หลังจากองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้โรคฝีดาษลิง (Monkey pox) เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency) เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2565 สหภาพยุโรปก็ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีน Imvanex ซึ่งผลิตโดยบริษัทบาวาเรียน นอร์ดิก (Bavarian Nordic) เป็นวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิงแล้ว
โรคฝีดาษลิง เป็นโรคที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยจำเพาะ ปัจจุบันวงการแพทย์ได้นำวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ (Smallpox) มาใช้ โดยวัคซีนชนิดแรกที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้เพื่อป้องกันโรคฝีดาษลิงในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา คือ วัคซีน Imvanex โดยบริษัทบาวาเรียน นอร์ดิก จากประเทศเดนมาร์ก
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา พอล แชพลิน ประธานผู้บริหารบริษัทบาวาเรียน นอร์ดิก แถลงข่าวว่า คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้อนุญาตให้บริษัททำการผลิตและจำหน่ายวัคซีน Imvanex ภายใต้ข้อบ่งชี้เพื่อป้องกันโรคฝีดาษลิงได้แล้ว ตามคำแนะนำขององค์การยาแห่งยุโรป (European Medicines Agency – EMA) ก่อนหน้านี้ การอนุมัติครั้งนี้มีผลใช้ได้ในทุกประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป รวมถึงไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และนอร์เวย์ Imvanex เป็น non-replicating smallpox vaccine ที่พัฒนาโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อใช้ป้องกันโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมรับมือการถูกโจมตีด้วยอาวุธชีวภาพ ปัจจุบันนี้เป็นวัคซีนยี่ห้อเดียวที่ได้รับอนุมัติใช้ป้องกันโรคฝีดาษลิงในสหรัฐและแคนาดา ส่วนในสหภาพยุโรปก่อนนี้ใช้ในการรักษาไข้ทรพิษ แต่ช่วงที่ผ่านมา ทางบริษัทได้จัดหาวัคซีนให้กับหลายประเทศในสหภาพยุโรปในช่วงที่มีการระบาดของโรคฝีดาษลิงเพื่อใช้ป้องกันโรคแบบนอกข้อบ่งใช้ (off-label use) ไปส่วนหนึ่งแล้ว
ทั้งนี้ ราคาหุ้นของบริษัทบาวาเรียได้เพิ่มขึ้นถึง 122% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จากความต้องการวัคซีนฝีดาษลิงที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อต้นเดือน ก.ค. 2022 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้สั่งซื้อวัคซีน Imvanex หรือในอีกชื่อ Jynneos เพิ่มขึ้นอีกกว่า 2.5 ล้านโดสเพื่อรับมือการแพร่ระบาดที่สูงขึ้นในประเทศ ขณะที่ทางสหภาพยุโรปก็ได้สั่งซื้อวัคซีนเพิ่มอีกกว่า 54,000 โดสไปแล้วก่อนหน้าการอนุมัติครั้งนี้ จากการระบาดทั่วภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นถึง 50% ในรอบสัปดาห์เดียวเท่านั้น
- https://www.medscape.com/viewarticle/977863
- https://www.medscape.com/viewarticle/976764
- https://www.medscape.com/viewarticle/977382

