CIMjournal

DM & Endo: การพัฒนาการดูแลรักษาเบาหวานและการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน ตามแนวทางมาตรฐานการดูแลเบาหวาน


นพ. วีระศักดิ์ ศรินนภากรศ.คลินิก นพ. วีระศักดิ์ ศรินนภากร
งานต่อมไร้ท่อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์
โรงพยาบาลราชวิถี

 

บทความนี้เป็นการเปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาการดูแลรักษาเบาหวานและการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนของประเทศไทยและโอกาสพัฒนาตามแนวทางมาตรฐานการดูแลเบาหวาน (1) เนื่องจากโรงพยาบาลในประเทศไทยมีหลายระดับและมีแนวทางการดูแลรักษาเบาหวานและการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนแตกต่างกัน แต่ก็สามารถพัฒนาความสามารถในการดูแลให้ได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานที่มีได้

สุขภาพประชากร หมายถึง “ผลลัพธ์ด้านสุขภาพของกลุ่มบุคคล รวมถึงการกระจายตัวของผลลัพธ์ด้านสุขภาพภายในกลุ่ม” (1)

ผลลัพธ์ที่ประเมิน ได้แก่
  1. ตัวชี้วัดสุขภาพ (อัตราการเสียชีวิต การเจ็บป่วย และสถานะการทำงาน)
  2. ระบาดวิทยาของโรค (อุบัติการณ์ และความชุก)
  3. ปัจจัยด้านพฤติกรรม (กิจกรรมทางกาย โภชนาการ)
  4. ผลลัพธ์ทางคลินิก (ระดับน้ำตาลสะสม (A1C), time in length เป็นต้น)
ดังนั้น การพัฒนาสุขภาพของประชากรต้องอาศัยการผสมผสานระหว่าง
  1. แนวทางระดับนโยบาย
  2. ระดับระบบ
  3. ระดับบุคคล

คำแนะนำ

จากคำแนะนำที่ 1 สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (ADA) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ซึ่งนิยามว่าเป็นการดูแลที่คำนึงถึงโรคร่วมและการพยากรณ์โรคของแต่ละบุคคล เคารพและตอบสนองต่อความชอบ ความต้องการ และค่านิยมของแต่ละบุคคล และมั่นใจว่าค่านิยมของแต่ละบุคคลจะเป็นแนวทางในการตัดสินใจทางคลินิกทั้งหมด

มาตรฐานการรักษาเบาหวาน ปี พ.ศ. 2566 ได้มีการปรับเปลี่ยนการใช้ยา โดยพิจารณาหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งพิจารณาถึงโรคร่วม และการที่มีเป้าหมายระดับ HbA1c ที่มีความแตกต่างตามกลุ่มวัย และได้มีแนวทางการใช้ยาที่พิจารณาตามสิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและความสามารถในการเข้าถึงยา โดยเฉพาะยากลุ่ม SGLT2 inh และ GLP-1 RA

ซึ่งต้นทุนการรักษาเบาหวานที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากทั้งความชุกของโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายต่อคนที่สูงขึ้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานยังเผชิญกับความยากลำบากทางการเงิน ซึ่งสัมพันธ์กับกับระดับน้ำตาลสะสม (A1C) ที่สูงขึ้น ความทุกข์ทรมานจากโรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อน และอาการซึมเศร้า (2)

อุปสรรคสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานคือ ระบบการให้บริการที่มักกระจัดกระจาย ขาดข้อมูลทางคลินิก ไม่ได้รับแรงจูงใจและงบประมาณที่เหมาะสม ไม่สามารถเข้าถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานและชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ได้อย่างเพียงพอ และได้รับการออกแบบมาไม่ดีพอสำหรับการให้บริการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ประสานงานและต่อเนื่องในระยะยาว (3) มีแบบจำลองหลายแบบที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถปรับปรุงการให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานและผลลัพธ์ด้านสุขภาพ

แบบจำลองการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง Chronic care model (CCM) เป็นกรอบแนวคิดที่ใช้กันทั่วไปในการอธิบายโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน (4) ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 6 ประการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
  1. การออกแบบระบบ เปลี่ยนจากระบบการดูแลเชิงรับเป็นเชิงรุก
  2. การสนับสนุนการจัดการตนเอง
  3. การสนับสนุนการตัดสินใจ
  4. ระบบสารสนเทศทางคลินิก (โดยใช้ทะเบียนข้อมูลที่สามารถให้การสนับสนุนเฉพาะบุคคลและตามกลุ่มประชากรแก่ทีมดูแลผู้ป่วย)
  5. ทรัพยากรและนโยบายชุมชน การระบุหรือพัฒนาทรัพยากรเพื่อสนับสนุนวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี
  6. ระบบสุขภาพ (เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นคุณภาพ)

ทีมดูแลซึ่งดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงภาวะเฉื่อยชาในการรักษา และให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (โภชนาการและกิจกรรมทางกาย) การบำบัดด้วยยา และ/หรือระบบสนับสนุนทางสังคมและการเงินอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม

รูปแบบ Patient-Centered Medical Home (PCMH) สามารถปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพได้ด้วยการส่งเสริมการดูแลเบื้องต้นที่ครอบคลุม และเปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการจัดการโรคเรื้อรังแบบทีม (5-7)

องค์กรดูแลรับผิดชอบที่นับผลงานได้ Accountable Care Organizations (ACOs) ซึ่งเป็นรูปแบบการให้บริการและการชำระเงินที่มุ่งเน้นการดูแลขั้นพื้นฐาน สามารถสนับสนุนการนำโมเดล CCM ไปใช้ และในที่สุดช่วยปรับปรุงตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับเบาหวานในองค์กรที่เข้าร่วมได้ (8) ได้มีการนำเสนอรูปแบบชุมชนด้านสุขภาพที่มีความรับผิดชอบเพื่อสนับสนุนการระบุโรคและแก้ไขตามความต้องการทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเพื่อปรับปรุงการจัดการโรคและผลลัพธ์ด้านสุขภาพ (9)

การแพทย์ทางไกล
การแพทย์ทางไกลใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น การประชุมทางวิดีโอ แอพมือถือ และการติดตามระยะไกล เพื่อให้บริการด้านสุขภาพหลากหลายรูปแบบจากระยะไกล รวมถึงการดูแลทางคลินิก การศึกษา และสนับสนุนด้านการบริหาร การแพทย์ทางไกลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการมุ่งเน้นไปที่การดูแลทางคลินิกระยะไกลโดยเฉพาะ เช่น การวินิจฉัย การรักษา และการปรึกษาผ่านการสื่อสารแบบเรียลไทม์ การเข้าถึงและการใช้งานบริการการแพทย์ทางไกลอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับการดูแลแบบตัวต่อตัว สามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานเข้าถึงการดูแลและบริการ Diabetes self-management and support (DSMES) ได้อย่างทันท่วงที

การแพทย์ทางไกลควรถูกใช้เพื่อเสริม แต่ไม่ทดแทนการไปพบแพทย์แบบตัวต่อตัว เพื่อการจัดการระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสม (10,11) หลักฐานที่เพิ่มมากขึ้นชี้ให้เห็นว่า วิธีการแพทย์ทางไกลต่าง ๆ อาจช่วยลดค่า A1C ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลตามปกติ หรือในกรณีที่ใช้เพิ่มเติมจากการดูแลตามปกติ (12) และผลการศึกษาพบว่า การแพทย์ทางไกลเป็นวิธีการที่ปลอดภัยในการให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ในพื้นที่ชนบท (13) สำหรับประชากรในพื้นที่ชนบทหรือผู้ที่เข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้จำกัด การแพทย์ทางไกลมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นในด้านประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดการระดับน้ำตาลในเลือดที่วัดด้วยค่า A1C (14-17)

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิผลของการให้บริการทางการแพทย์ทางไกลในการรักษาความดันโลหิตสูงและภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (18) กลยุทธ์เชิงปฏิสัมพันธ์ที่อำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมถึงการใช้เว็บหรือข้อความสั้น และการปรับเปลี่ยนยา แนวโน้มว่าจะมีผลการรักษาที่ดีขึ้น (19) การใช้แพทย์ทางไกลอย่างเหมาะสมเพื่อปรับปรุงการจัดการโรคเบาหวานจำเป็นต้องคาดการณ์และแก้ไขอุปสรรคที่เกิดจากค่าใช้จ่าย ความสามารถ และทรัพยากร (รวมถึงการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง) ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ขณะที่กระบวนการดูแลโรคเบาหวานและการเข้าถึงเทคโนโลยีหลายด้านได้พัฒนาขึ้นในระดับประเทศในทศวรรษที่ผ่านมา คุณภาพโดยรวมของการดูแลสำหรับผู้ป่วยเบาหวานยังคงไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ควรเป็น (20) ความพยายามในการยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยเบาหวานรวมถึงการให้การดูแลที่สอดคล้องกับแนวทางที่มีหลักฐานรองรับ (21), ขยายบทบาทของทีมในการดำเนินกลยุทธ์การจัดการโรคที่เข้มข้นมากขึ้น (22), ติดตามพฤติกรรมการใช้ยา (23), ออกแบบกระบวนการดูแลใหม่ (24), นำเครื่องมือสุขภาพประชากรในระบบบันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) มาใช้ (25), ส่งเสริมและให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเบาหวาน (26), ลดอุปสรรคทางการเงิน (27), ใช้เทเลเฮลธ์เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการดูแล, ประเมินและแก้ไขปัญหาทางจิตสังคม (28, 29) และการมีส่วนร่วมกับทรัพยากรชุมชนและนโยบายสาธารณะที่สนับสนุนรูปแบบการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดี (30)

หลายคลินิกเบาหวานได้มีการจัดตั้ง one-stop service ในการบริการคัดกรองภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน การใช้ AI ในการคัดกรองเบาหวานขึ้นจอตา ทำให้การคัดกรองภาวะแทรกซ้อนทำได้มากขึ้น และถึงแม้ว่าการควบคุมน้ำตาล ระดับ HbA1c ถึงเป้าหมายมากขึ้น แต่ถ้าดูทั้ง 3 ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ HbA1c ความดันโลหิต และ LDL-C ที่รักษาได้ตามเป้าหมายครบทั้ง 3 ปัจจัย ในผู้เป็นเบาหวานรายเดียวกัน สัดส่วนยังอาจจะไม่ได้เป้าหมายนัก ซี่งเป็นโอกาสในการจัดการโรคเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนต่อไปในอนาคต


การพัฒนาคุณภาพ

การทบทวนอย่างเป็นระบบล่าสุดสรุปว่า การพัฒนาคุณภาพ (Quality Improvement: QI) สามารถปรับปรุงผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน (31) ซึ่งปัจจุบันหลายโรงพยาบาลได้ผ่านการรับรอง มาตรฐาน Program and Disease Specific certification: PDSC) หรือมาตรฐานเฉพาะโรค/เฉพาะระบบ เป็นมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างการเรียนรู้และกระตุ้นการพัฒนาคุณภาพในสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะโรคหรือระบบ โดยมีการพัฒนามาตรฐานเฉพาะโรค/เฉพาะระบบ (The Program and Disease Specific Standard: PDSS) เพื่อให้สถานพยาบาลสามารถพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มโรคหรือระบบเฉพาะได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการประเมินการรับรองคุณภาพของสถานพยาบาลตามมาตรฐานเหล่านี้ เพื่อให้สถานพยาบาลสามารถขอรับรองขั้นก้าวหน้า (Advanced HA) สำหรับการรับรอง HA PDSC โรค/ระบบเบาหวาน จาก สรพ. ได้แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  1. คลินิกเบาหวาน
  2. ศูนย์เบาหวาน
  3. ศูนย์ความเป็นเลิศโรคเบาหวาน

ซึ่งจะช่วยการพัฒนาการดูแลผู้เป็นเบาหวานในโรงพยาบาล โดยมีระบบที่ประเมิน ดูแล รักษา ป้องกันโรคเบาหวาน มีการให้ความรู้เพื่อดูแลตนเอง (DSMES) โดยบุคลากรที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน (certified diabetes educator: CDE) มีการประเมินและเปรียบเทียบตัวชี้วัดต่าง ๆ กับคู่เทียบที่เหมาะสม รวมถึงการสร้างงานนวัตกรรม และงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อไป การเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลที่ผ่านการรับรองการประเมิน HA PDSC เบาหวานจะมีส่วนช่วยในการรักษาเบาหวานให้ได้เป้าหมายมากขึ้น

การปรับการรักษารายบุคคลให้เหมาะกับบริบททางสังคม

คำแนะนำ

สำหรับระบบสาธารณสุขในประเทศไทยสามารถครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ ซึ่งได้แก่ สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ ประกันชีวิต อื่น ๆ ซึ่งครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ แต่อาจจะมีปัจจัยค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่าตรวจเลือด ค่ายา เช่น ค่าเดินทาง หรือภาระการที่ญาติต้องนำผู้ป่วยสูงอายุหรือติดเตียงมาโรงพยาบาล แถบตรวจน้ำตาลปลายนิ้วด้วยตนเองอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นอุปสรรคในการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

ความไม่เสมอภาคด้านสุขภาพสัมพันธ์กับโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนต่างชัดเจน โดยมีอิทธิพลอย่างมากจากปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อสุขภาพ (SDOH) และเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการเกิดโรคเบาหวาน ความชุกของโรคที่สูงขึ้น และผลลัพธ์ที่แย่ลงที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน (32-34) ความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความสามารถของบุคคลในการดูแลตนเองด้านเบาหวาน (35) ความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยมักมาพร้อมกับอุปสรรคอื่น ๆ เช่น การดูแลตนเอง ความไม่มั่นคงด้านอาหาร ขาดประกันสุขภาพ ปัญหาความบกพร่องทางสติปัญญา ปัญหาสุขภาพจิต และขาดทักษะการอ่านเขียนหรือคำนวณ (36)

* สำหรับคำแนะนำ ปี 2026 ADA (37) ได้เพิ่มเติมในรายละเอียดถึงการใช้ Digital tools หรือ โคช อาจจะพิจารณาตามความเหมาะสม (หลักฐานระดับ B)

สำหรับประเทศไทยได้ใช้แนวทางในการนับคาร์บ และลดคาร์บ ในการควบคุมระดับน้ำตาล และการจัดการอาหารแบบต่าง ๆ เพื่อการควบคุมระดับน้ำตาลและส่งเสริมให้มีภาวะเบาหวานระยะสงบ สำหรับแนวทางการให้ความรู้เพื่อดูแลตนเองสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Diabetes self-management education and support (DSMES) ได้ในเรื่อง Update การพัฒนาระบบการดูแลเบาหวาน และ Diabetes self-management education and support (DSMES) ในวารสาร (https://cimjournal.com/interest-article/diabetes-self-manage-edu-sup/) และจะมีการใช้ Digital tools หรือ โคช มากขึ้นในอนาคต

* สำหรับคำแนะนำ ปี 2026 ADA ได้เพิ่มเติมในรายละเอียดถึงการประเมินความเสี่ยโรคไตเพิ่มเติม (หลักฐานระดับ B) (37)

ปัจจุบันเรามีเจ้าหน้าที่ อสม. และ อสส. ในการประเมินคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจจะขยายงานในการแนะนำปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่น ๆ ได้แก่ โรคอ้วน การสูบบุหรี่ และไขมันที่ผิดปกติ CVD risk scores เป็นต้น รวมถึงแนะนำอาการเตือนที่ต้องมาพบแพทย์ในอาการที่สงสัยการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ซึ่งการทราบตำแหน่งผู้ป่วยทำให้สามารถรับการรักษาและส่งต่อไปสถานพยาบาลที่เหมาะสมได้รวดเร็วขึ้น ส่วนการประเมินโรคไตอาจจะอยู่ใน CKD คลินิก ซึ่ง อสม.จะเป็นบุคลากรที่สำคัญในการประเมินโรคไตและให้คำแนะนำในการชะลอโรคไตร่วมด้วย


สรุป 

การพัฒนาการดูแลผู้ที่เป็นเบาหวานและเสี่ยงต่อโรคเบาหวานจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและความร่วมมือระหว่างผู้ป่วยเบาหวานและผู้ดูแล ทีมดูแลสุขภาพหลายสาขา ระบบสุขภาพ เครือข่ายในชุมชน ผู้จ่ายเงินนโยบายสาธารณะ และหน่วยงานสาธารณสุข โดยอาศัยแนวทางเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามคำแนะนำในการดูแลโรคเบาหวานที่ใช้หลักฐานเป็นพื้นฐาน ซึ่งได้กล่าวถึงในข้อกำหนดมาตรฐานการดูแล โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงสุขภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และลดผลกระทบของโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนต่อบุคคลและสังคม

 

เอกสารอ้างอิง
  1. Improving Care and Promoting Health in Populations: Standards of Care in Diabetes—2025. Diabetes Care 2025;48( 1):S14–S26 | https://doi.org/10.2337/dc25-S001.
  2. Patel MR, Zhang G, Heisler M, et al. Measurement and validation of the comprehensive score for financial toxicity (COST) in a population with diabetes. Diabetes Care 2022;45:2535–2543.
  3. Chehal PK, Selvin E, DeVoe JE, Mangione CM, Ali MK. Diabetes and the fragmented state of US health care and policy. Health Aff (Millwood) 2022;41:939–946.
  4. Stellefson M, Dipnarine K, Stopka C. The chronic care model and diabetes management in US primary care settings: a systematic review. Prev Chronic Dis 2013;10:E26.
  5. Adler-Milstein J, Linden A, Hollingsworth JM, Ryan AM. Association of primary care engagement in value-based reform programs with health services outcomes: participation and synergies. JAMA Health Forum 2022;3:e220005.
  6. Bojadzievski T, Gabbay RA. Patient-centered medical home and diabetes. Diabetes Care 2011;34:1047–1053.
  7. McManus LS, Dominguez-Cancino KA, Stanek MK, et al. The patient-centered medical home as an intervention strategy for diabetes mellitus: a systematic review of the literature. Curr Diabetes Rev 2021;17:317–331.
  8. Fraze TK, Lewis VA, Tierney E, Colla CH. Quality of care improves for patients with diabetes in medicare shared savings accountable care organizations: organizational characteristics associated with performance. Popul Health Manag2018;21:401–408.
  9. Centers for Medicare & Medicaid Services. Accountable Health Communities Model.Accessed 15 August 2024. Available from https://www.cms.gov/priorities/innovation/innovation models/ahcm.
  10. Zupa MF, Vimalananda VG, Rothenberger SD, et al. Patterns of telemedicine use and glycemic outcomes of endocrinology care for patients with type 2 diabetes. JAMA Netw Open 2023;6:e2346305.
  11. Mullur RS, Hsiao JS, Mueller K. Telemedicine in diabetes care. Am Fam Physician 2022;105:281–288.
  12. Crowley MJ, Tarkington PE, Bosworth HB, et al. Effect of a comprehensive telehealth intervention vs telemonitoring and care coordination in patients with persistently poor type 2 diabetes control: a randomized clinical trial. JAMA Intern Med 2022;182:943–952.
  13. Xu T, Pujara S, Sutton S, Rhee M. Tele medicine in the management of type 1 diabetes. Prev Chronic Dis 2018;15:E13.
  14. Kobe EA, Lewinski AA, Jeffreys AS, et al. Implementation of an intensive telehealth inter vention for rural patients with clinic-refractory diabetes. J Gen Intern Med 2022;37:3080–3088.
  15. Heitkemper EM, Mamykina L, Travers J, Smaldone A. Do health information technology self-management interventions improve glycemic control in medically underserved adults with diabetes? A systematic review and meta-analysis. J Am Med Inform Assoc 2017;24:1024–1035.
  16. Jarvandi S, Roberson P, Greig J, Upendram S, Grion J. Effectiveness of diabetes education interventions in rural America: a systematic review. Health Educ Res 2023;38:286–305.
  17. Moschonis G, Siopis G, Jung J, et al.; DigiCare4You Consortium. Effectiveness, reach, uptake, and feasibility of digital health interventions for adults with type 2 diabetes: a systematic review and meta-analysis of randomised controlled trials. Lancet Digit Health 2023;5:e125–e143.
  18. Mapping the evidence on the effectiveness of telemedicine interventions in diabetes, dyslipidemia, and hypertension: an umbrella review of systematic reviews and meta-analyses. J Med Internet Res 2020;22:e
  19. Faruque LI, Wiebe N, Ehteshami-Afshar A, et al.; Alberta Kidney Disease Network. Effect of telemedicine on glycated hemoglobin in diabetes: a systematic review and meta-analysis of randomized trials. CMAJ 2017;189:E341–E364.
  20. Fang M,Wang D, Coresh J, Selvin E. Trends in diabetes treatment and control in U.S. adults, 1999-2018. N Engl J Med 2021;384:2219–2228.
  21. Peterson KA, Carlin CS, Solberg LI, Normington J, Lock EF. Care management processes important for high-quality diabetes care. Diabetes Care 2023;46:1762–1769.
  22. Herges JR, Matulis JC, Kessler ME, RuehmannLL, Mara KC,McCoy RG. Evaluation of an enhanced primary care team model to improve diabetes care. Ann Fam Med 2022;20:505–511.
  23. Raebel MA, Schmittdiel J, Karter AJ, Konieczny JL, Steiner JF. Standardizing terminology and definitions of medication adherence and persistence in research employing electronic data bases. Med Care 2013;51:S11–S21.
  24. Feifer C, NemethL, Nietert PJ,etal. Different paths to high-quality care: three archetypes of top-performing practice sites. Ann Fam Med 2007;5:233–241.
  25. Mungmode A, Noor N, Weinstock RS, et al. Making diabetes electronic medical record data actionable: promoting benchmarking and population health improvement using the T1D Exchange Quality Improvement Portal. Clin Diabetes 2022;41:45–55
  26. PowellRE, ZaccardiF, BeebeC, et al. Strategies for overcoming therapeutic inertia in type 2 diabetes: a systematic review and meta-analysis. Diabetes Obes Metab 2021;23:2137–2154.
  27. Herges JR, Neumiller JJ, McCoy RG. Easing the financial burden of diabetes management: a guide for patients and primary care clinicians. Clin Diabetes 2021;39:427–436.
  28. Young-Hyman D, de Groot M, Hill-Briggs F, Gonzalez JS, Hood K, Peyrot M. Psychosocial care for people with diabetes: a position statement of the American Diabetes Association. Diabetes Care 2016;39:2126–2140.
  29. Davis J, Fischl AH, Beck J, et al. 2022 National standards for diabetes self-management education and support. Diabetes Care 2022;45:484–494.
  30. Pullen-Smith B, Carter-Edwards L, Leathers KH. Community health ambassadors: a model for engaging community leaders to promote better health in North Carolina. J Public Health Manag Pract 2008;14(Suppl):S73–S81.
  31. Konnyu KJ, Yogasingam S, Lepine J, et al. Quality improvement strategies for diabetes care: Effects on outcomes for adults living with diabetes. Cochrane Database Syst Rev 2023;5:CD014513.
  32. Hill-Briggs F, Adler NE, Berkowitz SA, et al. Social determinants of health and diabetes: a scientific review. Diabetes Care 2020;44:258–279.
  33. Zakaria NI, Tehranifar P, Laferrere B, Albrecht SS. Racial and ethnic disparities in glycemic control among insured US adults. JAMA Netw Open2023;6:e2336307.
  34. Patel MR, Piette JD, Resnicow K, Kowalski Dobson T, Heisler M. Social determinants of health, cost-related nonadherence, and cost reducing behaviors among adults with diabetes: findings from the National Health Interview Survey. Med Care 2016;54:796–803.
  35. Stahre M, Van Eenwyk J, Siegel P, Njai R. Housing insecurity and the association with health outcomes and unhealthy behaviors, Washington State, Prev Chronic Dis 2015;12:E109.
  36. White BM, Logan A, Magwood GS. Access to diabetes care for populations experiencing homelessness: an integrated review. Curr Diab Rep 2016;16:112.
  37. American Diabetes Association Professional Practice Committee for Diabetes*. 1. Improving Care and Promoting Health in Populations: Standards of Care in Diabetes-2026. Diabetes Care. 2026 Jan 1;49(Supplement_1):S13-S26. doi: 10.2337/dc26-S001. PMID: 41358887; PMCID: PMC12690171.
PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก