“มันจะเกิดความสุขอย่างยิ่ง ถ้าเราทำงานที่ยากให้สำเร็จ ด้วยความสามารถของเรา”
รศ. พญ. จิตลัดดา ดีโรจนวงศ์
นายกสมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย
รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สาขาวิชาโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤต ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บทสัมภาษณ์จากวารสาร IDV ฉบับที่ 91 ปี 2564
แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาระบบทางเดินหายใจในเด็ก
เรียนมัธยมศึกษาที่ โรงเรียนสตรีวิทยา ตอนเด็กชอบเป็นครู ชอบสอนเพื่อน ๆ แต่คิดว่าเป็นแพทย์ก็ดี พ่อแม่ก็สนับสนุน และเรียนค่อนข้างดี จึงเลือกเอนทรานซ์ที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ่อแม่อยากให้เรียนที่จุฬาฯ เพราะใกล้บ้าน และพ่อแม่ภูมิใจมากว่าลูกทุกคนจบที่จุฬาฯ
เรียนวิทยาศาสตร์ 2 ปี และมาเรียนที่คณะแพทยศาสตร์อีก 4 ปี ช่วงเรียนเตรียมแพทย์ได้ไปค่ายกับเพื่อน ๆ ทีมวิทยาศาสตร์สุขภาพ ดูงานที่โรงพยาบาลอำเภอ และเข้าไปดูห้องคลอด เราเป็นหมอคนเดียวในกลุ่มที่ไปดูงาน แต่เป็นคนเดียวที่กลัวบรรยากาศห้องคลอด และรู้สึกจะเป็นลม แต่เวลาขึ้นเรียนจริง ก็ผ่านทุกวอร์ดได้ไม่เป็นปัญหาตอนเรียนจบ รุ่นนั้นเป็นอินเทิร์นรุ่นสุดท้าย ทุกคนต้องออกต่างจังหวัด ตอนนั้นเลือกไปที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา การเป็นอินเทิร์นเป็นการเปลี่ยนจากนักเรียนแพทย์ไปเป็นแพทย์จริง ต้องตัดสินใจให้การรักษาคนไข้จริง ๆ ยังจำได้ว่า ตอนไปถึงใหม่ ๆ การทำงานที่พวกเรากลัวกัน คือ การอยู่เวรห้องฉุกเฉิน หรือ ER เวลามีเพื่อนต้องไปอยู่เวร ER เพื่อนที่เหลือที่ไม่อยู่เวร มักจะไปรวมกันที่หอพักแพทย์ตั้งกลุ่มเป็นทีมเสริมคอยเปิดหนังสือเผื่อเพื่อนที่ ER โทรศัพท์เข้ามาถาม ช่วงเป็นอินเทิร์นเป็นช่วงที่มีความสุขมากช่วงหนึ่ง แม้จะทำงานหนัก แต่เพื่อนทุกคนช่วยเหลือกันดีตลอดเวลา พอจบอินเทิร์น ต้องกลับมาจับสลากไปใช้ทุนรัฐบาล ตอนแรกอยากเลือกโรงพยาบาลใหญ่ เพื่อจะได้ใช้ทุน fix แผนก โดยตั้งใจเลือกใช้ทุนที่ศูนย์อนามัยแม่และเด็กเป็นอันดับต้น ๆ เพราะคิดว่าคนน่าจะไม่เลือกกันมาก และจะได้ทำงานแผนกเด็กส่วนตัวชอบแผนกเด็ก เพราะเด็กไม่แกล้งป่วย เวลาหายเจ็บป่วย ก็ฟื้นไข้ สดชื่นได้เร็ว อีกสาขาหนึ่งที่ชอบตอนเรียน คือ อายุรกรรม เพราะชอบการวินิจฉัยโรคยาก ๆ แต่พอเป็นอินเทิร์น อยู่เวรฉุกเฉินเจอคนเมามาตรวจตอนดึก ๆ เลยไม่อยากเรียนอายุรกรรมเพราะไม่ชอบคนเมา แต่พอจับสลากจริง ปรากฏว่า ตกทั้งรอบ 1 และ 2 โชคดีที่รอบ 3 ยังมีโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นอยู่ แต่ไม่มีตำแหน่งแพทย์ใช้ทุนแผนกเด็ก เหลือแต่แผนกอายุรกรรมซึ่งขึ้นชื่อว่า งานหนักมาก ได้ทำงานใช้ทุนที่แผนกอายุรกรรมเป็นเวลา 2 ปี จริง ๆ แล้วช่วงที่ใช้ทุนอายุรกรรมก็ชอบ รู้สึกสนุก ได้เรียนรู้มากมาย เพราะโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นเป็นแหล่ง refer ของคนไข้แถบอีสาน และพี่ ๆ แผนกอายุรกรรมที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นก็เก่ง ชอบสอนและขยันมาก เป็นช่วงที่ได้เรียนรู้มาก แม้งานจะหนัก แต่ข้อดี คือ ทำให้ชินกับการทำงานหนัก และทำงานได้เร็ว พอใช้ทุนครบ ได้กลับมาเรียนต่อ ก็เลือกเป็นแพทย์ประจำบ้านกุมารฯ ที่จุฬาฯ หลังเรียนกุมารแพทย์จบ อาจารย์นวลจันทร์ ปราบพาล ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกโรคระบบหายใจชวนให้เรียนแพทย์ประจำบ้านต่อยอดโรคระบบหายใจต่อ จึงได้เป็นแพทย์ประจำบ้านต่อยอดสาขาโรคระบบหายใจรุ่นแรก ซึ่งมีแพทย์ที่เรียน 2 คน อีกท่านเป็นอาจารย์ที่รามาฯ โรคระบบหายใจเป็นสาขาที่ชอบ เพราะส่วนใหญ่เด็กมักจะมีปัญหาเรื่องระบบหายใจ และในตอนที่เรียนสาขาโรคระบบหายใจ ต้องดูแลเรื่องเวชบำบัดวิกฤตด้วย ได้รักษาเด็กที่มีปัญหาหนัก และช่วยให้เขาดีขึ้นเมื่อไรเห็นเด็กดีขึ้นก็จะมีความสุขทุกครั้ง หลังจบแพทย์ประจำบ้านต่อยอดก็ได้เป็นอาจารย์สาขาโรคระบบหายใจต่อ และได้ไปเทรนต่างประเทศที่ Royal Children’s Hospital, the University of Melbourne, Australia 1 ปี ทางด้าน Pediatric Thoracic Medicine จากนั้นกลับมาช่วยอาจารย์นวลจันทร์ ในหน่วยระบบหายใจต่อมาโดยตลอด 30 กว่าปี
สิ่งที่รู้สึกภูมิใจมากที่สุด
สิ่งที่ภูมิใจมากที่สุดเรื่องแรก คือ การได้เป็นแพทย์ เพราะรู้สึกสุขใจทุกครั้งที่รักษาคนไข้ หลายครั้งที่มีคนบอกว่า ไปรักษาที่ไหนก็ไม่หาย เพิ่งมาหายเมื่อรักษากับเรา เป็นความรู้สึกที่ภูมิใจมาก
เรื่องที่สอง การเป็นอาจารย์ในโรงเรียนแพทย์ โดยเฉพาะได้เป็นอาจารย์ในหน่วยโรคระบบหายใจที่ จุฬาฯ ได้สอนนิสิตแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน และแพทย์ประจำบ้านต่อยอด แต่ที่สนิทใกล้ชิดที่สุด คือ แพทย์ประจำบ้านต่อยอดซึ่งจะไม่ใช่การเรียนในหนังสือ เพราะเขามาอยู่ทำงานกับเราตลอด 2 – 3 ปี เป็นการเรียนที่ทำงานไปด้วยกัน และซึมซับกันไป ภูมิใจที่สุดที่ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จได้รับเลือกเป็นแพทย์ดีเด่นเป็นอาจารย์แพทย์ในดวงใจ ฯลฯ จริง ๆ ต้องบอกว่า มีอภิชาตศิษย์ ลูกศิษย์ได้รับรางวัลเยอะมาก
เรื่องที่สาม ได้ทำงานในหน่วยโรคระบบหายใจที่จุฬาฯ มีอาจารย์นวลจันทร์ที่เป็นแบบอย่างการทำงาน มีเพื่อนอาจารย์ และน้อง ๆ ที่ทุ่มเทกับงานและช่วยเหลืองานทุกอย่าง ด้วยความที่ตัวเองต้องรับหน้าที่หลายอย่าง ได้ช่วยงานบริหารของคณะแพทย์มา 10 กว่าปี ตั้งแต่เป็นผู้ช่วยคณบดีและเป็นรองคณบดีมาทั้งฝ่ายบัณฑิตศึกษา และฝ่ายวิชาการ ซึ่งการทำงานบริหารเหล่านี้ โชคดีที่มีผู้ร่วมงาน และทีมที่ดี มีหลายคนช่วยเหลือเพราะการทำงานพวกนี้สำคัญที่สุด คือ ทีมงานที่เห็นผลประโยชน์ของงานร่วมกัน มีเป้าหมายเดียวกันจึงทำให้งานทั้งหมดสำเร็จได้ด้วยดี
เรื่องที่สี่ ได้เกียรติให้เป็นนายกสมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กฯ สมาคมนี้พัฒนามาจากชมรมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของกุมารแพทย์ โรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตจากสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งพยาบาลที่ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาทางระบบหายใจและภาวะวิกฤต เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน และพัฒนาการดูแลผู้ป่วยสาขานี้ ซึ่งกิจกรรมหลักของสมาคมเป็นการเผยแพร่ความรู้แก่แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชน ได้แก่ การประชุมวิชาการ และอบรมระยะสั้นประจำปีส่วนใหญ่แพทย์และพยาบาลที่จะทำงานด้านระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤต มักเป็นคนที่ทุ่มเทกับงาน รักงาน กรรมการสมาคมทุกท่านก็ให้ความร่วมมืออย่างดีในการทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งการฝึกอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขากุมารเวชศาสตร์ โรคระบบหายใจ ซึ่งแม้ผู้รับผิดชอบหลักจะเป็นคณะอนุกรรมการฝึกอบรม และสอบ ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย แต่คณะกรรมการของทั้ง 2 ส่วนก็ทำงานควบคู่กันตลอด โดยมีเป้าหมายอยากให้มีกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจครอบคลุมทุกพื้นที่ และมีบุคลากรทางการแพทย์ที่สามารถให้การดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาทางระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตได้ทั่วประเทศ และด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาซับซ้อนทางระบบหายใจซึ่งเดิมเคยต้องอยู่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน ๆ ก็สามารถกลับไปรับการดูแล รักษา และฟื้นฟูสุขภาพที่บ้านได้

ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ
ปัจจัยแรก มีความรักในงานและตั้งใจทำงาน พอเรารักงานก็จะทำงาน อย่างมีความสุข ส่วนตัวไม่เคยรู้สึกเบื่อ ทำได้เรื่อย ๆ และจะพยายามทำให้ดีที่สุด โดยใช้หลักอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
ปัจจัยที่สอง ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของงานให้ดี แบ่งเวลาให้ดีทุกคนมีงานหลายอย่าง ส่วนตัวมีการเป็นแพทย์ งานสอนเป็นงานที่ชอบ งานบริหาร หรือการประชุมต่าง ๆ แม้จะไม่ค่อยชอบ แต่ก็ช่วยให้งานทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี นอกจากนั้น ยังต้องมีเวลาส่วนตัวให้ครอบครัวและเพื่อน เพราะฉะนั้น จึงต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดี เพื่อจะได้ทำงานหลาย ๆ อย่างได้อย่างมีความสุข และมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยที่สาม การเอาใจเขามาใส่ใจเรา การที่เราจะมีทีมงานที่ดีได้ก็ต้องดีกับเขาก่อน และมีเป้าหมายร่วมกันมักจะบอกทีมงานให้เห็นประโยชน์ของงานที่ทำ ประโยชน์ของผู้ป่วยและครอบครัว ประโยชน์ของนิสิตและทำเพื่อประโยชน์ของคณะฯ โชคดีที่มีทีมงานที่ดี จึงทำให้เราประสบความสำเร็จ
กว่าจะถึงวันที่ประสบความสำเร็จ เจออุปสรรคอะไรบ้าง แล้วเอาชนะอย่างไร
อุปสรรคเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข เพราะต้องเจออุปสรรคแทบทุกวัน อยู่ที่ว่าจะรู้สึกว่าเป็นปัญหา หรือเป็นสิ่งที่ต้องพยายามแก้ให้ได้ ถ้าเรื่องบางอย่างเป็นปัจจัยภายนอก เราไม่สามารถแก้ได้ก็ให้ไปทางเลี่ยง หรือทางเบี่ยงอย่างโควิด เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น ก็มีปัญหาหลายอย่าง ในเรื่องการดูแลรักษาคนไข้การจัดการเรียนการสอนแก่นิสิต ซึ่งจะต้องมีแนวทางต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป พอปีที่สองเกิดซ้ำอีก ถือว่าโชคดีที่ได้แนวทางแก้ไขจากปีที่แล้ว ทุกปัญหาที่มีถ้าตั้งสติ พิจารณา แก้ไข ก็จะทำให้ผ่านไปได้ ในฐานะที่เป็นผู้บริหารจะต้องแก้ปัญหาทุกวัน ต้องคิดเสมอว่าวิกฤตทำให้เกิดโอกาส โควิดมา มีปัญหากับการเรียนในสถานที่ แต่ทำให้การเรียนออนไลน์เฟื่องฟู อย่างไรก็ตาม ต้องระวังเพราะมีทั้งคนที่ไปได้ดีกับโอกาส และทั้งคนที่ไปไม่ไหว เราต้องพยายามดูแลให้ทั่วถึง แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ทัน เช่น การจัดสอบออนไลน์ นอกจากปัญหาต่าง ๆ ของระบบการจัดสอบที่ต้องรัดกุมอย่างยิ่ง ยังต้องสำรวจด้วยว่าใครไม่มีอุปกรณ์ที่บ้าน เพื่อคณะฯ จะได้จัดส่งไปให้ยืม ต้องจัดซ้อมสอบออนไลน์ เพื่อดูว่าบ้านของนิสิตคนใดมีปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมที่เป็นส่วนตัวหรือเสียงรบกวน และจัดเตรียมสถานที่เผื่อนิสิตที่มีปัญหาไม่สามารถสอบที่บ้าน แต่อาศัยที่ว่ามีทีมงานดีทุกปัญหาก็ช่วยกันพิจารณาแก้ไข มองให้รอบ ไม่ทำอะไรคนเดียว มีอะไรก็รับฟังหาคนมาช่วยกันวางแผนแบ่งกันไปทำงาน ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้
ถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้บางเรื่องอยากกลับไปทำเรื่องใดมากที่สุด
เป็นคนที่มองไปข้างหน้ามากกว่า และพยายามแก้ไขไปเรื่อย ๆ ข้อบกพร่องเกิดขึ้นได้แทบทุกวันหรือบางทีเมื่อไรที่ต้องตัดสินใจหลายเรื่อง อาจมีปัญหาหรืออะไรเล็กน้อยที่ตามมา แต่เชื่อว่าไม่ใช่อุปสรรคใหญ่ หรืออะไรที่อยากจะกลับไปแก้ เป็นเรื่องที่อยากจะปรับตัวไปทุกวันมากกว่า ส่วนตัวเป็นคนตัดสินใจเร็ว มักจะไม่ค่อยย้อนกลับไปในเรื่องอดีต เพราะคงทำอะไรกับมันไม่ได้ และภูมิใจในทุกสิ่งที่ทำมา รู้สึกมีความสุขในทุกอย่าง
ใครคือบุคคลที่เป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน
คนแรก คือ คุณพ่อ ตั้งแต่เกิดมาเราเห็นพ่อเราทำงานหนักมาตลอด เป็นคนเน้นความสำคัญของการทำงานเน้นความสำคัญของการเรียน คุณพ่อจะบอกเสมอว่า ต้องอดทน ต้องทำงาน เพื่อเราจะได้ก้าวหน้าไปข้างหน้า มีงานดีกว่าไม่มี ครอบครัว พี่น้องต้องรักกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีปัญหาหรืออะไรก็ช่วยกันคิดช่วยกันแก้ไข พ่อเป็นคนที่รักครอบครัว ตอนที่พ่อไม่สบาย นอนอยู่ในโรงพยาบาล พอเล่าเรื่องที่บ้าน โดยเฉพาะเรื่องการค้าที่บ้าน พ่อจะมีความสุขมาก คือ ชีวิตของพ่ออยู่กับงานนี่เป็นแบบอย่างว่า เราสามารถมีความสุขในการทำงานทุกวัน
คนที่สอง รศ. พญ. นวลจันทร์ ปราบพาล อาจารย์ เป็นหัวหน้าทีม เป็นทุกอย่าง ท่านเป็นแบบอย่างในด้านทำงาน ทั้งการดูแลคนไข้อย่างเอาใจใส่คำนึงถึงประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นอันดับแรก อาจารย์ให้เวลากับคนไข้เสมอ แม้จะเป็นนอกเวลาราชการสมัยก่อนอยู่ห้องพักเดียวกับอาจารย์ 7 โมงเช้า ก็มีคนไข้มารอตรวจเต็มแล้วในด้านของความเป็นครู อาจารย์ให้ความสำคัญกับงานสอน และให้เวลากับลูกศิษย์เสมอ ให้ความเอาใจใส่ดูแลศิษย์ในทุก ๆ ด้านทั้งกาย ใจ สังคม
คนที่สาม รศ. นพ. ปรีดา ทัศนประดิษฐ์ เป็นแบบอย่างของครูแพทย์ ในการดูแลนิสิต อาจารย์จำชื่อนิสิตและเรื่องราวต่าง ๆ ของนิสิตได้แม่นยำมาก อาจารย์ให้ความสำคัญกับการพัฒนานิสิตในด้านทัศนคติ จริยธรรม คุณธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ อาจารย์เป็นแบบอย่างของคณาจารย์ในด้านการเป็นผู้ให้ และเชิดชูแพทย์รุ่นน้อง การทำงานในฝ่ายบริหารทำให้ได้ทราบว่าอาจารย์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการเขียนคำเชิดชูเกียรติเพื่อขอรับรางวัลต่าง ๆ ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย และระดับประเทศให้แก่แพทย์รุ่นน้อง และบุคลากรในคณะฯ มาโดยตลอด

คติหรือหลักการที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต
หลักการแรกคือ ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ต้องอดทน และขยัน เห็นประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าตนเอง โดยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา หลักการต่อมาคือ ความสุขจากการทำงาน ไม่ได้เกิดจากการทำงานที่ง่าย ๆ มันจะเกิดความสุขอย่างยิ่ง ถ้าเราทำงานที่ยากให้สำเร็จ ด้วยความสามารถของเรา
มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางในอนาคตเป็นอย่างไร
การแพทย์สมัยนี้เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากขึ้น มีการแตกแขนงของความเชี่ยวชาญ แพทย์ทุกคนต้องเรียนต่อ เพื่อหาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและมีการพัฒนาทางการแพทย์ไปมากมาย มีเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้การเป็นแพทย์สมัยนี้ยากกว่าแพทย์สมัยก่อน ต้องเรียนรู้มากพยายามก้าวให้ทัน อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยกับนโยบายของประเทศที่สนับสนุนให้มี family medicine มากขึ้น โดยเน้นในเรื่องการดูแลคนไข้แบบองค์รวม ดูแลพื้นฐานทั่วไป ไม่ได้เน้นเฉพาะโรค สามารถดูแลคนทั้งครอบครัว และดูแลทุกด้านทั้งกาย ใจ สังคม ในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งที่ได้รับการปลูกฝังมาตลอด ต้องดูแลคนทั้งคน ทั้งครอบครัว ด้วยตัวเด็กเองอาจจะไม่รู้แน่นอนว่าเขาเป็นอะไร แต่เรารู้ว่า เมื่อไรที่เขาร้อง แสดงว่าเขาไม่สบาย ต้องหาทางทำให้เขามีความสุข ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากครอบครัวและจากอะไรหลายอย่าง เทคโนโลยีอาจจะช่วยได้ไม่มาก สิ่งที่สำคัญคือ การดูแลคนไข้ด้วยใจ ให้คิดว่าถ้าเขาเป็นญาติเรา เราจะทำอย่างไร จะหาวิธีใดที่จะช่วยเขาได
ข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ว่าจะประสบความสำเร็จต้องทำอย่างไร
สำหรับแพทย์ทั่วไป อย่างแรก เน้นว่าทุกคนต้องอดทน ไม่มีอะไรที่จะสำเร็จในพริบตา ต้องมีความพยายาม เรื่องที่สอง รักในสิ่งที่ทำ ถ้ารักในสิ่งที่ทำแล้วเราจะทำทุกอย่างได้อย่างมีความสุข เรื่องที่สาม แพทย์ที่จบใหม่ต้องระวัง บางทีงานมีมาก อย่าลืมจัดเวลาดูแลตนเอง ดูแลคนในครอบครัวด้วย
สำหรับแพทย์ในสาขาระบบหายใจ เรื่องแรก อยากจะเน้นเรื่องความสำคัญของการดูแลคนไข้แบบองค์รวมพยายามช่วยกันเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจทางด้านระบบหายใจ เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลตนเองได้ โรคของเด็กหลายโรคเป็นโรคที่สามารถหายได้ หรือดูแลด้วยตนเองได้ ต้องเน้นเรื่องการป้องกัน เรื่องที่สอง อยากให้ช่วยกันสร้างความก้าวหน้าและติดตามเทคโนโลยี ถ้าต้องออกไปอยู่ต่างจังหวัด อาจจะมีเครื่องไม้เครื่องมือไม่เพียงพอมีปัญหา ต้องการความช่วยเหลือใด หรือมีข้อเสนอแนะใด สามารถติดต่อที่สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กได้ ทางสมาคมยินดีช่วยเหลือได้ตลอดเวลา

