CIMjournal
banner test

Diabetes Dilemma: Differentiating Type 1 and Type 2 Diabetes

 

นพ. นพดล เกียรติศิริโรจน์ผศ. ดร. นพ. นพดล เกียรติศิริโรจน์
หน่วยต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม สาขาวิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

สรุปเนื้อหาการอบรมวิชาการโรคต่อมไร้ท่อในเวชปฏิบัติ ครั้งที่ 40 สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย วันที่ 22 กรกฎาคม 2568

 

1. แนวทางการวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และ ชนิดที่ 2 และข้อจำกัดในปัจจุบัน

การจำแนกชนิดของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 (T1D) และ ชนิดที่ 2 (T2D) ในปัจจุบัน อาศัยปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ 1) การตรวจพบ Islet autoantibody 2) อายุที่เริ่มให้การวินิจฉัย 3) ลักษณะการส่งต่อทางพันธุกรรมหรืออาการแสดงเข้าได้กับ monogenic diabetes syndrome (MODY) 4) มีลักษณะของ insulin resistance ที่เข้าได้ กับ T2D และ 5) ระดับของ C-peptide (รูปที่ 1)

Differentiating Type 1 & 2 Diabetesรูปที่ 1 การวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และ ชนิดที่ 2 ตามแนวทางเวชปฏิบัติของสมาคม American Diabetes Association 2025


อย่างไรก็ดียังมีในบางสถานการณ์ที่การให้การวินิจฉัยยังมีความคลุมเครือ ได้แก่
  1. Latent Autoimmune Diabetes of Adults (LADA) ที่ตรวจพบ Islet autoantibody ในผู้ใหญ่อายุมากกว่า 35 ปี ไม่มีภาวะ diabetes ketoacidosis (DKA) มีการลดลงของ C-peptide ช้ากว่า classic T1D และไม่จำเป็นต้องได้รับ insulin ในช่วง 5 ปีแรกของการวินิจฉัย1, 2
  2. Lean T2D พบได้ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 36 – 42 ปี ในกลุ่มประเทศ low-middle income โดยเฉพาะ Asian Indian มี BMI ต่ำ <19 kg/m2 ไม่มีลักษณะของ insulin resistance และยังตรวจพบ c-peptide ในช่วง 200-600 pmol/L (0.6 – 1.8 ng/mL)3
  3. Double diabetes (DD) พบได้ในผู้ป่วยที่มีลักษณะเข้าได้กับ T1D ร่วมกับมี insulin resistance หรือความอ้วน ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีก phenotype ของ T1D4
  4. Antibody positive T2D หรืออาจพิจารณาว่าเป็น non-insulin dependent LADA ซึ่งพบได้ถึง 10% ของผู้ที่มีลักษณะทางคลินิกเข้าได้กับ T2D5
  5. Ketosis-prone T2D (KPD) หมายถึง ผู้ป่วยที่มีลักษณะทางคลินิกเข้าได้กับ T2D ตรวจไม่พบ Islet autoantibody ที่มาด้วยอาการแสดง DKA แต่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ insulin ในภายหลัง และมีระดับ C-peptide >600 pmol/L (>1.8 ng/mL) มักพบในกลุ่มคนผิวสีชาวแอฟริกัน หรือชาวเอเชีย6-8
  6. Severe insulin deficient diabetes (SIDD) ที่พบในผู้ป่วยเบาหวาน ที่ตรวจไม่พบ anti-GAD ที่มีอายุค่อนข้างมาก น้ำหนักค่อนข้างอยู่ในเกณฑ์ ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล สะท้อนจากระดับ HbA1c ที่สูงมาก พบได้ 14 – 18% ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย T2D และอาจมาด้วยภาวะ DKA ได้9,10

ในบทความนี้จะพูดถึงความยากและซับซ้อนในการแยกโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ออกจากเบาหวานชนิดอื่น (ที่ไม่ใช่ specific type diabetes) โดยเฉพาะความหลากหลายในการแสดงออกของโรค T1D


2.
การตรวจ Islet autoantibody เพื่อจำแนก T1D จากเบาหวานชนิดอื่น ๆ

โดยทั่วไปการวินิจฉัย T1D เมื่อพิจารณาที่ต้นเหตุ การตรวจพบ Islet autoantibody น่าจะเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาและสมเหตุสมผลที่สุด โดยพบว่า เด็กที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หากตรวจพบ islet antibodies ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป จะพัฒนาไปสู่ T1D ได้มากถึง 69.7% เมื่อติดตามไปนาน 10 ปี11 แม้ว่าการตรวจ Islet autoantibody สามารถช่วยให้วินิจฉัย T1D ได้ง่าย แต่วิธีการนี้ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญ คือ ผลบวกลวงและผลลบลวง (false positive and false negative)

การตรวจพบ Islet autoantibody นั้นสามารถพบได้ในผู้ป่วย T2D หรือแม้แต่ประชากรทั่วไปได้ <1 – 5% (false positive)12-14 ในทำนองเดียวกัน ผู้ป่วย T1D ก็สามารถตรวจไม่พบ Islet autoantibody ได้ 5 – 10% (antibody negative T1D) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ได้รับการวินิจฉัยช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนต้นที่มีเชื้อสาย non-white หรือ Asian ที่มาด้วย fulminant T1D8, 15-17 การตรวจพบ Islet autoantibody ยังขึ้นอยู่กับอายุและระยะเวลาตรวจหา antibody ด้วย เนื่องจากอายุที่มากขึ้น หรือระยะเวลาที่เป็นเบาหวานนานขึ้น โอกาสตรวจพบ antibody อาจลดลง และการเกิด Islet autoantibody มีลักษณะรูปแบบ wax and wane response ส่งผลให้ในผู้ป่วย T1D อาจมีผล autoantibody เคยเป็นบวก กลายเป็นลบในภายหลังได้18 ดังนั้นตรวจหา Islet autoantibody เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัยชนิดของเบาหวาน


3. การตรวจ C-peptide เพื่อจำแนก T1D จากเบาหวานชนิดอื่น ๆ

การวัดระดับ C-peptide ดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ง่ายมากกว่าในการวินิจฉัย T1D ซึ่งบ่งบอกถึงปริมาณและความสามารถของ β-cell ในการหลั่ง insulin มักมีระดับที่ต่ำในผู้ป่วย T1D ที่มีอาการทางคลินิกแล้ว อย่างไรก็ดี การแปลผลค่า random C-peptide ถือว่าทำได้ง่ายมากกว่าในเวชปฏิบัติ โดยข้อพึงระวังในการแปลผล คือ ต้องแน่ใจว่าขณะแปลผล ระดับน้ำตาลในเลือดควรมากกว่า 140 mg/dL และมีการทำงานของไตที่ปกติ19, 20 โดยค่า random C-peptide ต่ำกว่า 200 – 400 pmol/L (0.6-1.2 ng/mL) ซึ่งเป็นค่าในคนปกติ สามารถสรุปได้ว่ามีภาวะ insulin insufficiency/deficiency ในทำนองเดียวกัน ค่า random C-peptide ที่มากกว่า 600 – 1,000 pmol/L (1.8-3.0 ng/mL) สามารถวินิจฉัย T2D หรือ insulin resistance ได้เช่นกัน (รูปที่ 2 )20, 21

Differentiating Type 1 and Type 2 Diabetesรูปที่ 2 การแปลผล fasting และ random/stimulated C-peptide (ซ้าย)20 


ข้อจำกัดในการแปลผลอยู่ที่ค่า random C-peptide อยู่ในช่วง 200 – 600 pmol/L (>0.6 – 1.8 ng/mL) เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะความหลากหลายในการแสดงออกของ T1D นั้นกว้างมาก ใน stage 1 หรือ 2 ของ T1D ค่า C-peptide สามารถอยู่ในช่วงนี้ได้ หากแต่มักมีการลดลงที่รวดเร็วภายใน 3 – 5 ปี แต่ก็มีจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะ T1D ที่วินิจฉัยหลังอายุ 18 ปี ที่อาจมีการลดลงของ C-peptide ที่ช้ากว่า รวมถึงกลุ่ม MODY, LADA และ double diabetes ด้วย22-24 ดังนั้นในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย T1D ในช่วงวัยผู้ใหญ่ ที่ยังวัดค่า random C-peptide >200 pmol/L (0.6 ng/mL) แม้ว่าจะได้รับการวินิจฉัยมาเกิน 5 ปี อาจจำเป็นต้องได้รับการทดสอบทางพันธุกรรมเพื่อวินิจฉัย MODY (กรณีวินิจฉัยที่อายุ <30 ปี มี strong family history of T2D และไม่มีลักษณะของ insulin resistance)25 หรือส่งตรวจหา islet antibody เพื่อวินิจฉัย LADA (กรณีวินิจฉัยที่อายุ >30 ปี และไม่มีลักษณะของ insulin resistance) และคำนวณ estimated glucose disposal rate วินิจฉัย double diabetes (กรณีที่มีลักษณะของ insulin resistance)4

  1. C-peptide ในผู้ป่วย atypical T2D ได้แก่ กลุ่ม severe insulin deficient diabetes, lean diabetes และ ketosis prone diabetes
    ในผู้ป่วย T2D นอกเหนือไปจากการมี insulin resistance แล้ว ยังมีการลดลงของ insulin secretion นำไปสู่ความผิดปกติของระดับน้ำตาลด้วย โดยแม้ช่วงแรกจะมีการเพิ่มขึ้นของการหลั่ง insulin เพื่อชดเชยกับภาวะ insulin resistance แต่ในท้ายที่สุดการทำงานของ β-cell ก็จะค่อย ๆ ลดลงตามระยะเวลาที่เป็นเบาหวานแม้จะด้วยอัตราเร็วที่แตกต่างกันออกไปก็ตาม โดยผู้ป่วยที่มีค่า C-peptide ต่ำลง จะมีโอกาสที่ต้องได้รับ insulin therapy ที่สูงขึ้น19,26  จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น T2D อาจมีปัญหาเรื่อง การหลั่ง insulin ร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วย SIDD ที่ได้รับการวินิจฉัยที่อายุมากกว่า 30 ปี (ค่าเฉลี่ยที่อายุ 50 ปี) และเป็นเบาหวานมานานเกิน 10 ปี10 จะมีโอกาสตรวจพบค่า C-peptide อยู่ในช่วง 200 – 600 pmol/L (0.6 – 1.8 ng/mL) และต้องให้การรักษาด้วย insulin คล้าย ๆ กับ กลุ่ม T1D/LADA10 26 นอกจากนี้เบาหวานกลุ่ม atypical T2D ยังประกอบด้วย Lean diabetes และ ketosis-prone diabetes (KPD) ซึ่งมีลักษณะผสมระหว่าง T1D และ T2D อย่างไรก็ดีค่า C-peptide ในทั้งสองกลุ่ม ยังคงมีค่าใกล้เคียงกับ T2D3, 6 

     กล่าวโดยสรุปคือ การตรวจค่า random C-peptide ที่มากกว่า 600 pmol/L (1.8 ng/mL) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 1000 pmol/L (3 ng/mL) สามารถให้การวินิจฉัย T2D ได้ อย่างไรก็ดี C-peptide ไม่สามารถแยก atypical form ของ T2D ไม่ว่าจะเป็น SIDD, LADA, lean T2D หรือ KPD ดังนั้นการติดตามค่า C-peptide และการพิจารณาลักษณะการดำเนินโรคทางคลินิกยังจำเป็นสำหรับการวินิจฉัยกลุ่ม atypical T2D


4. ลักษณะทางคลินิกกับการจำแนก T1D จากเบาหวานชนิดอื่น ๆ

  1. อายุเมื่อแรกวินิจฉัยและ BMI
    ตามคำแนะนำของ ADA/EASD กรณีที่ผู้ป่วยที่สงสัย T1D แต่ตรวจไม่พบ Islet autoantibody และมีอายุ <35 ปี ให้สงสัยว่าเป็น T1D/LADA ไว้ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่มีลักษณะของ insulin resistance หรืออ้วน เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะโดยธรรมชาติของ T1D จะเกิด islet autoantibody โดยเกิดสูงสุดที่อายุ 3 ปี และค่อย ๆ ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้น ผู้ป่วย T1D จึงมักได้รับการวินิจฉัยที่อายุน้อยกว่า T2D18 จากฐานข้อมูล ANDIS ยังแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วย T1D มีอายุเฉลี่ยเมื่อแรกวินิจฉัย คือ 34.0+13.8 ปี BMI 22.0+3.5 kg/m2 ในขณะที่ LADA และ T2D มีอายุเฉลี่ยเมื่อแรกวินิจฉัย คือ 54.9+12.7 และ 60.9+12.3 ปี  34.0+13.8 ปี BMI 28.8+6.3 และ 30.9+5.7 kg/m2 ตามลำดับ10 ดังนั้น อายุแรกวินิจฉัย <35 ปี และ lean BMI อาจช่วยแยก T1D ออกจาก T2D ก็จริง แต่อาจไม่ใช่กับ LADA นอกจากนี้การใช้อายุและ BMI ยังมีข้อจำกัดในกลุ่มเบาหวานในเด็ก เนื่องจากความรุนแรงของสถานการณ์โรคอ้วนที่เพิ่มสูงขึ้นในเด็ก ทำให้อุบัติการณ์โรค T2D ในเด็กที่สูงขึ้น และรวมถึงเบาหวานลูกผสม Double Diabetes ที่ค่อย ๆ พัฒนาเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการเป็นเบาหวานที่นานขึ้น27 จากการศึกษาในเครือข่าย TIDDAR-CN พบว่าในคนที่ได้รับการวินิจฉัยเบาหวานก่อนอายุ 30 ปี จำนวน 2,844 คน มีจำนวน 62.6% เป็น T1D และ 30.7% เป็น T2D28 การศึกษาของศิริราชพยาบาลเปรียบเทียบลักษณะทางคลินิกระหว่างผู้ป่วยที่อยู่ในเครือข่าย TIDDAR-CN โดยแบ่งเป็น T1D 301 และ T2D 95 คน พบว่าอายุเฉลี่ยเปรียบเทียบระหว่าง T1D และ T2D คือ 9.7+5.4 vs 16.9+6.4 ปี และ BMI 17.2+4.1 vs 30.8+7.9 kg/m2 เพราะฉะนั้น ใน young onset diabetes แม้ว่าจะอายุน้อย หากแต่มี BMI ที่สูง ยังคงต้องคิดถึง T2D ไว้ด้วยเสมอ29
  2. ประวัติครอบครัวญาติสายตรงเป็น T1D หรือการตรวจ genetic risk score
    ประวัติครอบครัวการเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งสะท้อนถึงการมีพันธุกรรมความเสี่ยงสูง เช่น Human Leukocyte Antigen (HLA) DR และ DQ สามารถนำมาใช้ในการทำนายความเสี่ยงของการเกิดเบาหวานชนิดที่ 1 รวมถึงการตรวจพบ Islet autoantibody โดยพบได้ตั้งแต่ 0.01% ในทารกที่ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 และมียีน HLA ที่ป้องกันโรค เช่น HLA DQB1*0602 ไปจนถึง 50% ในทารกที่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 หลายคนในญาติลำดับแรก และมียีนชนิด  HLA DRB1*301/DRB1*04-DQB1*3028 แต่เนื่องจากสัดส่วนของผู้ป่วย T1D ที่มีประวัติครอบครัวญาติสายตรงเป็นโรคเดียวกันนี้มีจำนวนน้อยมาก30 ร่วมกับการตรวจยีนยังไม่ได้ทำได้แพร่หลาย รวมถึงความแตกต่างของยีนในแต่ละเชื้อชาติที่ส่งผลต่อการเกิดโรค18 ทำให้ประวัติครอบครัวหรือการตรวจทางพันธุกรรมจึงไม่ได้ช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคมากนัก
  3. Diabetes ketoacidosis
    DKA มักถูกใช้เป็นเครื่องหมายของภาวะ insulin deficiency และใช้เป็นเครื่องมือในการวินิจฉัย classic autoimmune T1D ซึ่งมักมีอาการของ severe hyperglycaemia เช่น น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว และเกิด DKA ในช่วงเวลาหลังจากเริ่มมีอาการของ hyperglycaemia ค่อนข้างเร็ว ในช่วงสัปดาห์ถึงเดือน ในขณะที่กลุ่มย่อย nonautoimmune fulminant T1D จะเกิด DKA ได้เร็วมากหลังจากเริ่มมีอาการของ hyperglycaemia ในเวลาไม่กี่วัน15, 31 อย่างไรก็ดีการเกิด DKA นั้นสามารถเกิดได้ใน SIDD10 หรือ poor-controlled T2D ที่มีตัวกระตุ้นก็ได้32 นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วย T2D จำนวนหนึ่งสามารถเป็น KPD ได้เช่นกัน ดังนั้นการเกิด DKA เมื่อแรกวินิจฉัยสามารถหมายถึงภาวะ insulin deficiency และบ่งชี้ไปในทาง T1D แต่ความเป็นไปได้ที่จะเป็น T2D ยังคงมีอยู่


