที่มองเห็นความตั้งใจแต่มีส่วนที่ขาดแคลนของเรา ก็มีการสนับสนุนช่วยเหลือกันมา ก็ทำให้หลาย ๆ อย่าง สำเร็จลงได้
เรื่องที่สอง นอกจากศูนย์โรคหัวใจก็ยังมีภาคส่วนอื่นที่ใหญ่กว่า ที่ยังมีปัญหาอยู่แต่บริบทจะใหญ่กว่า ปัญหาจะซับซ้อนกว่า ต้องใช้ความร่วมมือที่มากขึ้น เป็นเป้าหมายที่อยากปรับ นั่นคือการมีสายสัมพันธ์ มีช่องทางการติดต่อในระดับที่ใหญ่กว่าปัจจุบันได้
บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน
คนแรกเลยคือคุณพ่อคุณแม่ ท่านเป็นต้นแบบในเรื่องของความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน คุณแม่ทำงานตลอดเวลาแทบจะไม่มีวันหยุด อย่างที่บอกทั้งปีท่านหยุดแค่ตรุษจีน อย่างคุณพ่อท่านเป็นคนตรงต่อเวลา ท่านจะสอนว่า ถ้าเราไปสาย ทุกคนต้องรอเรา และเวลาของทุกคนมีค่า ถ้านัดใครท่านก็จะไปก่อนเวลาเสมอ ผมถูกปลูกฝังมาตลอดตั้งแต่เด็ก ถ้านัดเมื่อไหร่เราจะมารอเสมอ ความตรงต่อเวลานี้สำคัญ
ต่อมาจะเป็นอาจารย์แพทย์ ท่านแรกจะเป็น ศาสตราจารย์ นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา ท่านสอนผมที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ตอนผมไปเทรนด้านหัวใจ ท่านเป็นต้นแบบของความเป็นแพทย์ ดูแลคนไข้เป็นอย่างดี สามารถให้การวินิจฉัยโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือมากมาย อีกทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงานเป็นทีมในหน่วยโรคหัวใจ พอผมจบก็ได้มีโอกาสทำงานกับอาจารย์ก็ได้เห็นวิธีคิด วิธีการทำงานด้านบริหารที่เป็นประโยชน์ สำหรับผมอาจารย์จึงเป็นตัวอย่างของความเป็นครูแพทย์และการเป็นผู้บริหาร ต่อมาคือ พล.ต.ต. นพ. เกษม รัตนสุมาวงศ์ อาจารย์เป็นทั้งครู ผู้ร่วมงาน และผู้บังคับบัญชา อาจารย์เป็นคนใจเย็นแทบจะไม่เคยโกรธใครเลย พูดจาเอาใจใส่คนไข้ดีมาก ทุกวันนี้อาจารย์ก็ยังดูแลคนไข้อยู่ เป็น 2 ท่าน ที่เป็นต้นแบบด้านการแพทย์ให้กับผม
มองการแพทย์ของเมืองไทยปัจจุบัน และในอนาคตเป็นอย่างไร
เรื่องแรก ผมมองว่าปัจจุบันและอนาคต การแพทย์คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของสังคมผู้สูงอายุ โรคที่ผู้สูงอายุป่วยก็จะเพิ่มขึ้น เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง ก็จะเป็นตัวอย่างของโรคที่แพทย์ต้องเผชิญมากขึ้น
เรื่องที่สอง เป็นการเข้ามาอย่างมากมายของเทคโนโลยี เรียกได้ว่าเกือบทุกอุตสาหกรรม เป็นเรื่องที่เรายากจะหลีกเลี่ยง ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียที่ชัดเจนคือ ถ้าเราพึ่งเทคโนโลยีเป็นหลัก เราก็จะขาดการเอาใจใส่ดูแลคนไข้ ก็จะเกิดปัญหาตามมาอีก เช่น การฟ้องร้องระหว่างแพทย์กับคนไข้ จึงอยากให้ใช้เทคโนโลยีควบคู่ไปกับทักษะในการสื่อสาร อยากให้แพทย์ทุกท่านเห็นความสำคัญของการสื่อสารพูดคุยกับผู้ป่วย และมีการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
เรื่องที่สาม เป็นเรื่องของการรักษา อนาคตจะเป็นการรักษาที่มุ่งเน้นเฉพาะบุคคลมากขึ้น เป็น Precision medicine หรือการแพทย์แบบแม่นยำและจำเพาะ โดยสาเหตุของโรคในแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน การรักษาในแต่ละคนก็อาจจะต่างกัน ปัจจุบันเราจะเริ่มพบโรคที่ใช้ยาเฉพาะบุคคล โดยอาศัยข้อมูลทางพันธุกรรมของแต่ละบุคคล ทำให้โรคเดียวกันแต่ละคนอาจจะใช้ยาไม่เหมือนกัน แน่นอนวิธีการนี้ในปัจจุบันยังมีค่าใช้จ่ายที่สูง ซึ่งก็ต้องดูในอนาคตอีกที
เรื่องที่สี่ ทักษะการสื่อสารหรือ Communication skills สำหรับแพทย์ จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น โดยปัจจุบันมีการพบว่า ปัญหาระหว่างคนไข้กับแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทักษะการสื่อสารและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแพทย์กับคนไข้ลดลง ขณะที่คนไข้เองก็ต้องการการรักษาที่ดีมากขึ้น นอกจากนี้แพทย์ในอนาคตยังจำเป็นต้องมีการสื่อสารกับผู้ร่วมงานทั้งที่เป็นแพทย์ด้วยกันและบุคลากรในสาขาอื่น ๆ มากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น สมัยก่อนโรคหัวใจสามารถรักษาด้วยแพทย์คนเดียวได้ แต่ปัจจุบันคนไข้โรคหัวใจคนเดียว อาจมีแพทย์หัวใจดู 4 คน ดูด้านหัวใจล้มเหลว ดูด้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ และยังมีทีมอื่น ๆ อีก มีพยาบาล เภสัชกร นักโภชนากร เป็นการทำงานที่เรียกว่าสหวิชาชีพ ทั้งหมดนี้ก็ต้องมีทักษะการสื่อสาร communication skills ร่วมกัน
“แพทย์จะเก่งคนเดียวไม่ได้
ในอนาคตเราไม่สามารถ
จะมีแพทย์หัวใจคนเดียว
ดูได้ทุกโรค
ซึ่งไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว”
ฝากข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ว่าจะประสบความสำเร็จต้องทำอย่างไร
เรื่องแรก ผมชอบคำว่า Work life integration คือแพทย์รุ่นใหม่อาจจะพยายามมองหา Work life balance จนทำให้แพทย์รุ่นใหม่ไม่อยากไปเรียนในบางสาขาที่ทำงานหนัก อยากเรียนสาขาที่งานไม่หนักมาก ถ้าเป็นแบบนี้วันข้างหน้าใครจะดูแลโรคเหล่านี้ อย่างเช่นโรคหัวใจ วันหนึ่งก็ต้องมีคนมาทำแทนเรา ทุกคนก็อยากจะได้ Work life balance อยากมีวันหยุดชัดเจน อยากมีช่วงเวลาพักผ่อน ไม่อยากให้ใครโทรมารบกวน นี้ก็เป็นปัญหาที่แพทย์รุ่นใหม่อยากจะเป็น บางสาขาคนเรียนเยอะ บางสาขาคนเรียนน้อย แต่ถ้าเรามอง Work life integration ทำงานและดูแลครอบครัวควบคู่กันไปได้ ทำงานเสร็จก็ไปพักผ่อนได้เลย ผมคิดว่ามันสามารถทำได้
เรื่องที่สอง การดูคนไข้เป็นองค์รวม คนไข้ทุกคนที่มารักษากับเรา เขาก็มี 3 ด้าน คือ Bio, Psycho และ Social โดย Bio ก็คือโรคภัยไข้เจ็บที่เขาเป็น Psycho ก็คือ สภาพจิตใจที่คนไข้เป็น Social ก็คือสภาพสังคมที่คนไข้เจอ โดยแพทย์ต้องดูแลรักษาในภาพรวมนี้ทั้งหมด เพราะการรักษาบางอย่างอาจจะทำให้คนไข้ประสบกับความลำบาก เช่น คนไข้มีรายได้น้อย ถ้าแพทย์ต้องทำให้คนไข้ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย ๆ อาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมด้านจิตใจและด้านสังคม เนื่องจากคนไข้ไม่พร้อม ก็ต้องมีการพิจารณาเรื่องเหล่านี้ด้วย
เรื่องที่สาม การใช้ทรัพยากรที่เหมาะสม ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นเรื่อย ๆ มียาที่คิดค้นใหม่ ๆ มาก โรคบางโรคก็ใช้การรักษาที่มากขึ้น แพทย์ก็ต้องดูว่าวิธีไหนเหมาะกับผู้ป่วยรายไหน ควรเลือกใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยให้ทางเลือกในการรักษากับคนไข้ ข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี
ส่วนแพทย์รุ่นใหม่ที่อยากจะเรียนสาขาโรคหัวใจและอยากประสบความสำเร็จ ขอเพิ่มเรื่องของ ความสามารถในการทำงานเป็นทีม คนไข้โรคหัวใจปัจจุบันและในอนาคตต้องมีแพทย์ร่วมรักษาเยอะ แพทย์จะเก่งคนเดียวไม่ได้ ในอนาคตเราไม่สามารถจะมีแพทย์หัวใจคนเดียวดูได้ทุกโรค ซึ่งไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว ต่อมาเป็นเรื่องของการให้ทางเลือกในการรักษาอันนี้ก็สำคัญมาก เพราะว่าบางทีโรคเดียวกันแต่การรักษาอาจจะไม่เหมือนกัน อาจจะใช้ยาก็ได้หรือผ่าตัดก็ได้ ทำบอลลูนก็ได้ แพทย์ต้องให้ทางเลือกในการรักษา บอกถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีการ สุดท้ายคือ การอัพเดตข้อมูลข่าวสารความรู้อยู่ตลอดเวลาก็สำคัญมาก เพราะปัจจุบันโรคหัวใจเองก็มีการรักษาที่กว้างมาก ผมเองก็ตามได้ไม่ทุกอย่างเพราะฉะนั้นการสนใจเข้าประชุมก็สำคัญ เดี๋ยวนี้การประชุมต่างประเทศก็มีแบบออนไลน์ดูอยู่ที่บ้านได้ ก็อยากให้แพทย์โรคหัวใจรุ่นใหม่อัพเดตข่าวสารรอบตัวด้วย เพราะทุก ๆ ปีข่าวสารมันเปลี่ยนไปเร็วมาก ผมเป็นอาจารย์จะได้เปรียบอยู่บ้างเพราะบางทีลูกศิษย์ก็จะมาอัพเดตข่าวสารให้ฟัง ผมคิดว่าอาจารย์ต้องเลิกมองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง อาจารย์ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด เวลาผมสอนลูกศิษย์ก็จะบอกเสมอว่า อาจารย์สอนได้แค่ประสบการณ์ ความรู้ที่เคยดูแลคนไข้มา แต่ว่าความรู้จริง ๆ เขาอาจจะเก่งกว่าอาจารย์ก็ได้ ผมคิดว่าอาจารย์สมัยใหม่เราให้ประสบการณ์มากกว่า ยังไงเราก็ไม่ได้เก่งกว่าตำราอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเด็กรุ่นใหม่สามารถหาตำรามาอ่านได้ แพทย์รุ่นใหม่หรือแม้กระทั่งอาจารย์แพทย์ก็ต้องปรับตัว






