CIMjournal
Banner CIM IDV100

อาจารย์ นพ. ธนา ขอเจริญพร สาขาโรคติดเชื้อ


“ลองปรับมุมมองการสื่อสารกับคนไข้ว่า ไม่ใช่บริบทของการให้ข้อมูลอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแพทย์กับคนไข้ด้วย”

ศ. นพ. ธนา ขอเจริญพร
รองประธานฝ่ายวิชาการสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย

 

แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาโรคติดเชื้อ

จบมัธยมปลายที่ รร. สาธิตแห่ง ม.เกษตรศาสตร์ คุณแม่เป็นเภสัชกร คุณพ่อเป็นวิศวกร ตอน ม.ปลาย ชอบวิชาทางด้านชีววิทยามากกว่าเลขกับฟิสิกส์ จึงคิดว่าน่าจะมาทางแพทย์มากกว่า เลือกเอนทรานซ์แพทย์จุฬาฯ ศิริราช รามาฯ และทันตะจุฬาฯ สาเหตุที่เลือกแพทย์ จุฬาฯ เป็นอันดับ 1 เพราะคุณพ่อและพี่สาวเรียนที่จุฬาฯ เหมือนกันประกอบกับตอนนั้นเด็ก ๆ มองภาพว่าหมอจุฬาฯ เฮฮา สนุกสนาน ไม่ใช่หมอเคร่งเครียด

ก่อนจบปี 6 วางแผนชัดเจนว่าอยากจะเป็นอาจารย์โรงเรียนแพทย์ เพราะรู้สึกว่าตัวเองชอบสอนตั้งแต่เป็นนศพ. ปี 6 เลย ชอบสอนรุ่นน้องปี 4 – 5 ชอบอ่านอะไรมาแล้วเราสรุปเป็นคอนเซ็ปต์ แล้วมาถ่ายทอดให้ฟังง่าย เข้าใจง่าย เป็นความสุขที่ได้ถ่ายทอดด้วย และคิดว่าการเป็นอาจารย์น่าจะมีความก้าวหน้าทางวิชาการ และทางบ้านก็สนับสนุน แต่ช่วงนั้นไม่มีตำแหน่งอาจารย์ที่จุฬาฯ ว่าง ก็เลยตัดสินใจสมัครมาใช้ทุนที่คณะแพทย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะแพทย์ที่ยังใหม่ ต้องบุกเบิกในหลายเรื่อง ช่วงใช้ทุนปี 1 อาจารย์ นพ.พีระพงค์ กิติภาวงค์ ท่านเป็นรองคณบดี พอจะทราบว่าผมอยากจะเป็นอาจารย์ ก็มีการพูดคุยว่าสนใจเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์หรือไม่ ถ้าสนใจด้านโรคติดเชื้อจะเป็นคนที่สอง  ต่อจากอาจารย์ นพ.อนุชา อภิสารธนรักษ์ (ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์) ซึ่งเป็นอายุรแพทย์คนแรกที่เรียนต่ออเมริกันบอร์ด ที่จบ Infection diseases (ID) และกลับมา

ผมซึ่งสนใจอายุรศาสตร์อยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจสอบ USMLE ใช้เวลาประมาณปีครึ่ง โดย 4 – 5 เดือนแรกสอบ Step 1 และอีก 4 – 5 เดือนสอบ Step 2 สุดท้ายต้องไปสอบ clinical skills examination ตรวจคนไข้จำลอง 12 คน ต้องพูดภาษาอังกฤษ ตรวจร่างกาย พูดให้กำลังใจคนไข้ แล้วมาสรุปเป็นรายงานคนไข้ ใช้เวลา คนละ 30 นาที สรุปว่าสอบผ่านทั้ง 3 step ทันเวลาสมัคร matching พอดี และ matching เป็นแพทย์ประจำบ้านสาขาอายุรศาสตร์ที่  University of Hawaii สำหรับสาเหตุที่เลือกสมัครไปที่ฮาวายนั้น เพราะมีโปรเฟสเซอร์ของสถาบันอบรมที่นั่นเป็นคนสิงคโปร์ เขารู้จักคนในแถบอาเซียนดี เขาจะขอสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกแพทย์ในแถบอาเซียนไว้ก่อน และเลือกคนเอาเข้าโปรแกรมเลย โดยไม่ต้องเดินทางไปสัมภาษณ์จริงที่ฮาวาย ตอนนั้นท่านมาจัดสัมภาษณ์ที่สิงคโปร์ ผมก็ขออนุญาตอาจารย์ที่ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติบินไปสัมภาษณ์เช้า สัมภาษณ์เสร็จก็บินกลับ ปกติแล้วการได้รับคัดเลือกเป็นแพทย์ประจำบ้านที่อเมริกา ไม่ใช่เรื่องง่าย มีโปรแกรมไม่มากที่เข้าใจระบบการศึกษาที่เมืองไทย และเคยเห็นแพทย์ไทยทำงาน  ยกเว้นบางสาขาที่มีแพทย์ไทยไปเทรนแล้วจบบอร์ดสาขานั้น อย่าง รศ. นพ. วรพจน์ ตันติศิริวัฒน์ ที่ไปเทรนอเมริกันบอร์ด แล้วโชว์ผลงาน ก็เป็นรุ่นพี่ที่ทำให้เขาประทับใจคนไทย ทำให้เขารับแพทย์ไทยไปเทรนสม่ำเสมอเรื่อยมา

สาเหตุที่ชอบโรคติดเชื้อเพราะว่าเป็นสาขาที่เป็น med จริง ๆ ผมไม่ชอบสาขาที่มีหัตถการเยอะ เพราะกลัวทำแล้วเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเราเป็นคนชอบอ่าน ชอบคิด ชอบเขียน ไม่ชอบอะไรที่เร่งด่วนมาก ๆ ต้องตัดสินใจเร็ว ๆ เหมือนเราชี้เป็นชี้ตายคนไข้ในขณะนั้นเลย ก็จะเหลือให้เลือก 3 สาขาที่ชอบ คือ Neuro, Endocrine และ ID  แต่ Endocrine มีแพทย์ใช้ทุนรุ่นเดียวกันที่สมัครเป็นอาจารย์ เขาเลือกไปแล้ว ส่วน Neuro เรารู้สึกว่ามีความซับซ้อน โรคบางโรคในการวินิจฉัยต้องใช้จินตนาการเยอะ และมีโรคหลาย ๆ โรคที่เราเข้าไม่ถึง สุดท้ายมาถึง ID เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับทุกคนในทุกระบบ และส่วนใหญ่หมอติดเชื้อที่ดี ก็มักจะเป็นหมออายุรกรรมที่ดี เพราะจำเป็นต้องเข้าใจทุกระบบ  ซึ่งชอบตรงนี้เพราะผมอยากเป็นหมอ med ที่รู้กว้างและลงลึกบางสาขาได้ เพราะบางสาขาจริง ๆ พอตรวจรักษาไปเยอะ ๆ ก็จะโฟกัสแค่ระบบอวัยวะอย่างเดียวเท่านั้น  

ได้เรียนอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อที่ Rush University ทำให้ชื่นชอบทางด้านติดเชื้อมากขึ้นไปอีก สิ่งที่ชอบเกี่ยวกับการเป็นแพทย์โรคติดเชื้อ คือ มีความเป็นนักสืบพอสมควร  ถ้าเราสืบได้และเข้าใจ ลำดับของเรื่องราวจะสนุกมาก  โดยแพทย์สาขาติดเชื้อจะสืบเข้าไปลึก ๆ ในส่วนที่หมอทั่วไปอาจจะไม่ได้ถาม เช่น ไปกินอะไร อย่างไร อาหารทำเองไหม สุกไหม อาหารประกอบด้วยอะไรบ้าง ถ้าเป็นการสัมผัสสัตว์ก็จะถามละเอียดเลยสัมผัสสัตว์อย่างไร เนื้อดิบ หรือไปฆ่าสัตว์ตรงไหน แมวเลียไหม มีแผลไหมหลังโดนแมวข่วน ข่วนเสร็จแล้วเลียต่อหรือไม่ จะเป็นเรื่องราวที่นำไปสู่การวินิจฉัยโรคได้

สำหรับสาเหตุที่ชอบโรคติดเชื้อเอชไอวี และเอดส์  เพราะก่อนไปเรียน อาจารย์ นพ. อนุชา ท่านได้มอบหมายให้ว่า ไปเรียน แล้วพยายามไปหาว่า สนใจจะเรียนลึกลงไปในเรื่องไหน เพราะที่โรงเรียนแพทย์ หมอ ID ส่วนใหญ่จะลงลึกคนละด้าน  เพื่อให้มีแพทย์ที่เชี่ยวชาญลึกในหลาย ๆ ด้านในสถาบันหนึ่ง ๆ ตนเองตอนที่อยู่ฮาวาย ได้ทำวิจัย HIV ด้วยส่วนหนึ่ง พอเข้ามาอยู่ในวงการโรคติดเชื้อ ได้เข้าไปดูคนไข้ HIV ดูเรื่องยาต้าน HIV เรื่อง dynamic ของ HIV ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ความรู้มันอัพเดทตลอดเวลา รู้สึกสนุก จากโรคที่เป็นแล้วเสียชีวิต กลายเป็นโรคที่เป็นเรื้อรัง และในอนาคตอาจจะเป็นโรคที่รักษาหาย  และเป็นโรคที่ต้องดูแลคนไข้ต่อเนื่องด้วย ตัวโรค มีความซับซ้อน ซึ่งก็น่าสนุกที่เรียนรู้ โดยเฉพาะคนไข้ที่มีโรคร่วม แพ้ยา ดื้อยา และต้องไปปรับสูตรยา ก็สนุกดี เอาความรู้มาปรับใช้ได้


