CIMjournal

Ped respiratory: การสูดสำลักสิ่งแปลกปลอมในเด็ก: อัปเดตความรู้และแนวทางปฏิบัติของ AHA & AAP 2025

 

พญ. ไกลตา ศรีสิงห์รศ. พญ. ไกลตา ศรีสิงห์
กุมารแพทย์โรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 


บทนำ

การสูดสำลักสิ่งแปลกปลอมในเด็ก (foreign body aspiration; FBA) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นเฉียบพลันและเป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินที่พบได้บ่อยในกุมารเวชศาสตร์ อุบัติการณ์สูงสุดพบในกลุ่มวัยหัดเดินซึ่งมีพฤติกรรมคุ้นเคยสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ด้วยปาก โดยอาจนำไปสู่การอุดกั้นทางเดินหายใจ การติดเชื้อปอด และภาวะแทรกซ้อนทางระบบหายใจระยะยาว ความเข้าใจเรื่องการวินิจฉัย การช่วยเหลือเบื้องต้น และแนวทางการจัดการตามหลักฐานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแพทย์ทั่วไปและแพทย์ฉุกเฉิน ในปี 2025 มีการปรับปรุงแนวทางช่วยชีวิตพื้นฐานสำหรับเด็กโดย American Heart Association (AHA) and American Academy of Pediatrics (AAP)1 ซึ่งมีข้อเปลี่ยนแปลงสำคัญในลำดับการช่วยเหลือภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นจากสิ่งแปลกปลอม ความรู้เกี่ยวกับแนวทาง Basic Life Support ที่อัปเดตรวมถึงการจัดการการอุดกั้นทางเดินหายใจเฉียบพลันจึงควรถูกเผยแพร่สู่ผู้ปฏิบัติให้กว้างขึ้น


ระบาดวิทยา

การสูดสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในทางเดินหายใจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเจ็บป่วยฉุกเฉินในเด็ก พบอุบัติการณ์สูงสุดในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 3 ปี2-11 โดยเป็นพบในเด็กชายมากกว่าหญิงประมาณ 2:15, 6, 9, 12 ซึ่งพฤติกรรมการใส่ของเข้าปากและความสามารถในการป้องกันตนเองยังไม่สมบูรณ์ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจเพราะอาจทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลวถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

กลุ่มสิ่งแปลกปลอมที่พบบ่อยเป็นอินทรีย์วัตถุ ร้อยละ 866 โดยหลัก ๆ คือ อาหาร เช่น ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน เมล็ดแตงโม เมล็ดฟักทอง เศษกระดูก หรือของเล่นชิ้นเล็กที่สามารถผ่านเข้าทางเดินหายใจส่วนต้นได้5, 11 ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะอุดกั้นเฉียบพลันและยากต่อการรักษาในเวลาที่เหมาะสมหากการวินิจฉัยล่าช้า


อาการทางคลินิกและการวินิจฉัย

เด็กที่สูดสิ่งแปลกปลอมเข้าไปมักจะมีอาการอย่างเฉียบพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป ได้แก่ สำลัก ปากเขียวหรือซีด หน้าเขียว ไอรุนแรง หายใจมีเสียงหวีด หายใจลำบาก หรือเสียงหายใจผิดปกติ ในรายที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจแบบสมบูรณ์หรือรุนแรง (complete airway obstruction) จะมีอาการ เขียว พูดไม่ได้ ไอไม่มีเสียง และอาจมาด้วยหมดสติ ในกรณีที่มีการอุดกั้นแบบบางส่วนอาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก และมีภาวะแทรกซ้อนตามมาภายหลัง เช่น ปอดอักเสบหรือ หลอดลมโป่งพอง (bronchiectasis) ในระยะยาวได้

สำหรับการวินิจฉัย กรณีมีการอุดกั้นแบบสมบูรณ์หรือรุนแรง วินิจฉัยจากประวัติและอาการแสดงเป็นสำคัญเพราะผู้ป่วยจะหมดสติภายใน 5 นาทีหากไม่ได้รับการรักษา ส่วนรายที่มีการอุดกั้นแบบบางส่วน การส่งตรวจภาพรังสีปอด (inspiration and expiration chest X ray PA/AP หรือ both lateral decubitus แทนถ้าไม่สามารถทำ inspiration & expiration ได้) และภาพรังสีคอ (neck AP, lateral) เป็นขั้นตอนแรกที่ควรทำ แต่สิ่งแปลกปลอมบางชนิดอาจเป็นชนิด radiolucent ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ในภาพรังสีธรรมดา ดังนั้นแนวทางภาพที่ทันสมัย เช่น Low-dose CT chest without contrast จะมีบทบาทสำคัญในกรณีที่ไม่สามารถทำ rigid bronchoscope ได้


การรักษา

แบ่งการรักษาเป็น 2 กรณี คือ มีการอุดกั้นทางเดินหายใจแบบสมบูรณ์หรือรุนแรง และแบบบางส่วนหรือไม่รุนแรง
  1. การอุดกั้นทางเดินหายใจแบบสมบูรณ์หรือรุนแรง
    แนวทางการช่วยชีวิตพื้นฐานของเด็กใน AHA & AAP ปี 2025 ได้มีการปรับปรุงการช่วยเหลือภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นจากสิ่งแปลกปลอม ซึ่งสำคัญสำหรับแพทย์ทั่วไปและบุคลากรที่อาจเป็นผู้ช่วยเหลือ โดยแบ่งตามอายุ ดังนี้

    1. แนวทางสำหรับทารก (Infants <1 ปี)
      แนะนำให้ใช้ 5 back blows สลับกับ 5 chest thrusts โดยใช้ส้นมือหนึ่งข้างเพื่อพยายามขับสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจเรื่อย ๆ จนกว่าอาการจะดีขึ้นหรือผู้ป่วยหมดสติ (หากหมดสติให้เข้าสู่ขั้นตอนการทำ cardiopulmonary resuscitation: CPR ทันที)

      สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงใน AHA & AAP ปี 2025 คือ แนะนำให้ใช้ส้นมือแทนการใช้ 2 Finger technique
      ไม่แนะนำให้ใช้ abdominal thrusts ในทารกเนื่องจากเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและยังไม่มีหลักฐานว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับวิธีเดิม
    2. แนวทางสำหรับเด็ก (≥1 ปี)
      แนะนำให้ใช้ 5 back blows (slaps) สลับกับ 5 abdominal thrusts จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะถูกขับออกไปหรือผู้ป่วยหมดสติ (หากหมดสติให้เข้าสู่ขั้นตอนการทำ cardiopulmonary resuscitation: CPR ทันที) สิ่งสำคัญคือ การช่วยเหลือควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว (minimize interruptions)
      สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงใน AHA & AAP ปี 2025 คือ มีการเพิ่ม 5 back blows (slaps) ขึ้นมาจากเดิมไม่มี และการทำ 5 abdominal thrusts ในปี 2025 คือการทำ Heimlich maneuver ใน แนวทางเดิมของปี 2020 นั้นเอง
  2. การอุดกั้นทางเดินหายใจแบบบางส่วนหรือไม่รุนแรง
    การทำ rigid bronchoscopy ยังคงเป็น “Gold standard” ในการรักษาการสูดสำลักสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจในเด็ก หากผู้ป่วยไม่มีอาการ อาการแสดงของภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจแบบสมบูรณ์หรือรุนแรง ให้พิจารณาให้ออกซิเจนหากมีข้อบ่งชี้ เช่น มีค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนน้อยกว่าร้อยละ 95 งดน้ำและอาหาร ให้สารน้ำทางหลอดเลือด แนะนำและขอความยินยอมผู้ปกครองรวมถึงปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง โสต ศอ นาสิก เตรียมส่องกล้อง (rigid bronchoscope) เพื่อนำสิ่งแปลกปลอมที่อุดกั้นทางเดินหายใจออก ระหว่างรอส่องกล้องให้รบกวนเด็กให้น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงการพ่นยาและเคาะปอด เนื่องจากอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนที่และอุดกั้นทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นได้ และเฝ้าระวังการเลื่อนหลุดสิ่งแปลกปลอมจนเกิดภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนแบบสมบูรณ์


การป้องกันและการให้ความรู้กับผู้ปกครอง

การป้องกันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการดูแลเด็ก โดยเฉพาะการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง เช่น สิ่งเล็ก ๆ ที่สามารถเข้าปากได้ อาหารที่เสี่ยงต่อการติดคอ และการดูแลขณะรับประทานอาหารและเล่น เพื่อให้ลดโอกาสเกิดการสูดสิ่งแปลกปลอม


สรุป

การสูดสิ่งแปลกปลอมในเด็กเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องการการประเมินอย่างรวดเร็วและการช่วยเหลือที่ถูกต้อง การช่วยเหลือการสูดสำลักสิ่งแปลกปลอมในเด็กโดยเฉพาะวิธีจัดการกับทารกและเด็ก ในการอัปเดตความรู้และแนวทางปฏิบัติของ AHA ปี 2025 มีการปรับปรุงเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดอันตรายจากการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม การวินิจฉัยและการใช้ imaging ที่เหมาะสมจะช่วยให้การตัดสินใจเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองและชุมชนเกี่ยวกับการป้องกันเบื้องต้นเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงของการสูดสำลักสิ่งแปลกปลอมในเด็ก

 

เอกสารอ้างอิง
  1. Benny L. Jr J, Dewan M, Bavare A, Caen AD, DiMarian K, Donofrio-Odmann J. et al. Part 6: Pediatric Basic Life Support: 2025 American Heart Association and American Academy of Pediatrics Guidelines for Cardiopulmonary Resuscitation and Emergency Cardiovascular Care. Circulation 2025; 152: S424-S447
  2. Jeong JH, Saniasiaya J, McCaffer C. Aspirated foreign bodies in children: 10-years experience in a single tertiary centre in New Zealand. Int J Pediatr Otorhinolaryngol. 2025;189:112234. doi:10.1016/j.ijporl.2025.112234.
  3. Uppala R. Foreign body aspiration in children. KKU Res. J. 2014; 19(6): 950-956. http : //resjournal.kku.ac.th
  4. Karišik M. FOREIGN BODY ASPIRATION AND INGESTION IN CHILDREN. Acta Clin Croat. 2023;62(Suppl1):105-112. doi:10.20471/acc.2023.62.s1.13
  5. Mohammad M, Saleem M, Mahseeri M, Alabdallat I, Alomari A, Za’atreh A, Qudaisat I, Shudifat A, Alzoubi MN. Foreign body aspiration in children: A study of children who lived or died following aspiration. Int J Pediatr Otorhinolaryngol. 2017;98:29–31. DOI: 10.1016/j.ijporl.2017.04.029
  6. Wang, Q., Kong, X., Wang, G. et al. A real-world study of foreign body aspiration in children with 4227 cases in Western China. Sci Rep 14, 15251 (2024). https://doi.org/10.1038/s41598-024-65876-7
  7. Bellocchi G, Acquaviva G, Giammona Indaco F, Eibenstein A. Foreign bodies in the pediatric age: the experience of an Italian tertiary care hospital. Acta Biomed. 2020;91(Suppl 1):60–4. doi:10.23750/abm.v91i1-S.9260.
  8. Asawasakulchokedee P, Uppala R, Sitthikarnkha P, Niamsanit S, Techasatian L, Saengnipanthkul S, Kasemsiri P. Clinical characteristics and factors influencing hospitalization in pediatric patients with foreign body aspiration: a comprehensive analysis in an emergency department. Int J Emerg Med. 2025;18:115.
  9. Zhan J, Du Y, Wu J, Lai F, Song R, Wang Y, Xie Z, Lu Y. The global, regional, and national burden of foreign bodies from 1990 to 2019: a systematic analysis of the global burden of disease study 2019. BMC Public Health. 2024;24:337. doi:10.1186/s12889-024-17838-x.
  10. Zheng P, Zhang N, Chen Z, Jiang Z. Global, regional, and national assessment of foreign body aspiration (1990–2021): novel insights into incidence, mortality, and disability-adjusted life years. Scand J Trauma Resusc Emerg Med. 2025;33:40. doi:10.1186/s13049-025-01352-z.
  11. Gvetadze P, Chkhaidze I, Baldas S, Comoretto R, Gregori D. Injuries due to foreign body aspirations in Georgia: A prevention perspective. Int J Pediatr Otorhinolaryngol. 2016 Apr 1;83:84–7.
  12. Dongol K, Neupane Y, Dutta HD, Gyawali BR, Kharel B. Prevalence of foreign body aspiration in children in a tertiary care hospital. J Nepal Med Assoc. 2021;59(234):111–5. doi:10.31729/jnma.5393.

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก