Fexuprazan สามารถลดการอักเสบของกระเพาะอาหารได้ในภาพรวมไม่ว่าจะอักเสบจากเหตุใด โดยขนาด 20 มิลลิกรัมวันและครั้งและขนาด 10 มิลลิกรัมวันละสองครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์นั้นให้ผลการรักษาแผลอักเสบที่ไม่ต่างกันและดีกว่ายาหลอก ผลข้างเคียงไม่มากและไม่ต่างจากยาหลอก
ยา fexuprazan เป็นยาลดกรดกลุ่ม potassium-competitive acid blocker ตัวใหม่ที่มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาว่าออกฤทธิ์เร็วกว่ายากลุ่ม PPIs ออกฤทธิ์ยาวนานกว่า และไม่ต้องกินก่อนอาหาร และสามารถยับยั้งการหลั่งกรดได้ไม่ด้อยไปกว่ายากลุ่ม PPIs การศึกษาในระยะที่หนึ่งและสองพบว่าการใช้ยา fexuprazan ในขนาด 20 มิลลิกรัมวันละครั้งและการใช้ยาในขนาด 10 มิลลิกรัมวันละสองครั้ง ให้ระดับยาในเลือดและการยับยั้งกรดที่ไม่ต่างกัน จึงเป็นที่มาของการศึกษาในคนในระยะที่สามนี้
การศึกษาเฟสสามจากหลายสถาบันในเกาหลีใต้ ทำการศึกษาในผู้ป่วยอายุ 19-75 ปีที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบโดยได้รับการยืนยันด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนว่าเป็นโรคและจัดกลุ่มความรุนแรงของโรค และแยกโรคอื่น จำนวนทั้งสิ้น 288 ราย แบ่งผู้ป่วยออกเป็นสามกลุ่มคือ กลุ่มรับยา fexuprazan 20 มิลลิกรัมวันละครั้ง จำนวน 102 ราย กลุ่มที่ได้รับยา fexuprazan 10 มิลลิกรัมวันละสองครั้ง จำนวน 102 ราย และสุดท้ายคือได้รับยาหลอก จำนวน 96 ราย โดยมีระยะเวลาในการศึกษาสองสัปดาห์ และทำการส่องกล้องซ้ำเพื่อติดตามวัดผลการศึกษา พบว่าอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยคือ 44-46 ปี สัดส่วนเพศหญิง 64% สัดส่วนดื่มแอลกอฮอล์ 57% และ 70% เป็นการอักเสบแบบเฉียบพลัน ผลการศึกษาหลักคือ คะแนนการเปลี่ยนแปลงของกระเพาะอักเสบที่ดีขึ้น 50% พบว่ากลุ่มที่ได้รับยา fexuprazan 20 มิลลิกรัมวันละครั้ง คะแนนดีขึ้นถึง 58.7% กลุ่มที่รับยา fexuprazan 10 มิลลิกรัมวันละสองครั้งคะแนนดีขึ้น 65.7% ซึ่งทั้งสองกลุ่มคะแนนดีขึ้นกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ยาหลอก ระดับคะแนนดีขึ้น 40.6%)
ผลการศึกษาเรื่องผลข้างเคียงของการใช้ยา พบว่าไม่ว่าให้ยาในขนาดใดผลข้างเคียงแตกต่างจากยาหลอกอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะผลข้างเคียงเรื่องตับอักเสบที่พบบ่อยในยา P-CAB
Fexuprazan เป็นยา P-CAB อีกตัวที่สามารถใช้ได้จากผลการศึกษา แม้ประสิทธิภาพจะดีกว่า PPI ทว่าตอนนี้ข้อบ่งชี้ยังไม่ครอบคลุมเท่า PPIs ยังต้องรอการศึกษาในข้อบ่งชี้อื่นเพิ่มเติม และยังคงต้องเพิ่มปริมาณการศึกษาของยาอีกเพราะการศึกษานี้จะจำกัดกลุ่มตัวอย่างเฉพาะในเกาหลีใต้ และส่วนมากการอักเสบของกระเพาะอาหารอยู่ในเกณฑ์ไม่รุนแรง
เรียบเรียงโดย นพ. ชาคริต หริมพานิช
ข้อมูลจาก https://doi.org/10.5009/gnl220457