เป้าหมายที่มีการตั้งไว้ในการเป็นแพทย์หรือการใช้ชีวิต

ผมขอแยกเป็น 2 ด้านหลัก ๆ ด้านแรกเป็นเป้าหมายในเรื่องการเป็นอาจารย์แพทย์ ซึ่งมีความรับผิดชอบอยู่ 4 เรื่อง เรื่องแรก งานบริการ ดูแลคนไข้ ตอนนี้ทำได้ค่อนข้างดี เราใช้ความรู้ความสามารถที่เราเรียนมาช่วยคนไข้ให้หายจากโรคได้ ต้องอัพเดทความรู้ตามสถานการณ์ เวลามีโรคระบาดเป็นหน้าที่เราโดยตรงเลย อย่างโควิด 19 เป็นสิ่งที่เราต้องอัพเดทความรู้อย่างมาก

เรื่องที่สอง งานสอน พอเข้ามาเรียนรู้มากขึ้น มีสาขาแพทยศาสตร์ศึกษา  เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยทำอย่างไรถึงจะสอนนักศึกษาแพทย์ หรือนิสิตแพทย์ให้เขาจบเป็นแพทย์ที่ดี ต้องสอนหลาย ๆ องค์ประกอบ เช่น การออกข้อสอบอย่างไรเป็นข้อสอบที่ดี วัดผลได้จริง ๆ เทคนิคการสอน  สอนอย่างไรให้ผู้เรียนหรือนักศึกษาแพทย์มีความรู้ความเข้าใจ จำได้ เลกเชอร์อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด มันมีเทคนิคการสอนหลายแบบมาก มีการทำกลุ่มกิจกรรมหลาย ๆ แบบ เช่น small group, interactive session, flip classroom หรือให้ไปศึกษามาก่อน แล้วเข้ามาในห้อง มาสรุปและประเมินไปว่าตรงไหนต้องการเพิ่มเติม เข้าใจไม่เข้าใจตรงไหน เราเป็นอาจารย์แพทย์ที่ดีขึ้นกว่านี้ได้ ถ้าศึกษาตรงนี้เพิ่มเติมขึ้น แล้วมาปรับปรุงการสอนของตัวเอง ให้สอนนักศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ

 

“งานวิจัยที่อยากทำคือ

งานที่มีความเป็น multicenter
เป็นความท้าทายที่เราต้องบริหารจัดการ

หลาย ๆ หน่วย”


เรื่องที่สาม งานวิจัย ผมทำงานวิจัยมาประมาณหนึ่ง ตอนเป็น Fellow ที่อเมริกาไปเรียนปริญญาโทเรื่อง clinical research ทำให้มีความเข้าใจมุมมองของงานวิจัยมากขึ้น มาถ่ายทอดให้นักศึกษาและแพทย์ประจำบ้านได้เรียนรู้ด้วย งานวิจัยที่อยากทำคือ งานที่มีความเป็น multicenter ซึ่งจะเป็นที่สนใจระดับนานาชาติมากกว่างาน single center เป็นความท้าทายที่เราต้องบริหารจัดการหลาย ๆ หน่วยวิจัยย่อย ตรงนี้คิดว่าตัวผมเองยังไม่ค่อยมีความสามารถเท่าไร แต่ว่าถ้ามีโอกาสหาประสบการณ์มากขึ้น จะพัฒนาตนเองให้มีความชำนาญมากขึ้นได้ 

เรื่องที่สี่ งานบริหาร เป็นงานที่ท้าทาย ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยสนใจเท่าไร จะเป็นคนแนววิชาการ ไม่ค่อยชอบบริหารคน  แต่คิดว่าสถาบันต้องการคนเป็นผู้บริหารที่ดี เพราะสถาบันจะก้าวหน้าหรือไม่ขึ้นอยู่กับการบริหารที่ดี ก็เลยไม่ปิดโอกาสตัวเอง ตอนนี้ได้มีโอกาสเป็นผู้ช่วยรองคณบดีฝ่ายบริการสุขภาพและวิชาการ และเป็นรองหัวหน้าสถานวิทยาศาสตร์คลินิก หน้าที่หลัก ๆ คือดูแลแพทย์ทั้งโรงพยาบาลในทุกเรื่อง ยุ่งกับแพทย์ใช้ทุนค่อนข้างเยอะ เพราะผมยังพอคุยกับเด็ก ๆ ได้รู้เรื่องหน่อย ช่วงโควิดลำบากมากในการจัดสรรคน เป็นงานแรกที่เราไปจัดสรรคน จัดเวรออกตรวจ เวร swab ได้ประสบการณ์ด้านบริหารระดับหนึ่ง แต่ที่อยากทำจริง ๆ คือ บริหารด้านวิจัย เผื่อจะได้มีโอกาสทำอะไรเกี่ยวกับงานวิจัยมากขึ้น 

ด้านที่สอง เป็นเป้าหมายในการใช้ชีวิต ขอเน้นเรื่อง work life balance ในเรื่องของงานกับการใช้ชีวิตนอกงาน คือดูแลครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ การทำให้ตัวเองสุขภาพดีทั้งกายและใจด้วยการออกกำลังกาย งานอดิเรกที่สนใจท่องเที่ยว การแบ่งเวลาต้องขึ้นอยู่กับเศรษฐฐานะของแต่ละคนด้วย แพทย์บางท่านจะมีจุดมุ่งหมายต้องรวย ต้องสร้างเศรษฐฐานะให้มั่นคง ซึ่งตรงนี้ผมไม่มีปัญหา ปัจจุบันมีพอกินพอใช้ เราไม่ต้องการทำเงินมาก ๆ เลยไม่ต้องไปทำเอกชน เพื่อหาเงินเยอะ ๆ เอาเวลาตรงนั้นมาโฟกัสว่าเราจะทำวิจัยอะไร เราจะสอนอย่างไรให้ดี และพอมีเวลาไปออกกำลังกาย ไปท่องเที่ยว ไปดูแลครอบครัว ไม่เน้นทำงานหนักแล้วไม่ได้ใช้เงิน ไม่มีเวลาทำอย่างอื่น ไม่มีความสุขในชีวิต

เรื่องออกกำลังกาย ผมตั้งเป้าหมายว่าต้องออกกำลังกายที่เป็นแบบแอโรบิก ทำให้ได้ไปตลอดจนกว่าจะออกกำลังกายไม่ไหว อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป มันได้ประโยชน์จริง ๆ แล้วมันก็รู้สึกติด ถ้าไม่ได้ออกกำลังกายจะหงุดหงิด ความหนักเบาก็เอาแบบพอเหมาะกับเรา

เรื่องท่องเที่ยว วางแผนเลยว่าต้องท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง โดยที่ไม่เกี่ยวกับงานประชุม เพราะอยากสำรวจโลกใบนี้ที่น่าค้นหา และไปศึกษาเรียนรู้ ไปเห็น ไปสัมผัส ไปสถานที่ใหม่ ๆ เรื่อย ๆ นอกจากนี้ ผมชอบหาเวลาไปร้องเพลง ชอบคาราโอเกะ การร้องเพลงเป็นการปลดปล่อยความเครียดได้ดีในระดับหนึ่ง


ที่ผ่านมาเป้าหมายที่สำเร็จ เกิดจากอะไร

ข้อแรกเลยคือ ความขยันและมีความสม่ำเสมอคงเส้นคงวานี้สำคัญมาก  เช่น งานวิจัยเวลาที่เราส่งตีพิมพ์กับวารสาร บางทีเราจะผิดหวังเพราะทางวารสารไม่รับเราและจะคอมเมนต์มาค่อนข้างเยอะ บางทีเราต้องส่งไปประมาณ 4 – 5 วารสาร งานวิจัยโดนปฏิเสธหมด คือถ้าเราท้อก็จบแบบไม่สำเร็จ แต่ถ้าเราขยันในแง่หาลู่ทาง มีวารสารอื่น ๆ อีกไหมที่เขาอาจจะสนใจงานวิจัยของเรา ขอให้เราขยันในการหา หาให้ได้ไม่ว่าจะถามจากผู้รู้หรือจะเสิร์ชหาด้วยตัวเอง หรือลองอ่านบทความจากวารสารต่าง ๆ และดูว่ามีวารสารไหนที่เหมาะกับงานวิจัยของเรา พยายามเรื่อย ๆ  สุดท้ายก็จะสำเร็จ

ข้อที่สอง การสื่อสารสำคัญมาก หมอคุยกับคนไข้รู้เรื่องหรือเปล่า หมอสื่อกับคนไข้มากพอหรือยัง พอในสิ่งที่เราต้องการให้คนไข้ปฏิบัติตามหรือไม่ คดีฟ้องร้องของหมอส่วนใหญ่ เกิดจากการสื่อสารไม่ดี ไม่สื่อสารหรือสื่อสารน้อยไป หรือผิดพลาดแล้วไม่ติดต่อ ไม่คุย ไม่อธิบาย ถ้าเราจะดำรงอาชีพแพทย์ที่ดี การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสำคัญมาก เราจบแพทยศาสตรบัณฑิตมาเราจะต้องคุยรู้เรื่องระดับหนึ่ง เพียงแต่ว่าต้องคุยให้มากขึ้น เราจะคิดว่าเราเข้าใจแล้วคนไข้น่าจะเข้าใจง่าย ๆ เหมือนเราไม่ได้  ข้อเสียที่แพทย์ทุกคนมีหมดคือ เรื่องอีโก้ เข้าใจว่าเราเรียนหนัก เราเรียนเก่ง เรารู้เยอะ การปรับตัวเพื่อไปสื่อสารกับคนอื่น เป็นสิ่งที่ยาก ยากในแง่ที่ทำอย่างไรถึงจะยอมอดทนคุยกับคนไข้ โดยเฉพาะคนไข้ที่เข้าใจยาก แต่ถ้าเราลองปรับมุมมองว่า การสื่อสารกับคนไข้นั้น ไม่ใช่บริบทของการให้ข้อมูล ให้ความรู้อย่างเดียว แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแพทย์กับคนไข้ด้วย ซึ่งถ้าแพทย์กับคนไข้มีความสัมพันธ์ที่ดีแล้ว การดูแลรักษาในขั้นตอนต่อ ๆ ไปก็จะไม่ใช่เรื่องยาก ดังนั้น การสื่อสารจึงเป็นทักษะที่แพทย์จะต้องเรียนรู้อยู่ตลอด 


มีบางครั้งที่เป้าหมายไม่สำเร็จเกิดจากอะไร และปรับอย่างไร

เป้าหมายบางอย่างที่ไม่สำเร็จ อาจจะหมายถึงปัจจัยต่าง ๆ ตรงจุดนั้นอาจจะยังไม่พร้อม ณ เวลานั้น มันยังเอื้อไม่พอ ไม่ใช่ว่าเราไปถึงจุดนั้นไม่ได้ เราอาจจะต้องรอเวลา ใช้ความอดทน พยายามหาลู่ทางต่าง ๆ เพื่อเสริมให้ปัจจัยดี ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้น ให้ถึงเวลาที่เหมาะสมได้ อย่างเช่น การได้รับรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่โดดเด่นของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ผมทำงานวิจัยมาปริมาณพอสมควร รางวัลนี้มอบให้สมาชิกสมาคมที่อายุไม่เกิน 45 ผมสมัครไปครั้งแรกตอนอายุ 36 – 37 ปี เราก็ไม่ได้ ทั้งที่เรามีงานวิจัยเยอะพอสมควร  อีกปีหนึ่งก็เลยพยายามใหม่ก็ยังไม่ได้ แต่พอมาดูคนที่ได้รับรางวัลก็จะรู้ว่า 1) อาจารย์อายุเยอะกว่าเรา 2) มีผลงานวิจัยมากกว่าเรา ซึ่งอาจารย์ที่อายุมากกว่าเขาก็ทำผลงานมากกว่าเรา หรืออาจมีการพิจารณาว่าอยากให้คนที่อายุใกล้ ๆ อายุ 45 ปีได้รับก่อน เราก็พยายามกลับมาทำอย่างไรให้โปรไฟล์เราดีขึ้น เราต้องผลิตงานวิจัยเพิ่ม พยายามตีพิมพ์เพิ่ม และรอเวลาจนส่งสมัครเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งเรามีอายุและผลงานเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง จึงได้รับรางวัลนี้ในที่สุด  

หรืออีกเรื่อง เราจะขอรับรองคุณภาพงานบริการ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ปัจจุบันทางโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ไม่มีคลินิกดูแลคนไข้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นี้โดยตรง คนไข้ก็จะกระจายอยู่ตามแผนกต่าง ๆ ที่เขารักษา เราต้องการรวบรวมข้อมูลของคนไข้ และติดตามการรักษาและการตรวจ HIV ในคนไข้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นี้ ให้ได้ 100% ซึ่งการจะเปิดคลินิกใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีหมอมาลง ซึ่งแต่ละคนงานก็ล้นมือกันอยู่แล้ว พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เจ้าหน้าที่ธุรการต้องหามาใหม่หมด การขอตำแหน่งงานเหล่านี้ในภาครัฐขณะนี้ยากมาก  เพราะต้องมีเงินเดือนรองรับตำแหน่งที่เปิดเพิ่ม สิ่งที่ผมต้องทำให้ได้ก่อนคือ หาพยาบาลสักคนมาช่วยรับผิดชอบ ดูแลข้อมูล ติดตามคนไข้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในแผนกต่าง ๆ ที่คนไข้กระจายไปตรวจรักษาอยู่  ต้องเป็นพยาบาลที่มีเวลา ทุ่มเทได้พอสมควร ปัญหาคือ เราต้องขอรับรองคุณภาพให้ได้ก่อนเดือนสิงหาคม – กันยายน 2566 แต่การขอตำแหน่งใหม่ต้องเขียนโครงการไป ปีนี้ปิดรับโครงการเพิ่มตำแหน่งคนแล้ว คือต้องรอขอเดือนตุลาคม 2566 ได้อย่างเร็วสุด ก็มีอีกวิธีหนึ่งคือ หาพยาบาลที่มีอยู่แล้วของหน่วยอื่น โยกตำแหน่งมาช่วยเลยได้หรือไม่ แต่ก็ต้องมีกระบวนการพูดคุยกับหน่วยเดิมของพยาบาลที่จะโยกมาด้วยว่าเขามีคนเหลือพอจะทำงานได้หรือไม่  

วิธีการแก้ไขคือ หาวิธีการแก้ไขไปทีละเปราะ มันมีวิธีอื่นอีกหรือไม่ เช่น โยกพยาบาลจากจุดอื่นมา ถ้าโยกไม่ได้จริง ๆ อาจจะต้องใช้พยาบาลจากหน่วยอื่นมาช่วย แต่ว่าต้องกำหนดภาระงานเขาให้ชัดเจน ว่าเขามาช่วยงานตรงนี้ 50% ช่วยหน่วยเดิม 50% เขาไม่ต้องโยกมาก็ได้ ผมยังมีประสบการณ์น้อยในการดูโครงสร้างบริหารโรงพยาบาล ผมก็ต้องไปเรียนรู้เพิ่มเติม เราก็ต้องถามผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาทางแก้ไขร่วมกันว่าต้องทำอย่างไร เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายได้

 

“กลับมาคิดก่อนว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง

ที่ทำให้ไม่สำเร็จ แล้วแต่ละปัจจัย

เรามีวิธีแก้อย่างไรบ้าง”


ฝากถึงแพทย์ที่ยังทำสิ่งต่าง ๆ ไม่สำเร็จ สิ่งแรกคืออย่าไปท้อ กลับมาคิดก่อนว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ไม่สำเร็จ แล้วแต่ละปัจจัย เรามีวิธีแก้อย่างไรบ้าง ส่วนวิธีแก้เราไม่ได้ตัวคนเดียวในโลก เรามีเพื่อนฝูง เรามีครูบาอาจารย์ เรามีแพทย์ผู้อาวุโสกว่า มีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในสถาบันที่ไปปรึกษาได้ แล้วค่อยมาเชื่อมในแต่ละปัจจัยว่า ทุกอย่างพอจะไปทางไหนได้บ้าง จากประสบการณ์ที่เราค้นหาเอง หรือจากที่คนอื่นแนะนำ ถ้าเหลือปัจจัยสุดท้ายที่ยังไม่สำเร็จ เช่น เรื่องเวลา เราก็ต้องอดทนรอ บางอย่างเราก็ต้องรอจริง ๆ ต้องแนะนำว่าอย่าใจร้อน เพราะเป้าหมายบางเป้าหมายมีปัจจัยเรื่องเวลาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญด้วย ระหว่างนี้ก็ทำปัจจัยอื่น ๆ ให้ถึงพร้อมไว้ก่อน แล้วพอทุกอย่างถึงพร้อม ก็เหลือแค่เวลา ณ จุดนั้นก็จะสำเร็จเอง


บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน

คนแรกเลยคือ คุณพ่อเป็นวิศวกร เคยทำงานบริหารฝ่ายจัดซื้ออยู่ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ฝ่ายจัดซื้อก็มีเรื่องของสินบน ก็ได้ตัวอย่างจากคุณพ่อที่มาเล่าให้ฟังว่า สิ่งสำคัญคือ เรื่องความซื่อตรง ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ ทำตามระเบียบ อย่าไปหวังเรื่องของเงินทอง มันต้องเป็นไปตามกฎระเบียบที่วางไว้ว่า ได้ตามสเปค ได้ตามเงื่อนไข สิ่งที่ได้จากคุณพ่อมาโดยตรงคือ เรื่องของความซื่อตรง ความซื่อสัตย์ ในการทำงานต่าง ๆ

คนที่สอง คุณแม่ เป็นเภสัชกร แต่ไม่ได้เป็นเภสัชกรโดยตรง เส้นทางชีวิตคุณแม่ทำงานทางด้านพยาธิวิทยา เกี่ยวข้องกับกล้องอิเล็กตรอนไมโครสโคปที่ รพ.ศิริราช สิ่งที่นำมาจากคุณแม่เป็นลักษณะการดำเนินชีวิตของท่าน  ระยะทางจากบ้านไปศิริราชนั้นไกล ท่านไปทำงานทุกวัน นั่งรถเมล์ ต่อเรือ ไม่ขาดงาน ไปตรงเวลา กลับบ้านต้องซื้อของเข้าบ้านทุกวันเป็นเวลา 30 ปีที่เป็นข้าราชการ ตรงนี้ที่เป็นตัวอย่างของความขยัน อดทน กับหน้าที่การงานและครอบครัว

คนที่สาม ศ. นพ. อนุชา อภิสารธนรักษ์ เป็นต้นแบบทางด้านอาจารย์แพทย์ อาจารย์เป็นนักวิจัยระดับ world class ในแง่ของการป้องกันโรคติดเชื้อ อาจารย์ทำงานวิจัยเยอะมาก อาจารย์เป็นผู้รู้ ผู้มีความสามารถในการทำวิจัย ซึ่งผมก็พยายามก้าวตามอาจารย์ ทำตามอาจารย์แต่มาเน้นงานวิจัยด้าน HIV อาจารย์อนุชาเป็นที่ปรึกษางานวิจัย เป็น mentor ที่ดี ผมชื่นชมและจะเป็น mentor ที่ดีให้กับนักศึกษาแพทย์ต่อไป

นอกจากนั้นอาจารย์อนุชายังนำธรรมะเข้ามาปรับใช้กับเรื่องของงานแพทย์ การสอน งานวิจัย อาจารย์จะมีข้อคิดที่ดีหลาย ๆ อย่าง งานบางอย่างที่เราทำแล้วรู้สึกท้อไม่สำเร็จ ทำแล้วคนไม่เห็น อาจารย์ก็บอกว่าให้มาดูว่า งานนั้น ๆ มีประโยชน์อะไรบ้าง การที่คนอื่นเห็นว่าเราทำงานนั้นก็เป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง แต่เป็นประโยชน์ที่แท้จริงของการทำงานจริง ๆ หรือเปล่า เช่น ถ้าเป็นงานจิตอาสาบางอย่าง คนไม่เห็นว่าเราทำ แต่ว่าเราทำแล้วรู้สึกสบายใจ ถ้าสบายใจ  ทุกข์น้อยลง แค่นี้ก็เป็นประโยชน์แล้ว อาจจะมีประโยชน์กับคนที่เราเข้าไปช่วยด้วย บางงานคนอาจมองไม่เห็นว่าเราทำ แต่ว่างานนั้นเราได้ช่วยคนไข้ ช่วยคนด้อยโอกาสหรือไม่ ถ้าได้ช่วยคนที่เขาต้องการความช่วยเหลือ แค่นี้ก็ได้ประโยชน์แล้ว ก็ได้แนวคิดที่ว่า การหวังผลว่าคนอื่นเห็นสิ่งที่เราทำ เป็นสิ่งที่ยากที่สุด แต่ว่าประโยชน์อื่น ๆ ที่จะได้รับโดยทันทีมันมีอยู่ ให้เปิดใจให้คิดถึงประโยชน์ในแง่อื่นประกอบด้วย อย่าไปทุกข์เพราะโฟกัสที่ว่าไม่มีคนเห็น ซึ่งทุกข์นั้นเป็นทุกข์ที่เราปรุงแต่งจิตขึ้นมาเอง


มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางอนาคตเป็นอย่างไร

คงจะมีเรื่องฟ้องร้องมากขึ้น น่าจะเกิดขึ้นในวงการแพทย์ เนื่องจากคนเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ มากขึ้น และแพทย์อาจจะสื่อสารได้ไม่ดีพอ แพทย์ต้องระมัดระวังเรื่องนี้

แพทย์ไทยเป็นแพทย์ที่เก่ง อนาคตคิดว่าจะมีวิทยาการทางการแพทย์ซึ่งดีขึ้นกว่าในอดีต เช่น เรื่องการผลิตยารักษาโรค การผลิตวัคซีน เครื่องมือต่าง ๆ อนาคตคิดว่าจะมีผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่เป็นเทคโนโลยีของเราที่ผลิตและใช้เองได้มากขึ้น ปัจจุบันที่เห็นชัดเจนก็มีวัคซีนกับยารวมถึงยาสมุนไพร สมุนไพรถ้าทำดี ๆ อาจจะมีโลโก้แบรนด์เป็นของคนไทย อย่างที่ธรรมศาสตร์มีนักวิจัยสมุนไพรหลายท่านเลย พบว่ามีสมุนไพรมีสารออกฤทธิ์ แต่ละตัวถ้านำมาผสม ก็น่าจะมีฤทธิ์ช่วยรักษาอาการบางอย่างได้ ตรงนี้เป็นความภูมิใจของคนไทยที่น่าจะมีออกมามากขึ้น

อีกเรื่องจากเหตุการณ์ COVID-19 สิ่งที่เจอมาคือ fake news มีมาก และอาจถูกรับรู้ก่อนข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ทำให้ประชาชนที่เชื่อข้อมูลนั้นเข้าใจผิด ซึ่งอนาคตอาจมีมากขึ้น องค์กรแพทย์และสมาคมแพทย์จำเป็นต้องปรับตัวให้มีการสื่อสารที่สามารถเข้าถึงทุกคนได้อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ ตรงนี้แพทย์ทุกคนควรได้รับการติดอาวุธบางอย่าง สมาคมองค์กรวิชาชีพ อาจจะต้องมีเทคนิคหรือมีบุคลากร ในแง่ของการสื่อสารที่รวดเร็วและเข้าถึงประชาชนในเรื่องที่เป็นสาธารณะมากขึ้น


ถ้าให้เลือกปรับปรุง เพื่อที่จะทำให้การแพทย์ไทยดีมากกว่าเดิม อยากปรับปรุงเรื่องใด เพราะอะไร

เรื่องแรก การสื่อสารกับสาธารณะเกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่กับโรคที่ต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว ควรมีกลไกหรือกลวิธีในการสื่อสารข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้อง องค์กรแพทย์ต่าง ๆ ควรมีบทบาทมาช่วยมากขึ้น เพราะตัวสมาคมเองหรือการจับมือร่วมกับสมาคมเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือ มากกว่าการที่หมอคนใดคนหนึ่งไปอ่านงานวิจัยแล้วมาพูด เพราะข้อมูลจากองค์กรแพทย์ได้รับการกลั่นกรองจากแพทย์หลาย ๆ คน ให้ความเห็นตรงกันร่วมกัน ย่อมดีกว่า และจะต้องสร้างทัศนคติหรือแนวคิดให้กับประชาชนด้วยว่า เรื่องใดควรจะรับข่าวสารข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือใดได้บ้าง ไม่ใช่ฟังจากทุกคนที่พูดและเกิดความสับสน 

เรื่องที่สอง สนับสนุนการวิจัยทางการแพทย์ให้มากขึ้น เริ่มจากเรื่องของทุนวิจัย คิดว่ายังไม่พอ ซึ่งอาจจะต้องมีทุนก้อนใหญ่ ซึ่ง อว. เป็นแม่งานหลัก อาจจะต้องมีแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีการสนับสนุนทุนมากขึ้น เพราะการวิจัยจากต่างประเทศที่ขับเคลื่อนได้ก็เพราะทุนวิจัย และควรเอาผลการวิจัยที่ได้จากงานวิจัยดี ๆ ไปวางนโยบาย เอาไปคิดสานต่อในแง่ทำเป็นงาน เป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่มีลิขสิทธิ์ ซึ่งตรงนี้จะต้องมีงบประมาณลงทุน ต้องมีการดึงดูด SME หรือว่าเอกชนเข้ามารับไปทำต่อ อาจมีตลาดนัดนักวิจัยเจอภาคเอกชนจัดให้มีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้จริง ๆ ภาครัฐต้องอำนวยความสะดวก ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่เข้มแข็งเข้ามาดูแลเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น


ฝากข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ว่าจะประสบความสำเร็จต้องทำอย่างไร

สำหรับแพทย์ทั่วไปต้องเริ่มต้นจากการเป็นแพทย์ที่ดี แพทย์ที่ดีคงต้องมีคุณสมบัติหลาย ๆ อย่าง ทั้งความรู้ด้านวิชาการ ที่นอกจากจะต้องรู้เยอะแล้วยังต้องทันสมัยทันต่อเหตุการณ์ด้วย จะต้องเป็นแพทย์ที่มีคุณธรรม จริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ และควรรักษาสมดุลระหว่างชีวิตที่เป็นแพทย์ และชีวิตส่วนตัว รวมทั้งชีวิตในสังคมด้วย ต้องรักษาสุขภาพกายสุขภาพใจให้แข็งแรง ให้สามารถทำงานแพทย์ ทำงานที่เรารักได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีกำลังกายกำลังใจที่ดีในการดูแลคนไข้

การสื่อสารเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของแพทย์ แพทย์ทุกคนไม่อยากมีใครทำอันตรายกับคนไข้ แพทย์จะท้อมาก เสียใจมาก ถ้าเกิดข้อผิดพลาดและการฟ้องร้อง การป้องกันตรงนี้ก็เลยสำคัญ ฟ้องร้องมีผลเสียไม่ว่าจะทางแพ่งหรืออาญา ต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล เสียเงิน เสียชื่อเสียงของตัวเองต่อสถาบัน คนไข้อาจไม่ให้ความเชื่อมั่น ความไว้ใจ แม้แต่ผู้ร่วมงาน ผู้บังคับบัญชาก็จะมองเราไม่ดีไปด้วย พลาดครั้งเดียวอาจเป็นรอยด่างพร้อยของวิชาชีพ การสื่อสารและพูดคุยกับคนไข้ให้ดีและเพียงพอจึงสำคัญมาก และควรศึกษาเรื่องกฎหมายบางอย่างที่แพทย์ควรรู้ หรือต้องรู้ เพื่อเอาไว้ป้องกันตัวเองด้วย  

สำหรับแพทย์ในสาขาโรคติดเชื้อควรมีความรู้อื่น ๆ เหมือนแพทย์ทั่ว ๆ ไป แต่ต้องมีความรู้ลึกเกี่ยวกับ โรคติดเชื้อที่เฉพาะ ต้องพร้อมรับมือกับโรคระบาด ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเรา เป็นคนที่ไว ทันเหตุการณ์ ศึกษาค้นคว้า สม่ำเสมอ ต้องปรับตัว ขึ้นอยู่กับว่าเราทำงานตรงจุดไหน บทบาทอะไร ลองจำลองสถานการณ์ดู ถ้าเกิดโรคระบาด เราจะทำอะไรบ้าง ถ้าเราเป็นแพทย์ฝ่ายปฏิบัติงานอย่างเดียว เราจะปฏิบัติงานอย่างไร  จะออกแนวทางปฏิบัติในโรงพยาบาลอย่างไร จะคุยกับผู้บริหารอย่างไร คุยช่องทางไหน อยากให้เตรียมตรงนี้ไว้

 

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก