พญ. ทักษพร แสงจันทร์
หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
รศ. พญ. วนัทปรียา พงษ์สามารถ
หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ทั่วโลกจะลดลงถึงร้อยละ 40 จากผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2.2 ล้านคนในปี พ.ศ. 2553 ลดลงเหลือ 1.3 ล้านคนในปี พ.ศ. 2567 แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่นี้ยังคงไม่บรรลุเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ตั้งไว้ให้มีผู้ป่วยรายใหม่เหลือเพียง 370,000 ราย ในปี พ.ศ. 2568 โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด ผู้ขายบริการทางเพศ กลุ่มคนข้ามเพศ และผู้ที่อยู่ในเรือนจำหรือสถานที่ปิดอื่น ๆ ยังคงมีอุบัติการณ์การติดเชื้อเอชไอวีสูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างมาก โดยร้อยละ 55 ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เกิดขึ้นในกลุ่มประชากรเหล่านี้และคู่นอนของกลุ่มเหล่านี้ 1 สำหรับในประเทศไทยแม้แนวโน้มของผู้ติดเชื้อรายใหม่จะลดลงเช่นเดียวกัน แต่ในปี พ.ศ. 2565 – 2567 ยังคงมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ 9,000 รายต่อปี ประมาณร้อยละ 50 อยู่ในกลุ่มอายุ 25 – 49 ปี และร้อยละ 66 มาจากการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย และรองลงมา ร้อยละ 20 มาจากคู่ที่มีผลเลือดต่างกัน (serodiscordant couples)2 การติดเชื้อเอชไอวีจึงยังคงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ และการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัส (HIV postexposure prophylaxis, HIV PEP) จึงเป็นอีกมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือประสบเหตุการณ์เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อเอชไอวี
การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสที่ไม่ใช่จากการทำงาน (HIV nonoccupational postexposure prophylaxis, HIV nPEP) เป็นการให้ยาต้านไวรัสหลังประสบเหตุการณ์เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เช่น การสัมผัสเลือดและ/หรือสารคัดหลั่งจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ถูกล่วงละเมิดทางเพศ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือการถูกเข็มตำนอกสถานพยาบาล เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2568 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (centers for disease control and prevention, CDC) ได้ออกคำแนะนำการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสที่ไม่ใช่จากการทำงานซึ่งมีหัวข้อที่ปรับเปลี่ยนจากคำแนะนำเดิมในปี พ.ศ. 2559 ได้แก่ ข้อบ่งชี้การให้ nPEP โดยให้ความสำคัญกับสถานะการติดเชื้อเอชไอวีของแหล่งของการสัมผัสและการใช้ยาต้านไวรัสป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัส (preexposure prophylaxis, PrEP) ของผู้สัมผัส, ยาต้านไวรัสรุ่นใหม่ที่แนะนำสำหรับ nPEP และข้อพิจารณาเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัยสำหรับผู้ที่เคยได้รับยาต้านไวรัสชนิดฉีดแบบออกฤทธิ์นาน (long-acting injectable ARV) มาก่อน 3