5. สรุปแนวทางการวินิจฉัยชนิดของเบาหวานอย่างง่าย

เมื่อรวบรวมความรู้ที่กล่าวมาทั้งหมด ผู้แต่งได้เรียบเรียงและขอนำเสนอแนวทางการวินิจฉัยเพื่อแยกระหว่าง T1D และ T2D โดยอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การดำเนินของโรค ลักษณะทางคลินิก และอาการแสดง ดังนี้ (รูปที่ 3)Differentiating Type 1 and Type 2 Diabetesรูปที่ 3 แนวทางการให้การวินิจฉัยชนิดของเบาหวานอย่างง่าย T1D = type 1 diabetes, LADA = latent autoimmune diabetes of adult, T2D = type 2 diabetes, KPD = ketosis prone diabetes, MODY = maturity-onset diabetes of the young, SIDD severe insulin deficiency T2D, MOD = Mild obesity-related T2D, MARD = mild age-related T2D, SIRD = severe insulin resistance T2D, IR = insulin resistance, MetS = metabolic syndrome, DKA = diabetes ketoacidosis, FHT2 = family history of T2D.

 

  1. หากสามารถวัด random C-peptide ได้ random C-peptide จะสามารถบอกถึงความสามารถของตับอ่อนในการหลั่งอินซูลิน หาก random C-peptide <0.6 ng/mL ให้คิดว่ามี insulin deficiency ไว้ก่อน ในขณะ random C-peptide >1.8 ng/mL ให้คิดว่ามี intact insulin secretion ร่วมกับ insulin resistance โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก random C-peptide >3.0 ng/mL ให้วินิจฉัย T2D ได้เลย (แต่ไม่สามารถกลุ่มย่อยของ T2D ได้) หากค่า random C-peptide อยู่ในช่วง indeterminate 0.6 – 1.8 ng/mL ให้ติดตามค่า C-peptide ทุก 6 เดือน หรือติดตามระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด เพื่อดูธรรมชาติการดำเนินโรค
  2. กรณีที่สามารถตรวจ Islet autoantibody ได้ พิจารณาส่งตรวจในผู้ที่สงสัย insulin deficiency กรณีที่ไม่พบ Islet autoantibody ในผู้ที่มาด้วยอาการแสดงที่รุนแรงและเร็วมากในหลักวัน ให้การวินิจฉัย fulminant T1D กรณีที่พบ Islet autoantibody ในผู้ที่มาด้วยอาการแสดงที่รุนแรงและค่อนข้างเร็วในหลักสัปดาห์ ให้การวินิจฉัย autoimmune T1D
    1. ลักษณะ autoimmune T1D ที่วินิจฉัยก่อนอายุ 30 ปี มักรุนแรงกว่า โดยพบ Islet autoantibody ได้บ่อยและมีระดับที่สูง มักมีรูปร่างผอมสมส่วนแต่สามารถอ้วนขึ้นและพัฒนาไปเป็น double diabetes เมื่อมีอายุมากขึ้นได้
    2. ลักษณะ autoimmune T1D ที่วินิจฉัยหลังอายุ 30 ปี หรือ LADA มีลักษณะอาการได้ตั้งแต่น้อยจนถึงรุนแรงกว่า พบ Islet autoantibody ได้บ้าง มักมีรูปร่างที่ท้วมใหญ่กว่ากลุ่มอายุน้อย
  3. พิจารณาส่งตรวจ Islet autoantibody ในกลุ่ม indeterminate C-peptide หากสามารถทำได้ ซึ่งช่วยให้การวินิจฉัยกลุ่ม LADA ได้ หากไม่สามารถตรวจ Islet autoantibody ให้ติดตามค่า C-peptide 6 เดือน หรือติดตามระดับน้ำตาลทุก 3 เดือน หาก random C-peptide มีการลดลงที่รวดเร็ว หรือจำเป็นต้องให้ insulin ภายใน 3 – 5 ปี หลังการวินิจฉัยให้วินิจฉัย T1D/LADA ได้ กรณีที่ไม่มีการลดลงของ C-peptide กลุ่มนี้ ยังสามารถเป็นได้ทั้ง non-insulin dependent LADA และ T2D
  4. กลุ่มที่มี random C-peptide >1.8 ng/mL ให้การวินิจฉัยว่าเป็น T2D ได้ ส่วนการจำแนกกลุ่มย่อย ให้ดูที่ความรุนแรงของอาการแสดง
    1. หากมีอาการรุนแรง หรือมี DKA มีอาการค่อนข้างเร็วหรือเกิดในผู้ที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยเบาหวานมาก่อนให้สงสัย KPD ในขณะที่หากมีอาการรุนแรง หรือมี DKA ในคนที่ควบคุมเบาหวานได้ไม่ดีให้คิดถึง SIDD โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพบว่ามีตัวกระตุ้น
    2. หากอาการไม่รุนแรง ให้ดูลักษณะทางคลินิกอื่น ๆ ประกอบ10 ดังนี้
      1. วินิจฉัยก่อนอายุ 35 ปี มีประวัติครอบครัวเป็น T2D ในญาติสายตรงหลายรุ่น คิดถึง MODY
      2. ผู้ใหญ่อายุวัยค่อนข้างน้อยถึงกลางคน รูปร่างอ้วน แต่ไม่มีลักษณะของ insulin resistance คิดถึง Mild obesity-related diabetes (MOD)
      3. ผู้ใหญ่อายุวัยเกษียณ รูปร่างค่อนข้างปรกติถึงท้วม ไม่มีลักษณะของ insulin resistance คิดถึง Mild age-related diabetes (MARD)
      4. ผู้ใหญ่อายุวัยเกษียณ รูปร่างอ้วน มีลักษณะของ insulin resistance คิดถึง severe insulin resistant diabetes (SIRD)

 

ข้อมูลจาก
1. Endocrine PSU:
หน่วยต่อมไร้ท่อฯ คณะแพทยศาสตร์ ม.อ.
2. Southern Endocrine Academy
 

