CIMjournal

เรื่องที่กุมารแพทย์ …ควรติดตาม เดือน ก.ย. – ธ.ค. 2569

 

lets get updated pulmo 1 2568

lets get updated pulmo 1 2568

สวัสดีค่ะเพื่อนกุมารแพทย์ทุกท่านกลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์อัปเดตความรู้ทางกุมารเวชศาสตร์ที่น่าสนใจ หลังจากที่ในฉบับที่แล้ว เราได้ร่วมกันอัปเดตประเด็นสำคัญทางคลินิกไปหลากหลายด้าน สำหรับในฉบับนี้ เรายังคงคัดสรรหัวข้อที่อยู่ในกระแสและมีความสำคัญต่อเวชปฏิบัติของกุมารแพทย์ไทยมาฝากกันอย่างเข้มข้นเช่นเคย โดยมีไฮไลต์ที่น่าติดตามดังนี้ค่ะ


Cyclosporiasis: โรคอุจจาระร่วงจากอาหารที่กุมารแพทย์ควรรู้จัก

ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี สหรัฐอเมริกามักรายงานผู้ป่วย cyclosporiasis เพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เริ่มมีอาการในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2569 พบการระบาดในหลายรัฐ ส่งผลให้ U.S. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) และ U.S. Food and Drug Administration (FDA) ออกประกาศติดตามสถานการณ์และสอบสวนแหล่งอาหารที่เกี่ยวข้อง โรคนี้เกิดจากโปรโตซัว Cyclospora cayetanensis ซึ่งติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อน sporulated oocysts โดยเฉพาะผักสลัด สมุนไพรสด และผลไม้สด

ลักษณะที่แตกต่างจากโรคอุจจาระร่วงจากอาหารทั่วไป คือ เชื้อ Cyclospora ไม่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้โดยตรง เนื่องจาก oocyst ที่ถูกขับออกมากับอุจจาระยังไม่อยู่ในระยะติดต่อ และต้องใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ในสิ่งแวดล้อมจึงจะเกิด sporulation และสามารถก่อโรคได้ ดังนั้น การระบาดส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับอาหารที่ปนเปื้อนตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกหรือการผลิต มากกว่าการแพร่เชื้อภายในครอบครัว

ผู้ป่วยมักมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ ปวดท้อง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย อาจเป็นนานหลายสัปดาห์หากไม่ได้รับการรักษา การวินิจฉัยจำเป็นต้องอาศัยการตรวจอุจจาระด้วยวิธีเฉพาะ เช่น modified acid-fast stain, fluorescence microscopy หรือ multiplex gastrointestinal PCR ส่วนการตรวจอุจจาระตามที่ใช้กันทั่วไปจะมีความไวต่ำและอาจตรวจไม่พบเชื้อหากไม่ได้ระบุเจาะจงให้ตรวจหา Cyclospora การรักษาคือ trimethoprim-sulfamethoxazole (TMP-SMX) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด

แม้ในประเทศไทยจะยังไม่พบการระบาดขนาดใหญ่ของโรคนี้ แต่กุมารแพทย์ควรนึกถึง cyclosporiasis ในผู้ป่วยที่มีท้องร่วงเรื้อรังหรือเป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ หรือมีประวัติกินผักและผลไม้สดจากพื้นที่ที่กำลังมีการระบาด รวมถึงผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจมีอาการรุนแรงและเป็นนานกว่าปกติ


RSV ในเด็ก: ก้าวใหม่ของการป้องกันโรครุนแรงด้วยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

Respiratory syncytial virus (RSV) เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กเล็กทั่วโลก โดยเฉพาะทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดหลอดลมฝอยอักเสบ ปอดอักเสบ และการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แม้เด็กส่วนใหญ่จะเคยติดเชื้อ RSV ภายในอายุ 2 ปี แต่การติดเชื้อครั้งแรกมักมีความรุนแรงที่สุด และก่อให้เกิดภาระต่อระบบสาธารณสุขเป็นอย่างมาก ในอดีตการป้องกัน RSV ด้วยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (monoclonal antibodies) จำกัดอยู่เฉพาะเด็กที่มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม การพัฒนา long-acting monoclonal antibodies ซึ่งสามารถให้การป้องกันโรครุนแรงจาก RSV ได้ตลอดฤดูกาลระบาดด้วยการให้เพียงครั้งเดียว ทำให้แนวทางการป้องกันในปัจจุบันในปัจจุบันขยายจากเด็กกลุ่มเสี่ยงไปสู่ทารกสุขภาพดีทั่วไป โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการเจ็บป่วยรุนแรง การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและภาระโรคจาก RSV

สำหรับประเทศไทย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยได้เผยแพร่ แนวทางการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพื่อป้องกันโรครุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี พ.ศ. 2569 ซึ่งเพื่อสนับสนุนการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปอย่างเหมาะสมตามหลักฐานเชิงประจักษ์ และสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย แม้ว่าการป้องกัน RSV จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ แต่การป้องกันพื้นฐาน เช่น การล้างมือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดในช่วงฤดูกาลระบาด และการหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ยังคงเป็นมาตรการสำคัญ โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็ก ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแนวทางดังกล่าวบนเว็บไซต์ของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (https://www.thaipediatrics.org/6726/)


การกลับมาของโรคหัด: บทเรียนจากการระบาดในสหรัฐอเมริกาและความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค

ในช่วงปี พ.ศ. 2568 – 2569 สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญการระบาดของโรคหัด (measles) ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ประกาศกำจัดโรคได้ (measles elimination) เมื่อปี ค.ศ. 2000 โดยมีการระบาดต่อเนื่องในหลายรัฐ อีกทั้งมีรายงานการเสียชีวิตด้วย สะท้อนให้เห็นว่าแม้โรคหัดจะสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยวัคซีน แต่ความครอบคลุมของวัคซีนที่ลดลงในบางพื้นที่ ประกอบกับการนำเข้าผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศ ทำให้เกิดการระบาดได้เมื่อมีประชากรที่ไม่มีภูมิคุ้มกันสะสมอยู่ในชุมชน

โรคหัดเป็นโรคติดเชื้อที่แพร่กระจายได้ง่ายที่สุดโรคหนึ่ง โดยผู้ป่วย 1 รายสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันได้เฉลี่ย 12 – 18 ราย เชื้อแพร่กระจายผ่านละอองฝอยในอากาศ (airborne) และสามารถคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานถึง 2 ชั่วโมง อาการสำคัญ ได้แก่ ไข้ ไอ น้ำมูก ตาแดง ตามด้วยผื่นชนิด maculopapular ที่เริ่มจากใบหน้าและลามลงลำตัว ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ ปอดอักเสบ สมองอักเสบ และอาจเสียชีวิตได้โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

สำหรับประเทศไทย แม้ภาพรวมของสถานการณ์ยังไม่อยู่ในระดับการระบาดใหญ่ แต่ยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 พบผู้ป่วยยืนยันและผู้ป่วยที่มีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยารวม 78 ราย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี และเกือบครึ่งไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยจากต่างประเทศและการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในชุมชน โรงเรียน และครอบครัวในบางพื้นที่

สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความสำคัญของการรักษาความครอบคลุมของวัคซีนป้องกันโรคหัดให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 รวมถึงการเฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีไข้ร่วมกับผื่น การสอบสวนโรคอย่างรวดเร็ว และการให้วัคซีนเก็บตก (catch-up vaccination) ในเด็กที่ได้รับวัคซีนไม่ครบหรือไม่เคยได้รับวัคซีน เพื่อป้องกันการกลับมาของการระบาดในประเทศไทย

Rome V: มีอะไรใหม่ในภาวะ Disorders of gut-brain interaction ในเด็ก?
ในปี 2026 Rome V ได้ปรับแนวคิดและเกณฑ์วินิจฉัยภาวะความผิดปกติระบบทางเดินอาหารไร้โรคทางกาย ซึ่งเดิมเรียกว่า functional gastrointestinal disorders (FGIDs) โดยปัจจุบันใช้คำว่า disorders of gut–brain interaction (DGBI) เพื่อบ่งชี้ว่า ว่าความผิดปกติเหล่านี้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบทางเดินอาหารและสมอง มิได้หมายความว่า “ไม่มีโรค” หรืออาการเกิดจากจิตใจเพียงอย่างเดียว โดยมีการเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ จาก Rome IV 2016 สรุปได้ดังนี้

  1. ไม่แบ่งโรคตามช่วงอายุแบบเดิม
    Rome IV แบ่งเป็น neonate/toddler และ child/adolescent แต่ Rome V ยกเลิกการแบ่งตามอายุเนื่องจาก DGBI หลายชนิดสามารถพบได้ต่อเนื่องในหลายช่วงวัย และจัดกลุ่มตามตำแหน่งและลักษณะอาการ โดยแบ่งเป็น upper GI และ lower GI disorders 
  2. เพิ่มภาวะใหม่ โดยเฉพาะความผิดปกติของหลอดอาหารและการกิน
    Rome V ขยาย pediatric upper GI DGBI โดยเพิ่มภาวะเกี่ยวกับหลอดอาหาร ได้แก่ reflux hypersensitivity, reflux-negative esophageal pain disorder และ supragastric belching syndrome รวมถึงกลุ่ม functional pediatric feeding disorders นอกจากนี้ มีการเพิ่ม functional abdominal bloating ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม discomfort disorders และ proctalgia fugax ซึ่งอยู่ในกลุ่ม defecation and anorectal disorders 
  3. กลุ่มอาการปวดท้อง (abdominal pain disorders)
    Rome V เพิ่ม abdominal pain disorders ใหม่ ได้แก่ biliary pain syndrome และ centrally mediated abdominal pain syndrome (CAPS) โดย biliary pain syndrome คืออาการ episodic right upper quadrant pain ที่เข้าได้กับ biliary-type pain แต่ไม่พบ gallstone หรือโรคสาเหตุอื่นที่จะอธิบายอาการ ส่วน centrally mediated abdominal pain syndrome เป็นอาการปวดท้องที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่กระทบกิจวัตรประจำวัน มักมีความผิดปกติทางด้านจิตใจร่วมด้วย ภาวะลำไส้แปรปรวน (IBS) Rome V เน้นว่า “ปวดท้องต้องเป็นอาการเด่น”เพื่อแยกกับ functional constipation นอกจากนี้ แนะนำอายุขั้นต่ำสำหรับการวินิจฉัย IBS ที่ 6 ปี
  4. มีบางภาวะใน Rome IV ที่ถูกตัดออก
    Rome V ไม่รวม infant regurgitation และ functional vomiting เป็น DGBI การตัด infant regurgitation เนื่องจากแนวคิดว่า regurgitation ในทารกส่วนใหญ่เป็น normal developmental phenomenon มากกว่าจะเป็น DGBI 
  5. การเปลี่ยนชื่อความผิดปกติ
    Rome V เปลี่ยนชื่อ infantile colic เป็น infant distress syndrome และเปลี่ยนชื่อ functional nausea เป็น chronic nausea syndrome

สรุป Rome V ไม่ได้เป็นเพียงการปรับ diagnostic criteria แต่เป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดของ pediatric DGBI ไปสู่ positive, symptom-based diagnosis ที่คำนึงถึงกลไก gut–brain interaction และผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ที่สำคัญ Rome V ยอมรับว่า DGBI สามารถ coexist กับโรคทางกายอื่นได้ จึงไม่ควรถือว่า DGBI เป็น diagnosis of exclusion เสมอไป

เอกสารอ้างอิง
Rosen R, Borrelli O, Faure C, et al. Rome V Pediatric Upper Gastrointestinal Disorders of Gut–Brain Interaction. Gastroenterology. 2026;170:1347–66. 2.Di Lorenzo C, Saps M, Chumpitazi BP, et al. Lower and Biliary Disorders of Gut–Brain Interaction: Child and Adolescent. Gastroenterology. 2026;170:1367–87.