การพิจารณาข้อบ่งชี้การให้ nPEP
ปัจจัยที่ใช้ประเมินความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี ได้แก่ สถานะการติดเชื้อเอชไอวีของผู้ที่เป็นแหล่งของการสัมผัส รวมถึงปริมาณไวรัส ชนิดของสารคัดหลั่งที่สัมผัส ตำแหน่งของการสัมผัส และการใช้ยาต้านไวรัสป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัส (preexposure prophylaxis, PrEP) ของผู้สัมผัส โดยมีแนวทางการพิจารณาตามแผนผังที่ 1 และ 2
- หากสัมผัสผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กดปริมาณไวรัสได้ไม่ต่อเนื่อง หรือไม่ทราบปริมาณไวรัสในเลือด แนะนำให้ nPEP แก่ผู้สัมผัสหลังสัมผัสภายใน 72 ชั่วโมง (good practice statement, existing recommendation)
- หากไม่ทราบสถานะการติดเชื้อเอชไอวีของผู้ที่เป็นแหล่งของการสัมผัส สามารถพิจารณาให้ nPEP แก่
ผู้สัมผัสเป็นราย ๆ ไปได้ (case-by-case) และเมื่อทราบแล้วว่าผู้ที่เป็นแหล่งของการสัมผัสไม่ติดเชื้อเอชไอวี ควรหยุดให้ nPEP (good practice statement, existing recommendation) - หากการสัมผัสไม่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก การจูบ การช่วยผู้อื่นสำเร็จความใคร่ การสัมผัสสารคัดหลั่งที่ไม่เสี่ยงกับการติดเชื้อเอชไอวี (น้ำตา เหงื่อ ปัสสาวะ น้ำมูก น้ำลาย) การถูกคนกัด เป็นต้น ไม่แนะนำให้ nPEP
แผนผังที่ 1 แนวทางการให้ nPEP เมื่อมีความเสี่ยงจากการสัมผัสเชื้อเอชไอวีทางเพศ
* กรณีเยื่อบุมีแผล หรือสัมผัสเลือด หรือแหล่งสัมผัสมีภาวะ viremia อาจพิจารณาให้ nPEP
† ประเมินตามพฤติกรรมทางเพศและความชุกของเอชไอวี กรณีโดนล่วงละเมิดทางเพศ ควรได้ nPEP
แผนผังที่ 2 แนวทางการให้ nPEP เมื่อมีความเสี่ยงสัมผัสเชื้อเอชไอวีทางอื่นๆ นอกเหนือจากทางเพศ
* สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่ง (น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งจากช่องคลอด น้ำนมแม่ สารคัดหลั่งที่มีเลือดปน) เข้ารอยแผลหรือเยื่อบุ จากแหล่งสัมผัสที่มีภาวะ viremia ต้องได้รับ nPEP
† หากมีเลือดปนและสัมผัสเข้าสู่บาดแผล หรือคนกัดที่น้ำลายมีเลือดปนและคนกัดมีภาวะ viremia ควรพิจารณาให้ nPEP
การพิจารณาการให้ nPEP ในผู้สัมผัสที่ได้รับ PrEP
ผู้สัมผัสที่ได้รับ PrEP ดังต่อไปนี้ ถือว่าได้รับ PrEP อย่างเหมาะสมและสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีภายหลังสัมผัสได้ จึงไม่จำเป็นต้องได้รับ nPEP แล้ว
- ผู้ที่รับประทาน PrEP อย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำ ดังนี้
- กลุ่มเกย์ สองเพศ และชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย (gay, bisexual, men who have sex with men, GBMSM) รับประทาน PrEP ≥4 โด๊สต่อสัปดาห์ จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีร้อยละ 99
- ในเพศหญิง การรับประทาน PrEP 6-7 โด๊สต่อสัปดาห์ จะทำให้มีระดับยา TDF และ FTC ในเนื้อเยื่อช่องคลอดที่เพียงพอต่อการป้องกันเชื้อเอชไอวี
- ผู้ที่ฉีด PrEP ชนิดออกฤทธิ์นาน (long-acting injectable PrEP) ตามคำแนะนำและไม่ผิดนัดการฉีดยา
- ผู้ที่รับประทาน PrEP เป็นครั้งคราว (intermittent PrEP) สม่ำเสมอตามคำแนะนำ และประสบเหตุการณ์เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีในช่วงที่ยังรับประทาน PrEP อยู่
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการใช้ long-acting injectable PrEP และ intermittent PrEP ที่ไม่เป็นไปตามคำแนะนำยังมีจำกัด ดังนั้น หากผู้สัมผัสไม่มีวินัยในการรับ PrEP หรือได้รับ PrEP ไม่ตรงตามคำแนะนำ หรือประสบเหตุการณ์เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีในช่วงเวลาที่ไม่ได้รับประทาน PrEP อยู่ จะต้องได้รับ nPEP
การเริ่ม nPEP
- เริ่มให้ยา nPEP โดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยในแนวทางใหม่นี้เน้นการให้ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังจากการสัมผัส เพื่อการป้องกันสูงสุด อย่างไรก็ตาม ต้องเริ่มไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังจากการสัมผัส (NEW: good practice statement, existing recommendation)
- ผู้ที่มาขอรับยา nPEP หลังจากสัมผัสเกิน 72 ชั่วโมง ควรได้รับการตรวจการติดเชื้อเอชไอวี ให้คำปรึกษาการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ให้ความรู้เกี่ยวกับ PrEP ควรได้รับการติดตามและตรวจการติดเชื้อเอชไอวีซ้ำ
สูตรยา nPEP
- แนะนำให้ใช้ประวัติโรคประจำตัว ยาที่ใช้ประจำ การแพ้ยา การตั้งครรภ์ การทำงานของไตและตับ พิจารณาด้านประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ ความปลอดภัย และความร่วมมือในการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำมาประกอบการเลือกสูตรยา nPEP
- สูตรยาที่แนะนำ คือ สูตรยา 3 ชนิด (3-drug regimen) ที่ประกอบด้วย second-generation integrase strand transfer inhibitor (INSTI) และ nucleoside reverse transcriptase inhibitors (NRTIs) 2 ชนิด (recommendation, very low certainty of evidence) ดังตารางที่ 1
- ระยะเวลาในการให้ยา nPEP ทั้งหมด 28 วัน (good practice statement, existing recommendation)
- สูตรยาแบบ 2 ชนิด (2-drug regimen) ได้แก่ DTG/3TC ยังไม่แนะนำให้ใช้เป็นสูตรยา nPEP เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในการใช้ยากลุ่มนี้สำหรับ nPEP และมีข้อจำกัดในการเริ่มยาต้านไวรัสในกรณีติดเชื้อ เช่น ห้ามใช้ในกรณีที่ระดับ HIV RNA > 500,000 copies/mL และต้องมีผลการทดสอบการดื้อยาก่อนใช้ เป็นต้น
- ยาแบบฉีดชนิดออกฤทธิ์นาน (long acting injectable ARV) ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในการใช้เป็น nPEP
ตารางที่ 1 แสดงสูตรยา nPEP สูตรแนะนำและสูตรทางเลือกในแต่ละกลุ่มอายุ
DTG = dolutegravir, BIC = bictegravir, TAF = tenofovir alafenamide, TDF = tenofovir disoproxil fumarate, FTC = emtricitabine, 3TC = lamivudine, DRV/c = darunavir and cobicistat, DRV/r = darunavir and ritonavir, LPV/r = lopinavir and ritonavir, AZT = zidovudine
* ยานอกสิทธิสปสช. # ไม่มีขนาดยาในประเทศไทย
¶ BIC/FTC/TAF (30/120/15 มก.) สำหรับน้ำหนัก ≥ 14 ถึง < 25 กก. ซึ่งไม่มีในประเทศไทย
† ยาเม็ดรวมที่มีในประเทศไทย: TDF/FTC (300/200 มก.) (≥ 35 กก.) หรือ TAF/FTC (25/200 มก.) (≥ 25 กก.)
ƒ ขนาดยาตามแนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย ปี 2564/2565 4
- ในผู้ป่วยบางกลุ่มอาจต้องมีการปรับขนาดของยาหรือมีการเลือกชนิดยาจำเพาะ ดังนี้:
- ผู้ที่มีการทำงานของไตลดลงหรือมีภาวะตับแข็งที่มี Child-Pugh class B หรือ C แนะนำให้ปรับขนาดยาตามการทำงานของไต และ Child-Pugh
- ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) ร่วมด้วย ควรเลือกสูตรยาที่มี TDF/TAF และ 3TC/FTC ร่วมด้วย
- การตั้งครรภ์และให้นมบุตรไม่ได้เป็นข้อห้ามในการให้ nPEP อย่างไรก็ตาม มียาบางชนิดที่ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยและเภสัชจลศาสตร์ ได้แก่ cobicistat-boosted atazanavir, darunavir, elvitegravir
- จากการศึกษาด้านเภสัชจลศาสตร์หลังได้รับยา cabotegravir แบบฉีดชนิดออกฤทธิ์นาน (cabotegravir long-acting, CAB-LA) อาจพบมีระดับยา cabotegravir ที่ต่ำกว่าระดับที่ใช้รักษาได้นานถึง 3 ปีในผู้ชาย และ 4 ปีในผู้หญิง การได้รับ CAB-LA มาก่อนจึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยากลุ่ม INSTI ได้ ดังนั้น หากแหล่งของการสัมผัสมีระดับไวรัสในเลือดที่ตรวจพบได้ในขณะที่ใช้ long acting injectable ARV หรือ หากผู้สัมผัสเคยมีประวัติได้รับ long acting injectable ARV ไม่ควรเลือกใช้ยากลุ่ม INSTI สำหรับ nPEP
- ผู้ใช้ hormone therapy (estrogens or testosterone) สามารถให้ nPEP ได้ โดยไม่ต้องปรับขนาดยา แต่อาจมีผลข้างเคียงจากปฏิกิริยาระหว่างฮอร์โมนและยา nPEP บางชนิด เช่น ritonavir หรือ cobicistat-containing regimen
การส่งตรวจเพื่อประเมินก่อนและติดตามหลังการให้ nPEP
- ผู้ที่มีข้อบ่งชี้ในการได้รับ nPEP ควรได้รับการประเมินก่อนและติดตามหลังการให้ nPEP ดังตารางที่ 2
- ก่อนเริ่ม nPEP ควรได้รับการตรวจ rapid test (point-of-care test) และ/หรือ laboratory-based antigen/antibody HIV test (good practice statement, existing recommendation)
- หากตรวจด้วย rapid test (point-of-care test) ควรตรวจยืนยันด้วย laboratory-based antigen/antibody HIV test อย่างไรก็ตาม สามารถเริ่มยา nPEP ได้ทันทีที่ผล rapid test (point-of-care test) เป็นลบ โดยไม่ต้องรอผลตรวจ laboratory based antigen/antibody HIV test
- ไม่แนะนำให้ใช้ oral fluid-based rapid HIV test เนื่องจากความไวต่ำ
- สำหรับผู้ที่เคยได้รับ long-acting injectable PrEP ภายในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แนะนำให้ตรวจหาเชื้อเอชไอวีด้วยวิธีตรวจกรดนิวคลีอิก (HIV NAT) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความไวในการตรวจ ร่วมกับการตรวจ antigen/antibody HIV test ในการประเมินสถานะการติดเชื้อครั้งแรก (NEW: good practice statement, indirect data; existing recommendation)
- ติดตาม laboratory-based antigen/antibody HIV test ร่วมกับ HIV NAT ที่ 4-6 สัปดาห์หลังสัมผัส (good practice statement, standard of care) ยกเว้น ผู้ที่ได้เริ่ม nPEP ภายใน 24 ชั่วโมงหลังสัมผัส และรับประทานยา nPEP อย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องเจาะตรวจเอชไอวีที่ 4 – 6 สัปดาห์
- ติดตามการติดเชื้อเอชไอวีครั้งสุดท้ายด้วย laboratory-based antigen/antibody HIV test ร่วมกับ HIV NAT ที่ 12 สัปดาห์หลังสัมผัส (NEW: good practice statement, standard of care) โดยมีข้อควรระวังคือ ผู้ที่เปลี่ยนจาก nPEP เป็น PrEP ก่อนตรวจเอชไอวีที่ 12 สัปดาห์ ผลตรวจเอชไอวีสามารถเกิดผลลบลวงได้ (false negative) และควรให้รับประทาน PrEP ต่อร่วมกับตรวจการติดเชื้อเอชไอวี
- นอกจากการตรวจเอชไอวีแล้ว ทุกคนที่จะเริ่มรับประทาน nPEP ต้องได้รับการตรวจ Cr, AST, ALT, ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และตรวจการตั้งครรภ์ในเพศหญิง ส่วนไวรัสตับอักเสบซี (HCV) และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แนะนำตรวจและให้การรักษาตามความเสี่ยงของการสัมผัส (good practice statement, existing recommendation)
- ผู้ที่ได้ nPEP แล้ว ควรได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับอาการของ acute HIV เช่น ไข้ ผื่น influenza-like หรือ mononucleosis like symptoms เป็นต้น หากมีอาการเหล่านี้ ควรมาพบแพทย์
- อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับ long-acting injectable PrEP มาก่อน อาจมีอาการแสดงของการติดเชื้อเอชไอวีที่แตกต่างจากผู้ที่ไม่ได้รับยาดังกล่าว โดยในการศึกษา HPTN 083 และ HPTN 084 ซึ่งเป็นการศึกษาประสิทธิภาพของยา cabotegravir แบบฉีดชนิดออกฤทธิ์นาน (cabotegravir long-acting, CAB-LA) พบว่า จากอาสาสมัคร 3,446 ราย ที่ได้รับ CAB-LA มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี 41 ราย โดยมี 17 ราย (ร้อยละ 41) ตรวจพบการติดเชื้อล่าช้าเมื่อตรวจด้วย rapid test และ HIV Ag/Ab test นอกจากนี้ยังพบ 10 ราย มีเชื้อดื้อยากลุ่ม INSTI จากข้อมูลดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับ long-acting injectable PrEP เมื่อติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่แตกต่างไปจากผู้ป่วยทั่วไปที่ติดเชื้อเอชไอวี (classic acute HIV infection) ซึ่งเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า “Long-acting early viral inhibition syndrome (LEVI syndrome).” โดยมักมีลักษณะเฉพาะคือ มักไม่มีอาการทางคลินิก มีปริมาณไวรัสเอชไอวีในเลือดต่ำจนถึงไม่สามารถตรวจพบได้ มีการสร้างแอนติบอดีที่ลดลงหรือสร้างช้า ระดับของ HIV Antigen, Antibody, RNA, DNA อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดที่เครื่องมือตรวจสามารถตรวจพบได้ ซึ่งทำให้ผลการตรวจเปลี่ยนจากพบเชื้อ (reactive) หรือไม่แน่ชัด (indeterminate) กลับไปเป็นไม่พบเชื้อ (nonreactive) ซึ่งลักษณะเช่นนี้ทำให้การวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีเป็นไปได้ยากมากขึ้น 5
ตารางที่ 2 การตรวจประเมินทางห้องปฏิบัติการก่อนและติดตามหลังให้ nPEP
* เฉพาะผู้สัมผัสที่เคยได้รับ long-acting injectable PrEP ภายในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
# เฉพาะผู้สัมผัสที่มี Anti-HCV เป็นบวกหรือแหล่งสัมผัสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี และตรวจไม่พบเอชไอวีในครั้งแรก เนื่องจากมี delayed HIV seroconversion ในผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบซีพร้อมกัน
† ผู้ที่เริ่ม nPEP ภายใน 24 ชั่วโมงหลังสัมผัส และไม่มีการขาดยา nPEP ไม่ต้องเจาะตรวจเอชไอวีที่ 4-6 สัปดาห์
¶ หาก Anti-HCV เป็นบวกหรือผู้ป่วยมีอาการของไวรัสตับอักเสบซีเฉียบพลัน เช่น เอนไซม์ตับสูง ควรส่งตรวจ HCV RNA NAT
¶¶ หากแหล่งของการสัมผัสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีหรือไม่ทราบสถานะการติดเชื้อ แนะนำให้ตรวจ HCV RNA NAT ของผู้สัมผัสที่ 3-6 สัปดาห์หลังสัมผัส และหากผลเป็นลบ ควรส่งตรวจ Anti-HCV ที่ 4-6 เดือนหลังสัมผัส
‡ การตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แนะนำเฉพาะผู้ที่มีการสัมผัสทางเพศ
§ หากตรวจไม่พบซิฟิลิสในครั้งแรก แนะนำให้ตรวจติดตามที่ 4-6 สัปดาห์ และ 3 เดือนหลังสัมผัส
µ ตรวจเชื้อ Chlamydia trachomatis และ Neisseria gonorrhoeae จากบริเวณที่มีการสัมผัสด้วยวิธี NAAT และหากผลเป็นลบร่วมกับยังไม่ได้รับการรักษา ควรส่งตรวจซ้ำที่ 1-2 สัปดาห์หลังสัมผัส หรือส่งตรวจซ้ำเมื่อมีอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การให้ PrEP หลังสิ้นสุดการรับประทาน nPEP
- ในผู้ที่ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีควรได้รับการแนะนำให้ PrEP เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี
โดย PrEP สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ได้ร้อยละ 99 และจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันร้อยละ 74
กล่าวโดยสรุป การให้ยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสที่ไม่ใช่จากการทำงาน (HIV nPEP) เป็นมาตรการที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี อย่างไรก็ตาม ในการให้ยาจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งแหล่งสัมผัส ผู้สัมผัส ช่องทางการสัมผัส โรคประจำตัว และยาที่ใช้ประจำ เพื่อประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจให้ nPEP ได้อย่างเหมาะสม ในปัจจุบันแนะนำให้สูตรยา 3 ชนิด (3-drug regimen) ซึ่งมียาเม็ดรวมทำให้เพิ่มความสะดวกในการรับประทานยาและส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานยาซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) นอกจากนี้ มีข้อพึงระวังในการวินิจฉัยการติดเชื้อในกลุ่มที่ใช้ยา long-acting injectable ARV ต้องอาศัยการตรวจ HIV RNA ร่วมด้วย เนื่องจากการตรวจแอนติบอดีเพียงอย่างเดียวอาจให้ผลลบลวงและนำไปสู่การวินิจฉัยที่ล่าช้าได้
- World Health Organization. Implementing the global health sector strategies on HIV, viral hepatitis and sexually transmitted infections, 2022–2030: report on progress and gaps 2024, second edition. Geneva; 2024.
- Thailand working group on HIV/AIDS projection, Thailand spectrum-AEM. Department of disease control [Internet]. [cited 2025 July 12]. Available from: https://hivhub.ddc.moph.go.th/officer/
- Tanner MR, O’Shea JG, Byrd KM, et al. Antiretroviral Postexposure Prophylaxis After Sexual, Injection Drug Use, or Other Nonoccupational Exposure to HIV CDC Recommendations, United States, 2025. MMWR Recomm Rep 2025;74(No. RR-1):1–56.
- Ruxrungtham K, Chokephaibulkit K, Chetchotisakd P, Chariyalertsak S, Kiertburanakul S, Putacharoen O, et al. Thailand National Guidelines on HIV/AIDS Treatment and Prevention 2021/2022. Nonthaburi: Division of AIDS and STIs, Department of Disease Control; 2022.
- Landovitz RJ, Delany-Moretlwe S, Fogel JM, Marzinke MA, Piwowar-Manning E, Richardson P, et al; HPTN 083 and 084 Study Teams. Features of HIV Infection in the Context of Long-Acting Cabotegravir Preexposure Prophylaxis. N Engl J Med. 2024 Oct 3;391(13):1253-1256.