.
.
.
เอกสารอ้างอิง
  1. Maruyama T, Tanaka S, Shimada A, et al. Insulin Intervention in Slowly Progressive Insulin-Dependent (Type 1) Diabetes Mellitus. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. 2008;93:2115-2121.
  2. Shimada A, Kawasaki E, Abiru N, et al. New diagnostic criteria (2023) for slowly progressive type 1 diabetes (SPIDDM): Report from Committee on Type 1 Diabetes in Japan Diabetes Society (English version). Diabetology International. 2024;15:1-4.
  3. Lontchi-Yimagou E, Dasgupta R, Anoop S, et al. An Atypical Form of Diabetes Among Individuals With Low BMI. Diabetes Care. 2022;45:1428-1437.
  4. Kietsiriroje N, Pearson S, Campbell M, Ariëns RAS, Ajjan RA. Double diabetes: A distinct high‐risk group? Diabetes, Obesity and Metabolism. 2019;21:2609-2618.
  5. Buzzetti R, Di Pietro S, Giaccari A, et al. High Titer of Autoantibodies to GAD Identifies a Specific Phenotype of Adult-Onset Autoimmune Diabetes. Diabetes Care. 2007;30:932-938.
  6. Lebovitz HE, Banerji MA. Ketosis-Prone Diabetes (Flatbush Diabetes): an Emerging Worldwide Clinically Important Entity. Current Diabetes Reports. 2018;18.
  7. Umpierrez GE, Smiley D, Kitabchi AE. Narrative Review: Ketosis-Prone Type 2 Diabetes Mellitus. Annals of Internal Medicine. 2006;144:350-357.
  8. Redondo MJ, Gignoux CR, Dabelea D, et al. Type 1 diabetes in diverse ancestries and the use of genetic risk scores. The Lancet Diabetes & Endocrinology. 2022;10:597-608.
  9. Preechasuk L, Khaedon N, Lapinee V, et al. Cluster analysis of Thai patients with newly diagnosed type 2 diabetes mellitus to predict disease progression and treatment outcomes : A prospective cohort study. BMJ Open Diabetes Research & Care. 2022;10:e003145.
  10. Ahlqvist E, Storm P, Käräjämäki A, et al. Novel subgroups of adult-onset diabetes and their association with outcomes: a data-driven cluster analysis of six variables. The Lancet Diabetes & Endocrinology. 2018;6:361-369.
  11. Ziegler AG, Rewers M, Simell O, et al. Seroconversion to Multiple Islet Autoantibodies and Risk of Progression to Diabetes in Children. Jama. 2013;309:2473.
  12. Bosi E, Garancini MP, Poggiali F, Bonifacio E, Gallus G. Low prevalence of islet autoimmunity in adult diabetes and low predictive value of islet autoantibodies in the general adult population of northern Italy. Diabetologia. 1999;42:840-844.
  13. Rolandsson O, Hägg E, Nilsson M, Hallmans G, Mincheva‐Nilsson L, Lernmark Å. Prediction of diabetes with body mass index, oral glucose tolerance test and islet cell autoantibodies in a regional population. Journal of Internal Medicine. 2001;249:279-288.
  14. Sørgjerd EP, Thorsby PM, Torjesen PA, Skorpen F, Kvaløy K, Grill V. Presence of anti-GAD in a non-diabetic population of adults; time dynamics and clinical influence: results from the HUNT study. BMJ Open Diabetes Research & Care. 2015;3:e000076.
  15. Imagawa A, Hanafusa T, Miyagawa J-i, Matsuzawa Y. A Novel Subtype of Type 1 Diabetes Mellitus Characterized by a Rapid Onset and an Absence of Diabetes-Related Antibodies. New England Journal of Medicine. 2000;342:301-307.
  16. Bravis V, Kaur A, Walkey HC, et al. Relationship between islet autoantibody status and the clinical characteristics of children and adults with incident type 1 diabetes in a UK cohort. BMJ Open. 2018;8:e020904.
  17. Kawasaki E, Nakamura K, Kuriya G, et al. Differences in the humoral autoreactivity to zinc transporter 8 between childhood- and adult-onset type 1 diabetes in Japanese patients. Clinical Immunology. 2011;138:146-153.
  18. Bonifacio E. Predicting Type 1 Diabetes Using Biomarkers. Diabetes Care. 2015;38:989-996.
  19. Maddaloni E, Bolli GB, Frier BM, et al. C‐peptide determination in the diagnosis of type of diabetes and its management: A clinical perspective. Diabetes, Obesity and Metabolism. 2022;24:1912-1926.
  20. Jones AG, Hattersley AT. The clinical utility of C‐peptide measurement in the care of patients with diabetes. Diabetic Medicine. 2013;30:803-817.
  21. B. Berger GSGS. Random C-peptide in the classification of diabetes. Scandinavian Journal of Clinical and Laboratory Investigation. 2009;60:687-693.
  22. Davis AK, DuBose SN, Haller MJ, et al. Prevalence of detectable C-Peptide according to age at diagnosis and duration of type 1 diabetes. Diabetes Care. 2015;38:476-481.
  23. Redondo MJ, Morgan NG. Heterogeneity and endotypes in type 1 diabetes mellitus. Nat Rev Endocrinol. 2023;19:542-554.
  24. Palmer JP, Fleming GA, Greenbaum CJ, et al. C-peptide is the appropriate outcome measure for type 1 diabetes clinical trials to preserve beta-cell function: report of an ADA workshop, 21-22 October 2001. Diabetes. 2004;53:250-264.
  25. Thanabalasingham G, Pal A, Selwood MP, et al. Systematic assessment of etiology in adults with a clinical diagnosis of young-onset type 2 diabetes is a successful strategy for identifying maturity-onset diabetes of the young. Diabetes Care. 2012;35:1206-1212.
  26. Dario T, Riccardo G, Silvia P, et al. The utility of assessing C-peptide in patients with insulin-treated type 2 diabetes: a cross-sectional study. Acta Diabetologica. 2020;58:411-417.
  27. Jirawatwarakul T, Pruktanakul T, Churuangsuk C, et al. Progression of insulin resistance in individuals with type 1 diabetes: A retrospective longitudinal study on individuals from Thailand. Diabetes and Vascular Disease Research. 2023;20.
  28. Dejkhamron P, Santiprabhob J, Likitmaskul S, et al. Young‐onset diabetes patients in Thailand: Data from Thai Type 1 Diabetes and Diabetes diagnosed Age before 30 years Registry, Care and Network (T1DDAR CN). Journal of Diabetes Investigation. 2022;13:796-809.
  29. Preechasuk L, Tantasuwan S, Likitmaskul S, et al. Clinical Characteristics, Glycemic Control, and Microvascular Complications Compared Between Young-Onset Type 1 and Type 2 Diabetes Patients at Siriraj Hospital – A Tertiary Referral Center. Diabetes Metab Syndr Obes. 2022;15:1375-1387.
  30. Lambert AP, Gillespie KM, Thomson G, et al. Absolute Risk of Childhood-Onset Type 1 Diabetes Defined by Human Leukocyte Antigen Class II Genotype: A Population-Based Study in the United Kingdom. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. 2004;89:4037-4043.
  31. Buzzetti R, Maddaloni E, Gaglia J, Leslie RD, Wong FS, Boehm BO. Adult-onset autoimmune diabetes. Nature Reviews Disease Primers. 2022;8.
  32. Mookpaksacharoen O, Choksakunwong S, Lertwattanarak R. Comparison of clinical characteristics and treatment outcomes between initially diagnosed type 1 and type 2 diabetes mellitus patients presenting with diabetic ketoacidosis. BMC Endocrine Disorders. 2024;24.
PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก