บุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะมีโรควัณโรคชนิดแอบแฝง ซึ่งผลการศึกษานี้เกิดจากการรวบรวมการศึกษาย่อยจากทั่วโลกจำนวน 10 โครงการ
วัณโรคในปัจจุบันยังถือเป็นโรคติดเชื้อที่สร้างปัญหารุนแรงในเชิงสาธารณสุขทั่วโลกโดยในปี 2018 ที่ผ่านมานั้น มีผู้ป่วยทั่วโลกจำนวน 10 กว่าล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 1.5 ล้านคนโดยประมาณ การวินิจฉัยและการรักษาวัณโรคชนิดแอบแฝงถือเป็นกลไกสำคัญในการกำจัดวัณโรคในประเทศที่มีอุบัติการณ์ของโรคนี้ต่ำ โดยประชากรกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้อพยพ ประชากรพื้นเมือง และประชากรในเรือนจำหรือกลุ่มคนไร้ที่พักอาศัย นักเดินทางจากประเทศที่มีความชุกของวัณโรคที่ต่ำกว่ามักจะมีความเสี่ยงต่อวัณโรคทั้งชนิดเฉียบพลันและแอบแฝงเมื่อต้องเดินทางเข้าสู่ประเทศที่มีความชุกของวัณโรคสูงกว่า
ISTM ได้รวบรวมศึกษาและทบทวนการเก็บข้อมูลจากทั่วโลกและคัดเลือกแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาจำนวน 10 โครงการ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างประชากรทั้งหมด 1,154,673 คน ในช่วงปี 1994 ถึง 2013 โดยเป็นบุคลากรทางการแพทย์ 443 คน บุคลากรในกองทัพ 1,068,636 คน และ เป็นอาสาสมัตรจากประชากทั่วไปและนักเดินทางจำนวน 85,594 คน ซึ่งการศึกษานี้ไม่ได้นับกลุ่มคนที่เดินทางด้วยจุดประสงค์ในการเยี่ยมญาติหรือเพื่อน ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า อัตราการเกิดโรคในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 2.3 ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อใหม่ในแต่ละปีมาจากกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์มากที่สุด เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 4.3 % ตามมาด้วย กลุ่มคนในกองทัพ และ ประชากรทั่วไป มีผู้ป่วยเป็นวัณโรคใหม่ในแต่ละปีอยู่ที่ร้อยละ 2.5 และ 1.6 ตามลำดับ นอกจากนี้ ความชุกของวัณโรคชนิดที่มีอาการอยู่ที่ 120.7 คนต่อประชากร 100,000 คน
หากแต่การศึกษาโครงการนี้ ไม่ได้ระบุถึงระดับความต่างของอุบัติกาณ์ของผู้ป่วยวัณโรคที่แยกออกมาเป็นชนิดแอบแฝงในพื้นที่จุดหมายปลายทางต่าง ๆ หรือตามระยะเวลาที่เดินทางเข้าสู่อาณาบริเวณที่มีการรรายงานของวัณโรคที่สูงกว่า ในขณะนี้กิจวัตรของแต่ละบุคคลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดในการรับเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งมีมากกว่า ปัจจัยระยะเวลาที่เดินทางเข้าสู่บริเวณที่มีการระบาดของเชื้อรวมไปถึงสำคัญกว่าประเทศปลายทาง
เรียบเรียงโดย นพ. วิชล ลิ้มพัฒนาชาติ
ข้อมูลจาก https://doi.org/10.1093/jtm/taaa214

