พ.ท. นพ. ปริญญา สมัครการไถ
อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม
แผนกต่อมไร้ท่อ กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
สมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน
วารสารแสงเทียน The Diabetes Educator Newsletter : ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2568
บทนำ
โรคเบาหวานกำลังกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญระดับโลก ปัจจุบันมีผู้เป็นเบาหวานทั่วโลกถึง 537 ล้านคน (คิดเป็น 10.5% ของประชากรโลก) โดยเบาหวานชนิดที่ 2 มีสัดส่วนมากกว่า 90% ของทั้งหมด1 ผู้เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในหลายตำแหน่งสูงกว่าประชากรทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างมีนัยสำคัญ จากการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) พบว่า ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 มีความเสี่ยงสัมพัทธ์ (relative risk) ของการเกิดกระดูกสะโพกหักสูง ถึง 3.432 ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้ มีสาเหตุหลักมาจากความหนาแน่นของมวลกระดูกที่ต่ำในผู้ป่วยกลุ่มนี้3,4 ในทางตรงกันข้ามแม้ว่า ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 จะมีความหนาแน่นของมวลกระดูกสูงกว่าปกติแต่คุณภาพของกระดูกกลับด้อยลงโดยมีสาเหตุสำคัญจากการสะสมของ advanced glycation end-products (AGEs) ซึ่งยับยั้งการพัฒนาของเซลล์สร้างกระดูก5-7 บทความนี้จะกล่าวถึงภาวะโรคกระดูกทางเมตาบอลิกจากเบาหวาน
พยาธิสรีรวิทยาและกลไกของกระดูกพรุนในเบาหวาน
อินซูลินมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการเพิ่มจำนวนของเซลล์สร้างกระดูก (osteoblast) ภาวะขาดอินซูลินนำไปสู่การลดลงของความหนาแน่นมวลกระดูก8 ในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะดื้อต่ออินซูลินทำให้เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก9 แต่ AGEs ยับยั้งการสะสมของแร่ธาตุ (mineralization) ภายในเส้นใยคอลลาเจน ซึ่งท้ายที่สุดทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง10 AGEs ยังทำให้เซลล์ต้นกำเนิดมีเซนไคมัลในไขกระดูก (bone marrow mesenchymal stem cells หรือ BMSCs) เสื่อมสภาพ11,12 นอกจากนี้ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงยังเพิ่มการแสดงออกของ Receptor Activator of Nuclear factor Kappa-B Ligand (RANKL) ซึ่งส่งเสริมการสลายกระดูกและเร่งการสูญเสียมวลกระดูก13 ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังยังทำให้ความสามารถในการมีชีวิตรอดของเซลล์ออสทีโอไซต์ (osteocyte) ลดลง14 ซึ่งโดยรวมแล้วทำให้เกิดการการสลายกระดูกที่มากขึ้น การอักเสบเรื้อรังรบกวนการส่งสัญญาณ Wnt ซึ่งทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง15 ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงสร้างอนุมูลอิสระซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์และการทำงานที่ผิดปกติในเซลล์กระดูก16,17
การคัดกรอง
สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (American Diabetes Association หรือ ADA) แนะนำให้ใช้ค่า T-score ที่ระดับ -2.0 แทนที่จะเป็น -2.5 ในการเริ่มการรักษาโรคกระดูกพรุนในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เนื่องจากเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปอาจประเมินความเสี่ยงต่อกระดูกหักในผู้เป็นเบาหวานต่ำเกินไป18 การประเมินความเสี่ยงต่อกระดูกหักควรทำเป็นประจำในผู้สูงอายุและบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยสรุปความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักในผู้เป็นเบาหวาน ประกอบด้วยความเสี่ยงโดยทั่วไป (General risk factors) และความเสี่ยงความเสี่ยงเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเบาหวาน (Diabetes-specific risk factors)
- ประวัติเคยมีกระดูกหักมาก่อน
- อายุมากกว่า 65 ปี
- ค่าดัชนีมวลกายต่ำ
- เพศ
- การมีปัญหาในระบบการดูดซึมอาหาร
- การมีประวัติหกล้มบ่อย
- การใช้สารสเตียรอยด์
- ประวัติคนในครอบครัวเคยกระดูกหัก
- การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่
- การเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis)
- มีค่า T-score บริเวณกระดูกสันหลังหรือ สะโพกต่ำกว่า -2.0
- มีประวัติน้ำตาลในเลือดต่ำบ่อย
- ระยะเวลาในการเป็นเบาหวานมากกว่า 10 ปี
- ใช้ยาเบาหวานที่เสี่ยงต่อการหักของกระดูก คือ ยากลุ่ม Thiazolidinedione sulfonylureas และอินซูลิน
- คุมเบาหวานไม่ดี คือ ค่า HbA1C มากกว่า 8 เปอร์เซ็นต์
- มีโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือดของเบาหวาน คือ มีเส้นประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ มีอาการชาบริเวณปลายเท้า มีเบาหวานขึ้นตา หรือมีภาวะไตเรื้อรังจากเบาหวาน
แนะนำให้ทำการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง Dual-energy X-ray absorptiometry (DXA) ทุก 2 – 3 ปี สำหรับบุคคลที่อายุมากกว่า 65 ปีหรือผู้ที่อายุน้อยกว่าแต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เนื่องจากความเปราะบางของกระดูกที่เกี่ยวข้องกับเบาหวานชนิดที่ 2 นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก (BMD) เพียงอย่างเดียว18
การรักษากระดูกพรุนในเบาหวาน
การออกกำลังกายและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
โดยทั่วไปการรักษาและการตรวจติดตามโรคกระดูกพรุนในผู้ที่มีเบาหวานร่วมด้วยควรได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้เป็นโรคกระดูกพรุนที่ไม่มีโรคเบาหวาน ควรมีการแนะนำการบริโภคแคลเซียมและวิตามินดีในปริมาณที่เหมาะสม มีการเสริมอาหารที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะผู้ที่มีความสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร การศึกษาพบว่า การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักช่วยปรับปรุงโครงสร้างระดับจุลภาคของกระดูกและลดความเสี่ยงต่อกระดูกหักในผู้เป็นเบาหวาน19 สำหรับการควบคุมระดับน้ำตาล แนะนำให้ใช้เป้าหมาย HbA1c ทั่วไปที่ < 7% อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการรักษาในผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เป็นเบาหวานมายาวนานแล้ว ทำให้มีโอกาสสูงในการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคร่วมหลายโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีภาวะแทรกซ้อนทางตาหรือเส้นประสาทบริเวณเท้า ทำให้ความเสี่ยงในการหกล้มสูงขึ้น หรือบางราย ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งหมด ดังนั้น ควรระบุเป้าหมาย HbA1c ที่สูงขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและการหกล้มซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อกระดูกหักตามมา
การรักษาด้วยยา
การรักษาด้วยยาเพื่อลดความเสี่ยงต่อกระดูกหักไม่ว่าจะเป็นยาในกลุ่ม Bisphosphonates, selective estrogen receptor modulators, denosumab, teriparatide และ romosozumab โดยทั่วไปมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับในผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน ยาเหล่านี้ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและลดความเสี่ยงต่อกระดูกหัก ในการข้างเคียงต่อสุขภาพกระดูกน้อยที่สุด Metformin โดยทั่วไปถือว่าปลอดภัย สำหรับกระดูก ในขณะที่ยากลุ่ม sulfonylureas และอินซูลินมีความเสี่ยงสูงกว่าในการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การหกล้มและกระดูกหักตามมา สำหรับ GLP-1 receptor agonists โดยส่วนใหญ่ผลเป็นกลางต่อกระดูก แต่มีบางการศึกษาว่าสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักได้ การใช้ยากลุ่ม SGLT2 inhibitors ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อกระดูกหักที่เพิ่มขึ้นจากการศึกษา Canagliflozin (CANVAS study) อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ ต่อมาจากการศึกษา CREDENCE และ SGLT2 inhibitors ตัวอื่น ๆ เช่น empagliflozin, ertugliflozin และ dapagliflozin มีผลเป็นกลางต่อกระดูก การเลือกยาควรปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่เป็นเบาหวานมานานเพื่อลดความเสี่ยงต่อกระดูกหักในขณะที่ยังคงรักษาการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม18
สรุป
โรคเบาหวานเพิ่มความเสี่ยงต่อกระดูกหัก และทำให้คุณภาพของกระดูกเสื่อมลงผ่านการสะสมของ AGEs ที่เกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงการอักเสบ ภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) โรคเบาหวานชนิดที่ 1 มีผลทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูก (BMD) ต่ำกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 2 กลับเพิ่ม BMD แต่ทำให้คุณภาพของกระดูกอ่อนแอลง การคัดกรองตั้งแต่ระยะแรกและวางแผนการรักษาที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในผู้เป็นเบาหวาน
- Magliano DJ, Boyko EJ. IDF diabetes atlas. IDF Diabetes Atlas. 10th ed.
- Wang H, Ba Y, Xing Q, Du JL. Diabetes mellitus and the risk of fractures at specific sites: a meta-analysis. BMJ Open 2019; 9:e024067.
- Joshi A, Varthakavi P, Chadha M, Bhagwat N. A study of bone mineral density and its determinants in type 1 diabetes mellitus. J Osteoporos 2013; 2013:397814.
- Loxton P, Narayan K, Munns CF, Craig ME. Bone mineral density and type 1diabetes in children and adolescents: a meta-analysis. Diabetes Care 2021;44:1898–1905.
- Kim MW, Huh JW, Noh YM, et al. Exploring the paradox of bone mineral density in type 2 diabetes: a comparative study using opportunistic chest CT texture analysis and DXA. Diagnostics (Basel) 2023; 13:1–14.
- Luo W, Li X, Zhou Y, et al. Correlation between bone mineral density and type 2 diabetes mellitus in elderly men and postmenopausal women. Sci Rep 2024; 14:15078.
- Liu X, Chen F, Liu L, Zhang Q. Prevalence of osteoporosis in patients with diabetes mellitus: a systematic review and meta-analysis of observational studies. BMC Endocr Disord 2023; 23:1.
- Okawa MC, Tuska RM, Lightbourne M, et al. Insulin signaling through the insulin receptor increases linear growth through effects on bone and the GH–IGF-1 axis. J Clin Endocrinol Metab 2024; 109:e96–e106.
- Arikan S, Tuzcu A, Bahceci M, et al. Insulin resistance in type 2 diabetes mellitus may be related to bone mineral density. J Clin Densitom 2012;15:186–190.
- Vashishth D, Dhaliwal R, Rubin M. AGEs (advanced glycation end-products) in bone come of age. Bone 2025; 190:117301.
- Gao Q, Jiang Y, Zhou D, et al. Advanced glycation end products mediate biomineralization disorder in diabetic bone disease. Cell Rep Med 2024;5:101694.
- Zhou J, Zhu Y, Ai D, et al. Advanced glycation end products impair bone marrow mesenchymal stem cells osteogenesis in periodontitis with diabetes via FTO-mediated N(6)-methyladenosine modification of sclerostin. J Transl Med 2023; 21:781.
- Ponyrko A, Bumeister V, Korenkov O, et al. Structural and functional changes in osteogenic cells and biomarkers of bone remodeling in chronic hyperglycemia. East Ukrain Med J 2023; 11:398–407.
- Yang Y, Lin Y, Wang M, et al. Targeting ferroptosis suppresses osteocyte glucolipotoxicity and alleviates diabetic osteoporosis. Bone Res 2022; 10:26.
- Fujikawa H, Kojima H, Terashima T, et al. Expression of proinflammatory cytokines and proinsulin by bone marrowderived cells for fracture healing in long-term diabetic mice. BMC Musculoskelet Disord 2023; 24:585.
- Li P, Alenazi KKK, Dally J, et al. Role of oxidative stress in impaired type II diabetic bone repair: scope for antioxidant therapy intervention? Front Dent Med 2024; 5:1464009.
- Wang R, Su S, Chen Z, Zhou F. Type 2 diabetes mellitus mediated oxidative stress in bone tissues and novel challenges for biomaterials. Adv Ther 2024;7:2300231.
- Committee ADAPP. Comprehensive medical evaluation and assessment of comorbidities: standards of care in diabetes-2025. Diabetes Care 2024; 48 (Suppl 1):S59–S85.
- West SL, Furman M, Moineddin R, Sochett E. Association of daily physical activity and bone microarchitecture in young adults with type 1 diabetes– a pilot exploratory study. Bone Rep 2024; 23:101813.
สมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน พ.ศ. 2541 : https://thaide.org/
วารสารแสงเทียน The Diabetes Educator Newsletter :
https://drive.google.com/file/d/1yLyRuaOe2MfCjQnSy6iIFU5vDoXou2xX/view

