รศ. พญ. ลัลลิยา ธรรมประทานกุล
สาขาวิชาประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ภาวะง่วงนอนผิดปกติในเด็ก หมายถึงเด็กมีอาการง่วง ต้องการการหลับมากขึ้น มีปัญหาปลุกตื่นยากในตอนเช้า หรือกลับมานอนกลางวันในวัยประถมซึ่งเป็นวัยที่ควรหยุดนอนกลางวัน หรือหลับในขณะทำกิจวัตรประจำวันอย่างควบคุมไม่ได้ อาการง่วงนอนอาจส่งผลต่อชีวิตประจำวัน ประสิทธิภาพในการเรียน และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุโดยเฉพาะอุบัติเหตุจากการใช้เครื่องจักร หรืออุบัติเหตุจากยานพาหนะ อนึ่งเด็กบางคนที่มีอาการง่วงนอนจะแสดงออกเป็นอาการซน อยู่ไม่นิ่ง ไม่มีสมาธิ
เบื้องต้นต้องแยกอาการง่วงนอนจากภาวะอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย หรือซึมเศร้า ที่ทำให้ไม่รู้สึกไม่มีแรง ไม่ต้องการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ได้หลับ เบื้องต้นอาจจะใช้แบบสอบถาม Epworth sleepiness scale (CHAD) ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดย ผศ. พ.ท.หญิง รสินทรา เจริญยิ่ง และทีม ช่วยประเมินอาการง่วงนอนในวัยรุ่นอายุ 12 – 18 ปีเด็ก โดยการประเมินโอกาสในการเกิดอาการง่วงนอนหรือผล็อยหลับในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาใน 8 สถานการณ์ โดยให้คะแนน 0 – 3 จากไม่มีเลย เล็กน้อย ปานกลาง และมาก โดยคะแนนรวมตั้งแต่ 10 ขึ้นไปจะบ่งชี้ว่าเด็กน่าจะมีอาการง่วงนอนมากกว่าปกติ
www.thensf.org/how-many-hours-of-sleep-do-you-really-need
สาเหตุของภาวะง่วงนอนผิดปกติในเด็ก
- ภาวะอดนอนสะสม เนื่องจากระยะเวลาการนอนไม่เพียงพอต่อความต้องการตามวัย เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก จึงควรซักประวัติเพื่อประเมินจำนวนชั่วโมงนอนของเด็กโดยสามารถอ้างอิงตามที่ National Sleep Foundation แนะนำระยะเวลากาารนอนที่เหมาะสมตามวัยดังภาพ โดยจะสังเกตได้ว่าในเด็กวัยเรียนที่มีภาวะอดนอนสะสม อาการง่วงนอนจะดีขึ้นในช่วงปิดเทอมที่เด็กสามารถหลับและตื่นนอนได้ตามเวลาที่ต้องการ ไม่มีภารกิจการบ้านหรือการเดินทางไปโรงเรียน
- โรคทางกายที่ส่งในผลให้มีอาการง่วงนอนผิดปกติเช่น โรคทางระบบประสาท หรือโรคที่ส่งผลรบกวนคุณภาพการนอน เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นต้น
- การรับประทายยาบางชนิดที่อาจทำให้มีอาการง่วงนอนเช่น ยาแก้แพ้ ยาต้านเศร้า ยากันชัก
- โรคของการนอนหลับซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพและความต่อเนื่องของการหลับ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบบอุดกั้น (obstructive sleep apnea OSA) หรือภาวะขากระตุกขณะหลับ (periodic limb movement of sleep)
- Circadian rhythm sleep wake disorder หรือ กลุ่มอาการนาฬิกาชีวิตแปรปรวนเป็นภาวะที่พบบ่อยในวัยรุ่น โดยวัยรุ่นจะมีวงจรการหลับตื่นที่ช้ากว่าคนทั่วไป มักจะง่วงนอนในเวลา 2 – 4 นาฬิกา และต้องการตื่นนอนในเวลา 10 – 12 นาฬิกา เรียกว่า delayed sleep phase disorder ทำให้มีอาการนอนหลับยากในช่วงหัวค่ำและง่วงนอนมากในช่วงเช้า โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ต้องตื่นนอนเช้าเพื่อไปโรงเรียนจะทำให้มีภาวะอดนอนเรื้อรังร่วมด้วย
- โรคง่วงนอนผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง (Central disorders of Hypersomnolence) ได้แก่
- โรคลมหลับ หรือ narcolepsy เป็นความผิดปกติของการนอนหลับแบบ REM ผู้ป่วยจะมีอาการง่วงนอนมากอย่างควบคุมไม่ได้อาการง่วงนอนจะดีขึ้นชั่วคราวหลังจากได้งีบพัก และกลับมามีอาการง่วงใหม่ ผู้ป่วยส่วนหนึ่งมีอาการ cataplexy ซึ่งเป็นภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงฉับพลันร่วมด้วย ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะเป็นเฉพาะที่หรือทั้งตัวโดยจะถูกกระตุ้นโดยอารมณ์ เช่น ขบขัน ตื่นเต้น ตกใจ นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ได้แก่ sleep paralysis ที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะเพิ่งตื่นรู้สึกตัวแต่ไม่สามารถขยับตัวหรือพูดได้ชั่วคราว บางครั้งเรียกกันว่าผีอำ และอาจเห็นภาพหลอนในขณะกำลังจะหลับหรือเพิ่งตื่น (hypnagogic/hypnopompic hallucination) และมีรายงานว่าพบอุบัติการณ์ของ narcolepsy เพิ่มขึ้นหลังจากมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ H1N1 และไข้หวัดใหญ่สายพันธ์บี โดยกลไกการเกิดโรคส่วนหนึ่งเป็นจากพันธุกรรม ร่วมกับมีภาวการณ์ตอบสนองทางภูมิคุ้มกันผิดปกติ
- ภาวะง่วงนอนผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic hypersomnia) เป็นภาวะที่มีอาการนอนหลับมากผิดปกติปลุกตื่นยาก โดยไม่พบความผิดปกติของการนอนหลับแบบ REM ร่วมด้วยไม่มีอาการ cataplexy อาการง่วงนอนมักจะไม่ดีขึ้นถึงแม้จะนอนนานกว่าปกติหรืองีบหลับ ซึ่งต่างกับผู้ป่วย และnarcolepsy
- Kline Levin syndrome เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการง่วงนอนเป็นพัก ๆ โดยมีอาการครั้งละหลายวันหรือหลายสัปดาห์และเกิดขึ้นซ้ำเป็นพักๆช่วงที่มีอาการอาจมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงร่วมด้วย เช่น กินอาหารมากผิดปกติ มีภาพหลอน พฤติกรรมเป็นเด็กกว่าวัย ช่วงที่ไม่มีอาการผู้ป่วยจะมีการนอนและพฤติกรรมปกติ บางครั้งเรียนว่าโรคเจ้าหญิงนิทรา
การประเมินในผู้ป่วยที่มีอาการง่วงนอนผิดปกติ
- การซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับเวลาการหลับและตื่น การตื่นกลางดึก โรคประจำตัวและยาที่รับประทาน และอาการของโรคจากการหลับ เช่น อาการกรน หรือหยุดหายใจขณะหลับ อาการละเมอหรืออาการผิดปกติอื่น ๆ ขณะหลับ
- การตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคจากการหลับ รวมทั้งการตรวจร่างกายทางระบบประสาทเพื่อประเมินรอยโรคของทางระบบประสาทที่อาจเป็นสาเหตุของอาการง่วงนอนผิดปกติ
- การจดไดอารี่การนอนเป็นการบันทึกเวลาเข้านอน และตื่นนอน ระยะเวลาจากปิดไฟจนนอนหลับ การตื่นกลางคืน และอาจมีการบันทึกคุณภาพการนอน และกิจกรรมอื่นที่อาจมีผลต่อการนอน เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือเป็นวันไปโรงเรียนหรือวันหยุด เป็นต้น การจดไดอารี่การนอนแนะนำให้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 1 – 2 สัปดาห์ จะทำให้สามารถเข้าใจจำนวนชั่วโมงนอน วงจรการหลับตื่นและนาฬิกาชีวิตของเด็กได้ดีขึ้น
- Actigraphy เป็นอุปกรณ์สวมใส่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยในการประเมินการนอนและตื่นโดยอาศัยการตรวจจับการเคลื่อนไหว สามารถใช้ร่วมกับการจดไดอารี่การนอนเพื่อช่วยให้เข้าใจวงจรการหลับตื่น และชั่วโมงการหลับของเด็กได้ดียิ่งขึ้น
- การตรวจการนอนหลับ (polysomnography PSG) ในกรณีที่สงสัยโรคของการนอนหลับ เช่น ภาวะหยุดหายใจจากการอุดกั้น หรือ การเคลื่อนไหวผิดปกติขณะหลับ
- การตรวจ multiple sleep latency test (MSLT) ประเมินอาการง่วงนอนผิดปกติโดยทำตามหลังการตรวจการนอนหลับ PSG เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กไม่มีโรคของการนอนหลับอื่น ๆ และมีจำนวนชั่วโมงนอนเพียงพอโดยให้เด็กขึ้นนอนบนเตียง พร้อมกับปิดไฟและแนะนำให้สามารถหลับได้ ทำครั้งละ 20 นาทีโดยประเมินว่าในแต่ละครั้งเด็กหลับหรือไม่ ใช้เวลานานเท่าใด และถ้าเด็กหลับจะทดสอบต่ออีก 15 นาที เพื่อดูว่าเด็กเข้าสู่ระยะ หลับ REM หรือไม่ ในเด็กที่เป็น narcolepsy จะพบ mean sleep latency น้อยกว่า 8 นาที และพบ Sleep Onset REM Period (SOREMP) ตั้งแต่ 2 ขึ้นไป โดยนับรวมจาก PSG ในคืนก่อนหน้า
- การตรวจเอ็กซเรย์แม่เหล็กไฟฟ้าสมองมักจะทำเฉพาะในกรณีที่สงสัยโรคทางระบบประสาทร่วมด้วย
การดูแลเด็กที่มีอาการง่วงนอนผิดปกติ
- การให้เด็กได้มีเวลานอนที่เพียงพอกับวัยและมีสุขนิสัยการนอนที่ดี เช่น การเข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลา รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักในช่วงใกล้เวลาเข้านอน
- กรณีที่สงสัยโรคจากการหลับ เช่น มีภาวะนอนกรน หรือหยุดหายใจขณะหลับ หรือมีการเคลื่อนไหวผิดปกติขณะหลับ หรือมีความรู้สึกผิดปกติที่ขา เช่น อาการชา หรืออาการปวด เป็นต้น ในช่วงเข้านอนทำให้นอนหลับยาก หรือสงสัยโรคง่วงนอนผิดปกติจากระบบประสาทส่วนกลางแนะนำว่าควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติมโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญการนอนหลับ
- Ratanakoset T, Sudnawa K, Suwanpakdee P, Chindamporn P, Jaroenying R. The reliability and validity of the Thai version Epworth sleepiness scale for children and adolescents (ESS-CHAD) in pediatric obstructive sleep apnea. R. Thai Army Med. J. June 2024.
- Jari K Gool, Mink S Schinkelshoek, Rolf Fronczek, What triggered narcolepsy: H1N1 vaccination, virus, or both? Important lessons learned from China, Sleep, March 2023.



