Category : Public Health News
กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เผยแพร่การปรับปรุงรายการยาและหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายล่าสุด โดยกำหนดให้ยาบางรายการต้องขออนุมัติล่วงหน้าผ่านระบบ Pre-authorization ก่อนใช้ และสามารถเบิกจ่ายได้เฉพาะในระบบสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อควบคุมการใช้ยาให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ 16 มีนาคม พ.ศ.2569 กรมบัญชีกลางเผยแพร่ข้อมูลชุดล่าสุดเกี่ยวกับรายการยาที่ต้องขออนุมัติการใช้ยาในระบบ Pre-authorization ซึ่งมีทั้งหมด 8 กลุ่ม รวม 59 รายการ ครอบคลุมกลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ มะเร็งและโลหิตวิทยา (ระบบ OCPA) 27 รายการ โรคผิวหนังเรื้อรัง (ระบบ DDPA) 9 รายการ โรครูมาติก (ระบบ RDPA) 8 รายการ ภาวะตาอักเสบ (ระบบ Uveitis) 2 รายการ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (ระบบ IBD) 3 รายการ โรคทางระบบประสาท (ระบบ Rituximab) 1......
สธ. ประกาศคุมเข้ม ปากกาลดน้ำหนัก GLP-1 ชนิดฉีดเป็นยาควบคุมพิเศษ
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศเพิ่มยากลุ่ม ‘GLP-1 ชนิดฉีด’ หรือ ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ เป็นยาควบคุมพิเศษ หลังมีการนำไปใช้ลดน้ำหนักอย่างแพร่หลาย โดยกำหนดให้ใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพื่อควบคุมความปลอดภัยในการใช้ยา และลดความเสี่ยงจากการใช้ไม่เหมาะสม 18 มีนาคม พ.ศ. 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ สธ. เรื่อง ยาควบคุมพิเศษ ฉบับที่ 58 ลงนามโดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 และมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 กำหนดให้เพิ่ม ‘ยากลุ่ม Glucagon-like peptide-1 (GLP-1) ชนิดฉีด’ เป็นรายการยาควบคุมพิเศษลำดับที่......
คกก. ระบบสุขภาพปฐมภูมิ เห็นชอบ 1 จังหวัด 1 อำเภอ มีแพทย์ปฐมภูมิประจำ
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เดินหน้าพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิให้เข้มแข็ง โดยกำหนดพื้นที่ต้นแบบ ‘1 จังหวัด 1 อำเภอ’ พร้อมจัดให้มีแพทย์ประจำหน่วยบริการ เพิ่มคุณภาพการดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมบริการ 6 ด้าน และนำเทคโนโลยี อาทิ AI และระบบข้อมูลมาใช้สนับสนุนการทำงาน เพื่อให้บริการตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 19 มีนาคม พ.ศ.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการระบบสุขภาพปฐมภูมิว่าที่ประชุมเห็นชอบแนวทางพัฒนาระบบในพื้นที่ต้นแบบ โดยกำหนดบทบาททีมบริการชัดเจน มีค่าตอบแทนเหมาะสม สนับสนุนงบประมาณ และพัฒนาศักยภาพบุคลากร ควบคู่กับการตั้งคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน รวมถึงเตรียมทำความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย และมอบหมายให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปรับหลักเกณฑ์จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวแก่หน่วยบริการ นพ.อภิสรรค์ บุญประดับ ผู้อำนวยการกองสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ เสริมว่าหน่วยบริการปฐมภูมิขึ้นทะเบียนแล้ว 95.26% พร้อมเร่งพัฒนา ‘ศูนย์กลางข้อมูลปฐมภูมิ’ (Primary Care Data Hub) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ และขยายบริการ Telemedicine ครอบคลุม รพ.สต. ทุกแห่ง......
สธ. ยัน ‘ยา-เวชภัณฑ์’ มีสำรอง 3 เดือน หากความไม่สงบยืดเยื้อใช้สมุนไพรแทน
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เร่งวางมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเน้นการรักษาความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์ไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชน พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนรองรับทั้งด้านการจัดหา การเงิน และพลังงาน เพื่อให้ระบบสาธารณสุขดำเนินต่อได้อย่างมีเสถียรภาพ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. เผยว่าได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ติดตามปริมาณยาและเวชภัณฑ์ทั่วประเทศ โดยล่าสุดยังไม่พบปัญหาขาดแคลน และมีสำรองเพียงพออย่างน้อย 3 เดือน พร้อมจัดทำบัญชีรายการยาจำเป็น 63 รายการ เพื่อติดตามสต็อกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงหาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติม ลดความเสี่ยงจากพื้นที่ขัดแย้ง ตลอดจนทบทวนราคากลางยาและแนวทางการนำเข้าเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเสริม อาทิ การพิจารณาใช้บรรจุภัณฑ์ทดแทนพลาสติก การขอความร่วมมือหน่วยบริการไม่สั่งซื้อเกินความจำเป็น และเร่งชำระหนี้เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ควบคู่กับการเตรียมรับมือวิกฤตพลังงาน โดยให้ทุกจังหวัดจัดทำแผนความต่อเนื่อง (BCP) และเร่งติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ในสถานพยาบาล อีกทั้งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจพิจารณาใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ 32 รายการทดแทนในบางอาการ เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วย แหล่งที่มา: https://www.thecoverage.info/news/content/10900...
สธ. กำหนดมาตรการรับมือภัยร้อน เปิดศูนย์ปฏิบัติการ มอบ อสม. ร่วมเฝ้าระวัง
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมมาตรการรับมือภัยความร้อนที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยจัดตั้งระบบบัญชาการเหตุการณ์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) เฝ้าระวังและตอบโต้สถานการณ์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับจังหวัด เขตสุขภาพ จนถึงระดับกระทรวง เน้นดูแลกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง รวมถึงส่งเสริมการป้องกันโรคลมแดดและลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน 17 มีนาคม พ.ศ. 2569 นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัด สธ. ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยร้อน โดยระบุว่าอุณหภูมิและค่าดัชนีความร้อนที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลปี พ.ศ.2568 พบผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวกับความร้อน 165 ราย และเสียชีวิต 21 ราย จึงกำหนดพื้นที่เสี่ยงสูง 29 จังหวัด และวางเกณฑ์การเปิด PHEOC 3 ระดับ ตามค่าดัชนีความร้อนและจำนวนผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต สำหรับมาตรการเสริม ได้มอบหมายให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ร่วมสำรวจและดูแลกลุ่มเสี่ยงในชุมชน จัดทำทะเบียน เยี่ยมบ้าน และเฝ้าระวังอาการผิดปกติ พร้อมประสานส่งต่อผู้ป่วย ขณะเดียวกันหน่วยงานวิชาการจะจัดทำแนวทางการรักษาและป้องกันโรคจากความร้อน......
สธ. เผยแพทย์จบใหม่สมัครพื้นที่ขาดแคลนเกินเป้า 87% หลังปรับสิทธิประโยชน์
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เดินหน้ามาตรการจูงใจแพทย์ลงพื้นที่ขาดแคลนใน 39 จังหวัด ผ่านการเพิ่มค่าตอบแทน ลดระยะเวลาใช้ทุน และจัดสรรโควตาพิเศษ แก้ปัญหาการกระจายแพทย์ไม่สมดุล ได้รับการตอบรับดีจากนักศึกษาแพทย์จบใหม่ที่สมัครเข้าร่วมเกินเป้าหมาย สะท้อนแนวโน้มเชิงบวกต่อการแก้ปัญหาระบบบริการสุขภาพในระยะยาว 13 มีนาคม พ.ศ. 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. เผยถึงนโยบายตามยุทธศาสตร์ของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่วิกฤต โดยกำหนดมาตรการสำคัญ คือ (1) เพิ่มค่าตอบแทนอยู่เวรเป็น 2 เท่า (2) ลดระยะเวลาชดใช้ทุนเพื่อเรียนต่อเฉพาะทางได้เร็วขึ้น และ (3) จัดสรรโควตาแพทย์รอบพิเศษ 239 ตำแหน่ง สำหรับ รพ. 78 แห่งในพื้นที่ส่งเสริมพิเศษ 39 จังหวัด ซึ่งมีนักศึกษาแพทย์จบใหม่สมัครเข้าร่วมถึง 446 คน สูงกว่าเป้าหมายถึง 87% นอกจากนี้ ยังพบว่าแพทย์ที่อยู่ระหว่างการใช้ทุนมีความสนใจย้ายไปปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้น เพื่อรับสิทธิประโยชน์ตามนโยบายใหม่......
บอร์ด สปสช. ระบุอัตราจ่าย ‘ถุงลำไส้-ยาละลายลิ่มเลือด’หนุนบัญชีนวัตกรรม
คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เห็นชอบกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2569 จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ถุงเก็บของเสียจากลำไส้ชนิด 1 ชิ้น (Colostomy bag) ในบัญชีนวัตกรรมไทย และยาละลายลิ่มเลือดสำหรับรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 2 มีนาคม พ.ศ.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานบอร์ด สปสช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายสำหรับถุงเก็บของเสียจากลำไส้ชนิด 1 ชิ้น ในบัญชีนวัตกรรมไทย ราคาไม่เกิน 60 บาท/ชิ้น โดยดำเนินการจัดซื้อรวมจำนวน 255,000 ชุด ภายใต้วงเงินงบประมาณ 15.3 ล้านบาท และปรับรูปแบบการจ่ายค่ายาละลายลิ่มเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ได้แก่ Alteplase และ Streptokinase จากอัตราเหมาจ่ายต่อครั้งเป็นการจ่ายตามจริงตามราคาที่กำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการในระบบ การปรับอัตราค่าใช้จ่ายดังกล่าวคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณได้มากกว่า 160 ล้านบาท/ปี โดยแบ่งเป็นการประหยัดงบจากการใช้ถุงเก็บของเสียจากลำไส้ในบัญชีนวัตกรรมไทยประมาณ......
บอร์ด สปสช. เห็นชอบปรับยารักษาโรคหายาก ‘โกเช่ร์’ ตามบัญชียาหลักแห่งชาติ
คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เห็นชอบปรับรายการยารักษาโรคโกเช่ร์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยให้ยาวีลากลูเซอเรส (Velaglucerase) เป็นบริการในสิทธิบัตรทอง และยกเลิกการใช้ยาอิมิกลูเซอเรส (Imiglucerase) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดภาระงบประมาณของระบบสุขภาพ พร้อมขยายการรักษาให้ครอบคลุมผู้ป่วยได้มากขึ้น 2 มีนาคม พ.ศ.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานบอร์ด สปสช. เผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ยา Velaglucerase เป็นบริการสาธารณสุขในระบบบัตรทองสำหรับรักษาโรคโกเช่ร์ชนิดที่ 1 และชนิดที่ 3b พร้อมให้ตัดรายการยา Imiglucerase ออกจากประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุข โดยมอบหมายให้ปรับแผนจัดหายาในปีงบประมาณ 2569 ภายในวงเงินไม่เกิน 31.05 ล้านบาท จากงบประมาณเดิมที่จัดสรรสำหรับยา Imiglucerase และเตรียมงบประมาณรองรับในปีงบฯ ถัดไป การปรับเปลี่ยนนี้เกิดขึ้นหลังจากคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติบรรจุยา Velaglucerase เพิ่มเติมในบัญชียาหลักแห่งชาติเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2568 โดยยาดังกล่าวสามารถขยายข้อบ่งชี้การรักษาไปถึงโรคโกเช่ร์ชนิดที่ 3b ได้ ซึ่งพบว่าการเปลี่ยนมาใช้ยานี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วย 17 ราย......
ยกระดับ ‘ผู้เยี่ยมสำรวจสถานพยาบาล’ เป็นอาชีพมีคุณวุฒิ
สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) ร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) ลงนามความร่วมมือเพื่อยกระดับ ‘ผู้เยี่ยมสำรวจสถานพยาบาล’ หรือผู้ประเมินระบบงานคุณภาพสถานพยาบาล ให้เป็นอาชีพที่มีคุณวุฒิวิชาชีพและได้รับการยอมรับในระดับสากล มุ่งพัฒนามาตรฐานสมรรถนะบุคลากรและสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพ เสริมความเข้มแข็งให้ระบบรับรองคุณภาพสถานพยาบาลของประเทศ 11 มีนาคม พ.ศ.2569 พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า สรพ. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรในระบบรับรองคุณภาพสถานพยาบาลด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ โดยมีเป้าหมายให้ผู้เยี่ยมสำรวจสถานพยาบาลได้รับการรับรองสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพและสามารถเทียบเคียงกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งดำเนินการใน 3 ด้านหลัก คือ (1) การยกระดับมาตรฐานผู้เยี่ยมสำรวจให้เชื่อมโยงกับกรอบคุณวุฒิวิชาชีพและกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (2) การพัฒนาหลักสูตรและระบบรับรองสมรรถนะบุคลากรสาธารณสุขให้สะท้อนความสามารถที่แท้จริง และ (3) การบูรณาการทรัพยากรและองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพ ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเป็นผู้เยี่ยมสำรวจผ่านเว็บไซต์ของ สรพ. ซึ่งจะเปิดรับสมัครปีละ 1 ครั้ง โดยต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้และฝึกอบรมประมาณ 2 ปีจึงจะสามารถขึ้นทะเบียนได้ ขณะเดียวกันผู้เยี่ยมสำรวจที่ขึ้นทะเบียนแล้วต้องต่ออายุและทบทวนความรู้เป็นระยะ เพื่อรักษามาตรฐานการประเมินคุณภาพสถานพยาบาลในระดับสากล แหล่งที่มา: https://www.hfocus.org/content/2026/03/37358...
ผลักดัน พ.ร.บ.มะเร็ง เป็นแผนควบคุมแห่งชาติ ‘ป้องกัน-คัดกรอง-รักษา’
รัฐบาลเดินหน้าลดภาระโรคมะเร็งของประเทศอย่างเป็นระบบ ผ่านการขับเคลื่อนแผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ (NCCP) มุ่งเน้นทั้งการป้องกัน การตรวจคัดกรอง และการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านมะเร็งที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง พร้อมยกระดับศักยภาพระบบบริการและโครงสร้างพื้นฐานด้านการรักษา รองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ 12 มีนาคม พ.ศ.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายด้านโรคมะเร็งระดับชาติ เกี่ยวกับจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในประเทศไทยที่มีมากกว่า 140,000 ราย/ปี และมีผู้เสียชีวิตกว่า 86,000 ราย/ปี โดยค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 111,166 ล้านบาทในปี พ.ศ.2537 เป็น 834,259 ล้านบาทในปี พ.ศ.2564 ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบการขับเคลื่อนแผน NCCP เพื่อยกระดับการป้องกัน คัดกรอง และรักษาโรคมะเร็งอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการควบคุมโรคมะเร็งที่มีภาระโรคสูง อาทิ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง แผนดังกล่าวจะพัฒนาระบบควบคุมโรคมะเร็งผ่าน 3 เสาหลัก คือ (1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการ (2) การพัฒนาบุคลากร และ......