ข้อมูลล่าสุด: การบริโภคโซเดียมและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในเด็กไทย

โครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย (Thai National Health Examination Survey, Thai NHES) ครั้งที่ 6 และ 7 (ปี พ.ศ. 2562-2568) ในเด็กอายุ 10-17 ปี จำนวน 7,055 ราย พบความชุกของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (non-communicable diseases, NCDs) ได้แก่ ภาวะความดันเลือดสูงประมาณร้อยละ 9.2 และโรคไต (การทำงานของไตต่ำกว่า 75%) ร้อยละ 3.9

นอกจากนี้ การศึกษาดังกล่าวได้ประมาณการบริโภคโซเดียมโดยการตรวจปริมาณโซเดียมในปัสสาวะ ในเด็กจำนวน 6,829 ราย พบว่าเด็กไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3.31 กรัม/วัน ซึ่งมากกว่าปริมาณที่แนะนำ (2 กรัม/วัน) และมีเด็กไทยเพียงร้อยละ 3 ที่บริโภคโซเดียมไม่เกินปริมาณที่แนะนำ เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปริมาณโซเดียมที่บริโภคกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พบว่าการบริโภคโซเดียมที่เพิ่มขึ้นทุก 1 กรัม สัมพันธ์กับการมีความดันเลือดซิสโตลิก (systolic blood pressure) เพิ่มขึ้น 3.54 มม.ปรอท และสัมพันธ์กับการตรวจพบโรคไตเพิ่มขึ้นร้อยละ 41

ผลการศึกษาข้างต้นสรุปได้ว่า เด็กไทยจำนวนไม่น้อยมีภาวะความดันเลือดสูงและโรคไตซึ่งสัมพันธ์กับการบริโภคอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน อาจจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ดังนั้น ควรรณรงค์เพื่อให้เด็กไทยตระหนักถึงผลของการบริโภคอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงโดยการให้ความรู้ผ่านสื่อและหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียน และควรพิจารณากำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อลดการโฆษณาอาหารที่มีโซเดียมสูง เพื่อลดปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอันจะเป็นภาระทางสาธารณสุขของประเทศในอนาคต

เอกสารอ้างอิง
https://thai-nhes.com


แนวเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น พ.ศ. 2568

โรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สมาคมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย จึงปรับปรุงแนวเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น พ.ศ. 2568 โดยมีคำแนะนำโดยสังเขปดังนี้คำนิยามและการวินิจฉัย ภาวะน้ำหนักเกิน (overweight) คือ WH Z-score ตั้งแต่ 2 ถึง 3 ในเด็กอายุ 2 – 5 ปี หรือ BMI Z-score ตั้งแต่ 1 ถึง 2 ในเด็กอายุมากกว่า 5 ปี ส่วนโรคอ้วน (obesity) นิยามเป็น WH Z-score >3 ในเด็กอายุ 2 – 5 ปี หรือ BMI Z-score >2 ในเด็กอายุมากกว่า 5 ปี สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ยังไม่มีคำนิยามภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามในเด็กน้อยกว่า 2 ปี หากพบ WH Z-score >2 ควรประเมินหาสาเหตุของภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนเพิ่มเติม ในเด็กอายุมากกว่า 2 ปี ที่เข้าเกณฑ์ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนควรได้รับการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินภาวะโภชนาการอย่างละเอียด รวมถึงพิจารณาสาเหตุจากโรคทางพันธุกรรมและความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ หากมีลักษณะทางคลินิกที่ชวนสงสัย ควรส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินเพิ่มเติม

การตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนทางเมแทบอลิก แนะนำให้เริ่มคัดกรองเด็กโรคอ้วนเมื่ออายุ 10 ปี หรืออายุ 5-9 ปีหากเป็นโรคอ้วนที่อาการรุนแรงหรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วม โดยส่งตรวจ fasting lipid profile, alanine aminotransferase, fasting plasma glucose และ/หรือ oral glucose tolerance test (OGTT) ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย หากไม่พบความผิดปกติ พิจารณาติดตามผลเลือดเป็นระยะ ๆ  โดยทั่วไปประมาณปีละ 1 ครั้งในกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการคัดกรอง

การรักษาโรคอ้วน ที่สำคัญคือ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต (lifestyle intervention) การรับประทานอาหาร และเพิ่มกิจกรรมทางกาย โดยเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัว (family intervention) การปรับอาหารควรใช้แนวทาง balanced hypocaloric diet คือจำกัดพลังงานโดยยังคงการกระจายสารอาหารอย่างสมดุล และไม่แนะนำอาหารทางเลือก เช่น time-restricted eating การปรับสัดส่วนสารอาหารแบบเฉพาะ หรืออาหารทางการแพทย์ทดแทนมื้ออาหารเพื่อการลดน้ำหนักระยะยาว

หากปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมแล้วน้ำหนักยังไม่ลด หรือภาวะแทรกซ้อนไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาใช้ยาควบคู่กับปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต เช่น orlistat, metformin, glucagon-like peptide receptor agonist โดยเลือกใช้ให้เหมาะสมกับอายุ ภาวะแทรกซ้อน โรคร่วม และข้อห้ามใช้ของผู้ป่วยแต่ละราย เป้าหมายของการรักษาคือควบคุมน้ำหนักให้ลดลงหรือคงที่ ขณะที่ส่วนสูงยังเพิ่มขึ้นตามปกติ โดยมุ่งให้ BMI Z-score ลดลงอย่างน้อย 0.25 ภายใน 12 เดือน พร้อมทั้งรักษามวลกล้ามเนื้อและดูแลภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย ควรติดตามน้ำหนักและส่วนสูงทุก 2–6 เดือน และพิจารณาส่งต่อแพทย์เฉพาะทางหากไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ตามเป้าหมาย หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องการการดูแลเพิ่มเติม ควรประเมินภาวะแทรกซ้อนร่วม ได้แก่ ความดันเลือดสูง โรคของกระดูกและข้อ และภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (obstructive sleep apnea; OSA) ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มความสำคัญของการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ และโรคตับคั่งไขมัน

อ่านแนวเวชปฏิบัติฉบับเต็ม: https://drive.google.com/open?id=1m7DypJAMYmelQHLgsPY4dKuLDmhWI-_3&usp=drive_copy


ผลกระทบของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อพัฒนาการและสุขภาพจิตเด็ก

สำนักวิชาการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้เผยแพร่รายงานการทบทวนงานวิจัยเรื่อง “ผลกระทบของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อพัฒนาการและสุขภาพจิตเด็ก” ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 โดยรวบรวมหลักฐานทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อสะท้อนสถานการณ์ ผลกระทบ และแนวทางป้องกันปัญหาจากการใช้สื่อดิจิทัลในเด็กและเยาวชน

สถานการณ์ปัจจุบัน
เด็กไทยเริ่มสัมผัสสื่ออิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่อายุเฉลี่ยเพียง 1 เดือน (IQR 0 – 3 เดือน) ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาสมอง พฤติกรรมการใช้สื่อหลายชนิดพร้อมกัน หรือ screen media multitasking (SMM) พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยมีความชุกสูงถึง 43.2 – 68.2% และสัมพันธ์กับการบกพร่องของทักษะการบริหารจัดการสมอง (executive function) โดยเฉพาะการยับยั้งชั่งใจ (inhibitory control) และความจำขณะทำงาน (working memory)

ผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพจิต
พัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญา: การเริ่มสัมผัสสื่อก่อนอายุ 12 เดือนร่วมกับการใช้สื่อมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงต่อพัฒนาการทางภาษาล่าช้าได้ถึง 6 เท่า ส่วนหนึ่งเกิดจากโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ทางวาจากับผู้ดูแลลดลง

ปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์
การใช้สื่อในปริมาณมาก โดยเฉพาะเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมตามวัย สัมพันธ์กับพฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมต่อต้าน และความไม่อยู่นิ่ง โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีมีความเปราะบางต่อผลกระทบดังกล่าวมากขึ้น

ทักษะทางสังคม
การใช้สื่อมากเกินไปลดโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง และสัมพันธ์กับพฤติกรรมเกื้อกูลสังคม (prosocial behavior) ที่ลดลง เช่น การช่วยเหลือ การแบ่งปัน และความเห็นอกเห็นใจ

คุณภาพการนอน: การใช้สื่อหลังเวลา 19.00 น. และการมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในห้องนอนสัมพันธ์กับระยะเวลาเริ่มหลับที่นานขึ้น และทำให้ระยะเวลานอนรวมลดลงเฉลี่ยประมาณ 28 นาทีต่อคืน โดยแสงสีน้ำเงินจากหน้าจอสามารถยับยั้งการหลั่งเมลาโทนิน

โครงสร้างสมอง
การใช้โซเชียลมีเดียในระดับสูงในวัยรุ่นสัมพันธ์กับปริมาตรสมองที่ลดลงในบริเวณสำคัญ ได้แก่ hippocampus ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำ, caudate ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ผ่านระบบรางวัล และ thalamus ซึ่งมีบทบาทในการประมวลผลข้อมูลจากระบบประสาทสัมผัส การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจมีผลระยะยาวต่อการเรียนรู้ การควบคุมแรงกระตุ้น และความเสี่ยงต่อพฤติกรรมเสพติด

มาตรการในต่างประเทศ
หลายประเทศเริ่มออกมาตรการเพื่อคุ้มครองเด็ก เช่น ออสเตรเลียจำกัดอายุการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยบังคับให้แพลตฟอร์มต้องมีระบบตรวจสอบอายุที่มีประสิทธิภาพและปิดบัญชีที่ละเมิดกฎหมาย มาเลเซียใช้ระบบ eKYC เพื่อยืนยันอายุผู้ใช้ สหราชอาณาจักรใช้ Age-Appropriate Design Code และสหรัฐอเมริกาใช้กฎหมาย COPPA เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการป้องกัน
การจัดการปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยมาตรการหลายระดับ เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากภัยหน้าจอ
  1. นโยบายสาธารณะ พัฒนากฎหมายปกป้องเด็กจากสื่อที่ไม่เหมาะสม บังคับแพลตฟอร์มออกแบบระบบที่เหมาะสมกับวัย และบังคับใช้กฎหมายพนันออนไลน์อย่างเข้มงวด ผลักดันกฎหมายไซเบอร์บูลลี่
  2. สาธารณสุข บูรณาการการคัดกรองและให้คําแนะนําในบริการตรวจสุขภาพเด็ก พัฒนาระบบคัดกรอง cyberbullying และ gambling และอบรมบุคลากรให้มีทักษะให้ปรึกษา
  3. การศึกษา ให้ความรู้แก่ผู้ปกครองผ่านสถาบันการศึกษา ฝึกอบรมครูระบุและช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหา พัฒนาหลักสูตร digital citizenship และกําหนดนโยบายการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในโรงเรียน
  4. ครอบครัว ใช้หลัก “เลี่ยงก่อนสอง” งดสื่อหน้าจอในเด็กตํ่ากว่า 2 ปี การรับชมร่วมกับเด็กอย่างมีคุณภาพ โดยมีปฏิสัมพันธ์ทางวาจา (active co-viewing) การเลี้ยงดูเชิงบวก และกําหนดพื้นที่และเวลาปลอดสื่อ (ในห้องนอนและหลัง 19.00 น.)

เอกสารอ้างอิง
https://www.mhc10.go.th/myinfo/20260126093230.pdf


การโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพโดยบุคลากรทางการแพทย์: สิ่งที่แพทย์ควรรู้หลังประกาศ อย. ฉบับใหม่

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 โดยกำหนดแนวทางการใช้ข้อความ ภาพ และการอ้างอิงบุคลากรทางการแพทย์ในการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อลดการสื่อสารที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค

สาระสำคัญประการหนึ่ง คือ แพทย์สามารถให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนได้ รวมถึงการบรรยาย การให้สัมภาษณ์ หรือการเผยแพร่ข้อมูลวิชาการที่อ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่การสื่อสารดังกล่าว ต้องไม่มีลักษณะเป็นการรับรอง ชักจูง หรือส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม รวมถึงการใช้ภาพ ชื่อ ตำแหน่ง หรือความน่าเชื่อถือของบุคลากรทางการแพทย์เพื่อโน้มน้าวให้เกิดการตัดสินใจซื้อสินค้าในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลสุขภาพ กุมารแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จึงควรตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างการให้ความรู้ทางวิชาการ กับ การโฆษณาเชิงพาณิชย์ แม้ข้อมูลที่นำเสนอจะถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่หากมีองค์ประกอบที่เข้าข่ายการโฆษณาหรือการรับรองผลิตภัณฑ์ ก็อาจอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การสื่อสารข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง โปร่งใส และปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อวิชาชีพแพทย์ ดังนั้น ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ แพทย์ควรศึกษาหลักเกณฑ์ของ อย. ให้เข้าใจ และพิจารณาความเหมาะสมทั้งในด้านกฎหมาย จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากประกาศหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2569  https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/123102.pdf


งานประชุมสาขากุมารเวชศาสตร์
ที่น่าสนใจ ปี 2569 – 2570

• การประชุมวิชาการ The 39th Ramathibodi Annual Pediatrics Update 2026 เรื่อง “Contemporary Pediatric Prectice : Managing Common Symptoms and Diaeases” วันที่ 7 – 11 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุม 910 ABC ชั้น 9 อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

• The 6th Annual Scientific Meeting of Association for Haemophilia and Allied Disorders – Asia Pacific (AHAD-AP) and Three Workshops วันที่ 10 – 13 กันยายน 2569 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

 

• การประชุมวิชาการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 12 “ก้าวใหม่ของวัคซีน สู่ผลลัพธ์ที่แท้จริงในโลกยุคเปลี่ยนผ่าน” วันที่ 14 – 16 กันยายน 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร


• The 10th International Workshop on Adolescence, SRHR & HIV วันที่ 21 – 23 กันยายน 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร

• การประชุมวิชาการกลางปี AAIAT Semi-Annual Meeting 2026 โดย สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย วันที่ 2 – 3 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมอวานีพลัส หัวหิน รีสอร์ต จังหวัดเพชรบุรี

• The 7th Intensive Review in Pediatric Hematology/Oncology วันที่ 3 – 4 ตุลาคม 2569 ณ ตึกภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ห้อง 1301 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร

• งานประชุมวิชาการกลางปี สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 68 วันที่ 4 – 5 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมฮอไรซัน วิลเลจ แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่

 

• งานประชุมวิชาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ประจำปี 2569 “Pediatric Emergencies 2026: Updates for the Front Line” วันที่ 4 – 6 พฤศจิกายน 2569 ณ ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร อาคารศรีสวรินทิรา ชั้น 1 กรุงเทพมหานคร

 

• The 15th Pediatric GI Days “Essential Knowledge in Common Pediatric GI and Liver Diseases: Practical Approach for General Pediatricians” วันที่ 5 – 6 พฤศจิกายน 2569 ณ ห้อง Grand Ballroom ชั้น 2 โรงแรม Chatrium Grand Bangkok และ Pre-congress Workshop: Swallowing Problems and Feeding Difficulty for Pediatric Practice วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 7 อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรุงเทพมหานคร

 

• The 2nd African-Asian Society of Medical Genomics and Thai Medical Genetics and Genomics Association วันที่ 25 – 27 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรม Eastin Grand Hotel กรุงเทพมหานคร

 

• การประชุมวิชาการกุมารเวชศาสตร์โรคระบบหายใจ โรคภูมิแพ้ และเวชบำบัดวิกฤตภาคอีสาน (KPARC 2026) วันที่ 10 – 11 ธันวาคม 2569 ณ ห้องประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

• การประชุมวิชาการ Child Neurology Association Annual Meeting 2026  วันที่ 23 – 25 ธันวาคม 2569 ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

• PEDDERM2027 Essential Pediatric Dermatology 2027  วันที่ 20 – 22 มกราคม 2570 ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ชั้น 12 ห้องประชุม 370 ที่นั่ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

• Hot Topics in Pediatric Nutrition ครั้งที่ 28  วันที่ 28 – 29 มกราคม 2570 ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ

 

• APSPGHAN/PedNAT Pediatric Nutrition Academy  วันที่ 30 มกราคม 2570 ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ

 

• The 9th Ramathibodi Pediatric Critical Care Medicine  วันที่ 6 – 7 กุมภาพันธ์ 2570 ณ อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพมหานคร

 

• Highlights of ASH in Asia-Pacific  วันที่ 12 – 13 กุมภาพันธ์ 2570 ณ Centara Grand & Bangkok Convention Centre at Central World, Bangkok, Thailand

 

• Bangkok International Neonatology Symposium 2027  วันที่ 24 – 26 กุมภาพันธ์ 2570 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

 

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก