นายกสภาเภสัชกรรม ชี้แจงความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการประชุมสภาประเด็นร้านยาปิดตัว เป็นผลจาก พ.ร.บ.ยา ไม่ใช่ พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม และอธิบายว่าการมีเภสัชกรประจำร้านยาช่วยยืนยันความปลอดภัยของประชาชน พร้อมให้ข้อมูลประชาชนรับยาจากโครงการเจ็บป่วยเล็กน้อยกว่า 1.2 ล้านราย รวมมากกว่า 3 ล้านครั้ง และยืนยันว่าผู้ช่วยเภสัชกรไม่สามารถแทนที่เภสัชกรได้
26 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม ชี้แจงประเด็นที่นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนครสวรรค์เขต 2 พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การใช้ พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 ส่งผลให้ร้านยาปิดตัวลง เพราะไม่สามารถปฏิบัติตามให้เภสัชกรประจำร้านยาตลอดเวลาเมื่อ 25 กรกฎาคม 2567 นั้น เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะเป็นข้อกำหนดจาก พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ไม่ใช่ พ.ร.บ.วิชาชีพฯ ซึ่งมีเป้าหมายให้เภสัชกรคุ้มครองความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชนตามมาตรฐานวิชาชีพ และหลักจริยธรรม
รศ.(พิเศษ) กิตติ ชี้แจงว่า การกำหนดให้ร้านยาต้องมีเภสัชกรเป็นระบบสากล พร้อมอธิบายว่า พ.ร.บ.วิชาชีพฯ ไม่ได้ทำให้ร้านยาปิดตัว แต่มีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้อง อาทิ ปัจจัยด้านธุรกิจ การหาเภสัชกร ที่ผ่านมา สภาเภสัชกรรม ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้บริการโครงการเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 อาการ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย พบประชาชนเข้ารับบริการ 1.2 ล้านคน รวมเข้ารับบริการมากกว่า 3 ล้านครั้ง แสดงให้เห็นว่าประชาชนเข้ารับบริการมากขึ้น ลดความแออัดในโรงพยาบาล
นอกจากนี้ รศ.(พิเศษ) กิตติ อธิบายว่า ไม่สามารถให้ผู้ช่วยเภสัชกรแทนที่เภสัชกรได้ เพราะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของการจ่ายยา เพราะความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญ ร้านขายยาจึงจำเป็นต้องมีเภสัชกรที่มีความรู้ในการจ่ายยา เพื่อให้เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล อีกทั้ง ไม่มีประเทศไหนอบรมผู้ช่วยเภสัชฯ มาแทนเภสัชกร
แหล่งที่มา: https://www.hfocus.org/content/2024/07/31197

