“AI จะรวบรวมข้อมูลเรื่องโรคเป็นหลัก แต่แพทย์ต้องดูแลคนไข้แบบองค์รวม ดูอายุ เพศ เศรษฐานะ อื่น ๆ และดูความคุ้มค่าของการตรวจรักษาคนไข้เป็นราย ๆ ไป นั่นคือคุณค่าของความเป็นแพทย์”
ศ. นพ. ธีระ พิรัชวิสุทธิ์
นายกสมาคมแพทย์ทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย
แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาโรคระบบทางเดินอาหารและตับ
ผมจบมัธยมปลายที่ รร.เตรียมอุดมศึกษา ผมชัดเจนตั้งแต่เด็กว่า อยากเป็นแพทย์เพราะอยากรักษาคนป่วย กับอยากเป็นครูเพราะจะได้สอนคน พอช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย คุณป้าผมอยู่ที่หาดใหญ่ เขาไม่มีลูกก็อยากให้ผมไปเรียนที่สงขลา ผมก็เลือกสอบเข้าคณะแพทย์ ม.อ. เป็นรุ่นที่ 7 โดยมีคะแนนเป็นที่ 1

ผมขอเล่าประสบการณ์การเรียนแพทย์ที่ ม.อ. เผื่อเป็นประโยชน์กับแพทย์รุ่นใหม่ ๆ ตอนไปครั้งแรก รู้สึกตกใจเหมือนอยู่ในป่า ตกเย็นจะมืด แถมไฟดับประจำ โรงอาหารก็น้อย ตอนนั้นก็คิดว่าเรียนปีเดียวแล้วสอบใหม่ แต่พอได้เห็นความทุ่มเทของอาจารย์หลาย ๆ ท่านโดยเฉพาะวิชากายวิภาคที่ได้เรียนกับอาจารย์เกษม แก้วอิ่ม และอาจารย์มัณฑนา แก้วอิ่ม ทั้ง 2 ท่านมาจากศิริราช ท่านได้ทุ่มเทการสอนอย่างเต็มที่ จำได้ว่าอาจารย์ให้เราอยู่กับร่างอาจารย์ใหญ่วันละ 2 รอบ รอบเช้า รอบเย็น และหลายครั้งที่ต้องอยู่ด้วยกันถึงตีหนึ่ง พออาจารย์จะใช้แผ่นใส เราก็จะหากระดาษดำมาคอยปิดหน้าต่างลดแสง ไมค์ใช้สอนไม่มี พวกเราก็จัดฉายหนังเพื่อหาเงินมาซื้อ หลายครั้งที่ต้องแจกข้อสอบพร้อมกับเทียนและไม้ขีดไว้ เผื่อไฟดับด้วย ทั้งหมดทำให้ผมประทับใจในความทุ่มเทของอาจารย์ ประกอบกับความมีอิสระในการได้อยู่หอกับเพื่อน ๆ ทำให้ผมคิดว่า “อยู่ในเมือง ถ้าเราเพิ่มไฟนีออนสักดวง ก็ไม่ได้ทําให้เมืองหรือถนนเส้นนั้นสว่างอะไรมากมาย แต่ถ้าเราอยู่ที่ไฟติด ๆ ดับ ๆ แค่เทียนไขก็มีคุณค่ามากแล้ว” กับอีกความคิดที่ว่า “คนหรืออาจารย์ในสถาบันต่างหากที่ช่วยกันสร้างชื่อเสียงและความสำเร็จ ไม่ใช่ตัวหรือชื่อสถาบันเอง” ทำให้ตัดสินใจเรียนที่คณะแพทย์ ม.อ. จนจบ
————————————–
“อยู่ในเมือง ถ้าเราเพิ่ม
ไฟนีออนสักดวง ก็ไม่ได้
ทําให้เมืองหรือถนนเส้นนั้นสว่าง
อะไรมากมาย แต่ถ้าเราอยู่ที่
ไฟติด ๆ ดับ ๆ แค่เทียนไข
ก็มีคุณค่ามากแล้ว”
————————————–
เนื่องจากเป็นคณะแพทย์ที่ใหม่ ตอนเรียนก็จะไปเรียนที่ รพ.หาดใหญ่ ได้เจอกับอาจารย์จากหลายสถาบัน ก็ได้ทั้งความรู้ ความคิดมุมมองที่หลากหลาย ซึ่งผมคิดว่าเป็นประโยชน์มาก หลังจบผมเป็นแพทย์ใช้ทุนรุ่นแรก ผมเลือกเรียนอายุรศาสตร์ และเลือกเป็นหมอทางเดินอาหาร สาเหตุเพราะสาขานี้มีการใช้หัตถการผสมอยู่ ต่อมาเรียนต่อทางด้านตับและการส่องกล้อง ที่ King’s College School ที่อังกฤษ และ University of Texas Medical School ที่อเมริกา เพราะเห็นว่าแพทย์ทางด้านตับของไทย สมัยนั้นมีอยู่น้อย และกลับมาเป็นอาจารย์จนถึงปัจจุบัน
สิ่งที่รู้สึกภูมิใจมากที่สุดทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต
เรื่องแรกที่ภูมิใจคือ การมีส่วนเป็นผู้สร้างแพทย์ที่สำเร็จขึ้นมาหลายคน ปัจจุบันลูกศิษย์หลายคนก็มีโอกาสเจริญเติบโตในหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ ได้บริหารหน่วยงาน ได้พัฒนาประเทศ ก็เป็นความภาคภูมิใจของคนที่เป็นอาจารย์
เรื่องที่สองคือ การเจริญเติบโตในสายวิชาชีพ พอกลับมาผมมีส่วนช่วย ศ. นพ. เติมชัย ไชยนุวัติ ในการก่อตั้งชมรมโรคตับฯ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นสมาคมโรคตับฯ และผมได้ลัดคิวเป็นนายกฯ เพื่อไป bit งานประชุมสมาพันธ์การศึกษาโลกตับแห่งเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Association for the Study of the Liver) (APASL 2011) ให้เมืองไทยเป็นเจ้าภาพ โดยสมาพันธ์โรคตับทั้งโลกมี 3 สมาพันธ์ คือ อเมริกา ยุโรป เอเชียแปซิฟิก โดยผมเป็นประธานการจัดงานคนที่ 2 ห่างจากคนไทยคนแรกคือ ศ. นพ. วีกิจ วีรานุวัตติ์ ที่จัดเมื่อ 27 ปีที่แล้ว โดยเราจัดที่ศูนย์สิริกิติ์ มีตัวเลขคนเข้าประชุมสูงเป็นอันดับ 2 ของการจัดมาก่อนหน้า และงานประสบความสำเร็จอย่างดี ถือเป็นหนึ่งในความภูมิใจที่สุด หลังจากนั้นผมได้เป็นรองประธาน APDW 2012, และเป็นประธานฝ่ายวิชาการ APLD 2016, WGO-Gastro 2018 และเป็น Honorary President APASL 2021 ผมภูมิใจในทุกงานที่ผมได้ทำ

เรื่องที่สามคือ การทำงานวิจัยทางด้านวิชาการ ผมได้ทำงานวิจัยและได้เป็นศาสตราจารย์ ปัจจุบันผมมีงานวิจัยตีพิมพ์ 135 เรื่อง แล้วหลายเรื่องเป็น landmark study มีคนนำไปใช้อ้างอิง ตัวอย่างเช่น งานวิจัยเรื่องการใช้ GADD (Glyco-alfafeto-2-detector) score การเฝ้าระวังมะเร็งตับ งานวิจัยนี้ทำเมื่อประมาณเกือบ 10 ปีก่อน ผลงานวิจัยนี้เป็นที่ยอมรับและถูกอ้างอิงอยู่เรื่อย ๆ จนทุกวันนี้ ล่าสุดได้มีการเชิญ Expert 16 ประเทศ แล้วให้ผมเป็น chairman ดูแลการจัดทำ consensus statement และให้ผมไปนำเสนอเป็น expert consensus ที่ไทเป อีกเรื่องเป็นเรื่องของการทำวิจัยเกี่ยวกับการใช้ยา Peginterferon เป็นงานที่ใช้สําหรับขึ้นทะเบียนยาตัวนี้ทั่วโลก และทําให้ยาตัวนี้ ถูกนํามาอยู่ในบัญชียาหลัก เป็น first line สุดท้ายที่เกี่ยวเนื่องกันคือ การได้รับเกียรติให้กล่าวปาฐกถา “วีกิจ วีรานุวัตติ์” โดยเป็นคนไทยคนที่ 3 และได้รับเกียรติให้กล่าวปาฐกถา Panir chelvam Memorial Lecture ของมาเลเซียเป็นคนที่ 22 โดยเป็นหมอโรคตับคนที่ 3 ต่อจาก Prof. Anna Lok ซึ่งเป็น world authority ด้านโรคตับที่อเมริกา

ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ
ข้อที่หนึ่ง ผมมีเป้าหมายชัดเจนและต้องการไปให้ไกลที่สุดในเรื่องที่ทำ เรื่องอาชีพผมชัดเจนมากว่าต้องเป็นแพทย์และอาจารย์แพทย์ ไม่เคยคิดถึงอาชีพอื่นเลย พอศึกษาทางด้านตับ ผมก็ชัดเจนว่าจะไปให้ไกลที่สุด ที่หมอตับในประเทศไทยจะทำได้ พอมีเป้าหมายชัดเจน การปฏิบัติก็จะง่ายขึ้น
————————————–
“Prof. Roger William อยู่ที่
King’s College London บอกว่า
ดูประวัติแล้ว น่าสนใจมาก
จบแพทย์ก็เกียรตินิยมอันดับ 1
จบบอร์ดก็ได้ที่ 1
แต่ยังสงสัยว่าดีจริงขนาดไหน ?
ผมจึงตอบไปว่า ผมคงไม่สามารถ
บอกได้ว่า ผมดีขนาดไหน
แต่ผมมั่นใจว่า จะสามารถ
แสดงให้เห็นได้ว่า ผมดีขนาดไหน”
————————————–
ข้อที่สอง ผมมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทแรงกายแรงใจเต็มที่ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น พอผมชัดเจนว่าจะเป็นอาจารย์แพทย์ ผมก็จะศึกษาหาความรู้จนจบแพทย์เกียรตินิยมอันดับ 1 หรืออย่างพอรู้ว่าตัวเองสนใจเรียนทางด้านตับ และ Prof. Roger William อยู่ที่ King’s College London มีชื่อเสียงระดับโลกทางด้านนี้ ผมตัดสินใจร่อนจดหมายไปหาอาจารย์เขาเองเลย ปรากฏเขาติดต่อกลับมาบอกว่า ดูประวัติแล้วน่าสนใจ เป็นเด็กที่เรียนได้ที่ 1 มาตลอด จบแพทย์ก็เกียรตินิยมอันดับ 1 จบบอร์ดก็ได้ที่ 1 มาทำให้เขาดูหน่อยว่าเก่งอย่างไร ผมก็บอกคณบดี ศ. นพ. ธาดา ยิบอินซอย ท่านก็บอกที่คณะแพทย์ ม.อ. ตอนนั้นยังไม่มีใครจบที่นี่มาก่อน ท่านก็ให้ผมไปเรียนจนจบ ระหว่างนั้นที่อเมริกาจะมีการเปิด Texas Liver Center ซึ่งเป็นศูนย์ใหญ่ มีทั้งโรคไวรัสตับ เปลี่ยนตับ มะเร็งตับ มีคนชวน ผมก็ไปอีก 1 ปี ก่อนที่จะกลับมาเป็นอาจารย์
ข้อที่สาม ผมมองปัญหาและอุปสรรคเป็นสิ่งท้าทาย เป็นเรื่องที่จะทำให้เราเติบโต และแข็งแกร่งขึ้น พอเราหาวิธีผ่านเรื่องเหล่านั้นไปได้ เราก็จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มีคำพูดของ Vince Lombardi โค้ชอเมริกันฟุตบอล ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า “คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้ม แต่เป็นคนที่ลุกขึ้นได้ ในทุกครั้งที่ล้ม”
ข้อสุดท้าย ผมเป็นคนรู้จักทำงานเป็นทีม เข้าใจ และให้เกียรติเพื่อนร่วมทีม เปรียบเหมือนกับการนั่งบนไหล่ยักษ์ เพื่อจะให้ยักษ์พาเราไปได้ไกลกว่าที่เราจะไปเองคนเดียว แต่การไปกับยักษ์ เราก็ต้องทําตัวเราให้ดีพอ ในการดูแล ช่วยเหลือคนอื่น ๆ ต้องมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สอนด้วยความจริงใจ ไม่โกหก ไม่หลอก ไม่โกงใคร เราถึงจะนั่งบนไหล่ยักษ์ไปได้ไกล โดยที่เราไม่เหนื่อย แล้วเราจะมาได้ไกลขึ้น ถ้ายักษ์ไม่ชอบคุณมันวิ่งหรือขยับให้ตก คุณอาจตายได้
————————————–
“ผมร้องไห้ทั้งคืน แต่ก็คิดว่า
งานศพก็จบไปแล้ว รอวันเผา
ได้อีก 1-2 ปี กลับไปตอนนี้
ก็ลําบาก ค่าใช้จ่ายก็แพง
ร้องไห้และระลึกถึงบุญคุณ
ตรงนี้ก็ได้ เช้าขึ้นผมก็โทร.
อธิบายที่บ้านว่าผมขอเรียนต่อ
จนจบ แล้วค่อยกลับ”
————————————–
กว่าจะถึงวันที่ประสบความสำเร็จ เจออุปสรรคอะไรบ้าง แล้วเอาชนะอย่างไร
ผมขอตอบเรื่องนี้แนวดราม่าหน่อย เพราะมันติดอยู่ในใจผม ตอนผมเรียนที่อังกฤษ สัก 40 ปีก่อน ใช้ติดต่อทางจดหมายกับที่เมืองไทยเป็นหลัก พอผมย้ายบ้านที่อังกฤษ ผมก็ลืมบอกญาติที่เมืองไทยว่าผมย้ายที่อยู่ใหม่แล้ว มานึกได้ก็ผ่านไป 3 – 4 เดือนแล้ว ก็เลยใช้โทรศัพท์เป็นตู้กดสมัยก่อนโทร.กลับบ้าน น้องสาวรับ ประโยคแรกที่ได้ยินคือ “พี่ไปไหนมา เราติดต่อพี่ไม่ได้เลย พ่อเสียเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ตอนนี้เราเก็บศพไว้รอติดต่อพี่ได้แล้ว
กลับมาเผา” ผมก็ขอโทษที่ลืมแจ้งที่อยู่ใหม่ และรับปากว่าจะรีบกลับ คืนนั้นผมรู้สึก fail มาก เพราะก่อนมาอังกฤษสัก 1 อาทิตย์ ผมทะเลาะกับคุณพ่อ จากการที่คุณพ่อผมติดเหล้า แล้วมาลงกับคนในครอบครัว ผมพูดกับคุณพ่อว่า “ถ้าเป็นพ่อที่ดีไม่ได้ ก็อย่าเป็นเลย” และผมก็มาเรียนโดยไม่ได้พูดคุยกันอีก เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมสนใจเรียนทางด้านโรคตับ จำได้ว่าคืนนั้นผมร้องไห้ทั้งคืน แต่ก็คิดว่าผมมาอยู่ที่อังกฤษเพราะอะไร ถ้าผมกลับไป จะได้ประโยชน์อะไร งานศพก็จบไปแล้ว ศพก็ถูกเก็บรอวันเผาได้อีก 1 – 2 ปีก็ได้ ถ้ากลับตอนนี้เดินทางก็ลําบาก ค่าใช้จ่ายก็แพง เงินก็ไม่ค่อยมี ถ้าจะร้องไห้เพราะว่าพ่อเสีย ร้องตรงนี้ก็ได้ ไม่ต้องร้องตรงหน้าศพ และถ้าจะระลึกถึงบุญคุณ ก็ระลึกตรงนี้ก็ได้ เช้าขึ้นมาผมก็โทร. แจ้งที่บ้านว่าเปลี่ยนใจไม่กลับแล้ว อธิบายเหตุผลไปแล้วก็เลยเรียนต่อจนจบ แล้วค่อยกลับ

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะยังคงยึดจุดยืนเดิมคือ “ถ้าทำหรือเป็นอะไรแล้ว ทำให้ดีไม่ได้ ก็อย่าเป็นเลย ไปทำอย่างอื่น” แต่ผมจะเลือกไม่ทะเลาะกับพ่อ ผมเจอคนไข้ติดเหล้าเยอะแยะเลย รักษาเขาไป บางคนเขาก็เลิกไม่ได้จริง ๆ คงต้องปรับวิธีพูดกับพ่อใหม่ ไม่ให้ตัวเราเองก็ยังติดอยู่ในใจ หรือถ้าผมแจ้งที่อยู่ใหม่ให้ญาติและรู้ข่าวพ่อสัก 2 – 3 วัน ไม่ใช่ 3 – 4 เดือน ผมก็จะกลับตอนนั้นเลย ไม่รอเรียนจบค่อยกลับ และเป็นอีกเรื่องที่ติดอยู่ในใจผมจนปัจจุบัน
บุคคลที่เป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน
ท่านแรก คือ ศ.เกียรติคุณ นพ. เติมชัย ไชยนุวัติ อาจารย์เป็นหมอโรคตับที่เก่งมากของเมืองไทยเป็น founder ของชมรมและสมาคมโรคตับฯ อาจารย์ทุ่มเทเพื่อวิชาชีพนี้มาก อาจารย์เป็นปูชนียบุคคลของวงการแพทย์โดยเฉพาะหมอโรคตับ อาจารย์ดูแลครอบครัวได้ดีมาก และวางตัวได้เหมาะสมกับที่ควรจะเคารพ อาจารย์ดูแลบริษัท เบอร์ลิน ฟาร์มาซูติคอลฯ ต่อจากคุณพ่อท่าน และได้ร่วมสนับสนุนงานทางวิชาการของคนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ท่านที่ 2 คือ คุณแม่ คุณแม่เป็นแม่ค้าธรรมดา ท่านเลี้ยงผมและพี่น้องรวมกัน 6 คน ท่านไม่ค่อยบังคับใคร พอเราหรือน้อง ๆ อยากได้อะไร ท่านจะให้อย่างเต็มที่ ด้วยความรักและความตั้งใจจริง ท่านเป็นแบบอย่างสำหรับผม ในการทำเพื่อครอบครัวและคนอื่น ๆ ต่อมาคุณแม่ผมเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผมก็พาคุณแม่มารักษาที่ รพ.จุฬาฯ พอรักษาหาย โรคก็กลับมาเป็นใหม่ จนวันหนึ่งแม่คงเบื่อไม่อยากรักษาแล้ว สิ่งที่แม่บอกคือให้ผมพา
กลับบ้าน แม่เป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง แล้วผมก็โทร.ตามพี่น้องทุกคนมาบ้านหมด แม่บอกขอบคุณมากที่เข้าใจ เพลงสุดท้ายที่คุณแม่ขอก่อนเข้านอนคือ “ความสุขอยู่ในใจฉัน” ลูก ๆ ทุกคนมีชีวิตการงานดี ท่านปลูกฝังเลี้ยงดูให้ทุกคนเป็นคนดี ร้องเพลงเสร็จแยกย้ายกันเข้านอน ตื่นเช้ามาคุณแม่ท่านก็สิ้นใจไปแล้ว ไม่รู้ท่านไปเมื่อไร
ต้นแบบคนที่ 3 ในทางที่ชื่นชม คุณหมอ นพ. อภิชาต แก้วเดช เป็นอาจารย์ที่ ม.อ. รุ่นลูกศิษย์ผม เขาทุ่มเทในการทำงาน ทำวิจัย โดยทำอย่างมีความสุข เขาเคยบอกผมว่า อยากเป็นศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุด เขาเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเห็นว่า เด็กรุ่นใหม่ ๆ ก็มีความทุ่มเทเพื่อทำตามความฝันของเขา

————————————–
“คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้ม
แต่เป็นคนที่ลุกขึ้นได้
ในทุกครั้งที่ล้ม”
————————————–
คติหรือหลักการที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต
เหมือนที่ผมบอกในเรื่องของปัจจัยสู่ความสำเร็จ และอยู่ในหน้าปกของหนังสือมุทิตาจิตตอนผมเกษียณคือ “Our greatest glory is not in never falling but in rising every time we fall” อุปสรรคเป็นเรื่องท้าทาย “คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้ม แต่เป็นคนที่ลุกขึ้นได้ ในทุกครั้งที่ล้ม” ผมใช้หลักการนี้ในการดำเนินชีวิต

มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางในอนาคตเป็นอย่างไร
ผมขอบอกข้อเป็นห่วงของอาจารย์แพทย์หลาย ๆ ท่าน เรื่องแรก การที่แพทย์รุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะส่งตรวจมากมายจนเกินความจำเป็น ซึ่งภาระค่าใช้จ่ายนี้ จะตกอยู่กับคนไข้และหน่วยงานที่ต้องจ่าย ค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยสมัยก่อนแพทย์จะถูกสอนให้ซักประวัติ ตรวจร่างกาย พอคิดว่าน่าจะเป็นโรคอะไรได้บ้าง ถึงจะพิจารณาส่งตรวจแล็บหรือตรวจทางการแพทย์อื่น ๆ เฉพาะที่จำเป็น แต่ปัจจุบันแพทย์รุ่นใหม่จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งตรวจทางการแพทย์ก่อน แล้วค่อยเอาผลมาดูว่าเป็นโรคอะไร ซึ่งการศึกษาพบว่าจะมีการตรวจทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นสูง ทําให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นกว่า 70% ผมอยากให้ซักประวัติ ตรวจร่างกายก่อน แล้วค่อยส่งตรวจเท่าที่จำเป็น
เรื่องที่สอง การใช้ AI ทางการแพทย์ จริงอยู่เรารู้ว่า AI รวบรวมข้อมูลได้มาก แต่ AI ไม่ใช่พระเจ้า แพทย์รุ่นใหม่ต้องเข้าใจข้อจำกัดของ AI อย่างราชวิทยาลัยฯ เคยจัดงานประชุม มีเรื่องของ Challenge the Legend with AI ให้อาจารย์แพทย์ทำโจทย์คนไข้มาให้ AI ตอบ แล้วให้คะแนน ผมตั้งโจทย์มา AI ตอบ ผมให้ 6 คะแนน และบอกว่าถ้าลูกศิษย์ผมตอบแบบนี้ บางข้อผมไม่ให้ผ่าน ประเด็นที่ผมต้องการจะสื่อสารคือ AI จะรวบรวมข้อมูลเรื่องโรคเป็นหลัก แต่แพทย์ต้องดูแลคนไข้แบบองค์รวม ดูอายุ เพศ เศรษฐานะ อื่น ๆ และดูความคุ้มค่าของการตรวจรักษาคนไข้เป็นราย ๆ ไป นั่นคือคุณค่าของความเป็นแพทย์ ไม่ใช่คนไข้เข้ามาส่งตรวจแล็บหมด แล้วเชื่อข้อมูลโดยให้การดูแลคนไข้ตามที่ AI บอก แพทย์ต้องดูแลคนไข้แบบองค์รวม และให้การตรวจรักษาโดยต้องพิจารณาปัจจัยทั้งหมดของคนไข้ อีกเรื่องคือ แพทย์ยังจำเป็นต้องฝึกฝนทักษะในการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ถ้าไม่มีความชำนาญ มีความผิดพลาด ใส่ข้อมูลผิด AI ก็จะวิเคราะห์ผลที่ผิด ๆ ออกมาด้วย
สุดท้าย AI ไม่มีจริยธรรม ไม่มี doctor-patient relationship ซึ่งจำเป็นสำหรับแพทย์มาก ถ้าเรามีจริยธรรม มีการซักประวัติตรวจร่างกายที่ดี มีการพูดคุยสื่อสารกับคนไข้เสมือนญาติของเรา แม้ว่าผลการรักษาจะไม่ดี คนไข้เสียชีวิต ญาติก็ยังคิดว่าเราดีที่สุด ในทางตรงข้ามถ้าเราบกพร่องในเรื่องดังกล่าว ก็เป็นส่วนหนึ่งให้ญาติคิดได้ว่าข้อบกพร่องนั้นมาจากแพทย์
ถ้าให้เลือกปรับปรุง เพื่อที่จะทำให้การแพทย์ไทยในอนาคตดีขึ้น อยากปรับปรุงเรื่องใด

เรื่องที่หนึ่ง สนับสนุนให้ภาครัฐและประชาชน เห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพ เน้นการป้องกันโรค เพราะเมื่อปล่อยจนเป็นโรคหรือเจ็บป่วยแล้ว ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะสูง เป็นภาระต่อตัวและงบประมาณของประเทศในด้านนี้ ส่วนวิธีการก็ต้องประกอบกันทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน บุคลากรทางการแพทย์และสังคม เริ่มจากการสร้างการตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกัน ไปจนถึงแนวทางปฏิบัติในแต่ละช่วงวัย ยกตัวอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่พบมากเป็นอันดับ 3 ของคนไทย โดยส่วนใหญ่จะมีอาการตอนระยะท้าย ๆ ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาและอัตราการเสียชีวิตที่สูง ขณะที่การป้องกันโดยการส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อที่พบ ในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีผลตรวจเลือดที่อุจจาระเป็นบวก สามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้กว่า 70% ถือเป็นการตรวจคัดกรองก่อนเป็นโรคที่ดี
เรื่องที่สอง สนับสนุนให้มีการเข้าถึงยาและการรักษาให้มากขึ้น ตรงนี้เข้าใจว่าผู้ป่วยและแพทย์ผู้ให้การรักษามีความต้องการให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด
เรื่องที่สาม สนับสนุนให้มีการผลิตยาและเครื่องมือแพทย์ของประเทศไทยให้เพิ่มมากกว่านี้ อย่างน้อยให้เพียงพอกับความจำเป็นขั้นพื้นฐาน จริงอยู่เรื่องนี้มีรายละเอียดมาก ทั้งข้อกฎหมาย ลิขสิทธิ์ ขนาดตลาดรองรับ และอื่น ๆ แต่ถ้าผู้บริหารมีเจตจำนงชัดเจน อุตสาหกรรมทางด้านนี้ก็สามารถเกิดขึ้นและเจริญเติบโตได้
เรื่องที่สี่ สนับสนุนให้มีระบบการส่งต่อคนไข้ที่ดีขึ้น ผมเข้าใจว่ามีพัฒนาการมาโดยตลอด แต่ยังมีอีกหลาย ๆ เรื่องที่ต้องพัฒนา
ข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ว่าจะสำเร็จต้องทำอย่างไร
แพทย์ทุกท่านควรมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อคนไข้ ต่อชุมชนและต่อประเทศชาติ คำว่าซื่อสัตย์ต่อตนเอง ความหมายคือ แพทย์ควรพัฒนาความรู้ความสามารถ เพิ่มศักยภาพในวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทุกวันนี้มีเทคโนโลยีมาใหม่เรื่อย ๆ เรื่องที่เรารู้ในอดีต เวลาผ่านไปอาจใช้งานไม่ได้แล้ว แพทย์บางคนอาจรู้สึกเหนื่อยกับการเรียนรู้ ให้พิจารณาดูว่า เป็นเรื่องที่เรารัก เรามีความสุขในการทำไหม หาสิ่งนั้นให้เจอ ถ้าไม่ใช่ก็อาจไม่ต้องฝืน หาในสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข และทุ่มเทให้เต็มที่ ส่วนคำว่าซื่อสัตย์ต่อคนไข้ ก็คือ แพทย์ต้องให้การรักษาคนไข้อย่างเต็มที่ ด้วยใจที่มีคุณธรรม ไม่มองผลประโยชน์อื่นสูงกว่า เข้าใจว่าแต่ละคนมีภาระต้องใช้จ่าย แต่การมุ่งเรื่องรายได้จนเกินไป อาจทำให้ละเลยเรื่องคุณธรรม
สำหรับซื่อสัตย์ต่อชุมชน หมายถึงการสนับสนุนกิจกรรมที่ทำให้ชุมชนที่อยู่อาศัย คนมีสุขภาพที่ดี ถ้าซื่อสัตย์ใน 3 อย่างนี้ ก็จะเป็นแพทย์ที่ดี ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เกือบทุกเรื่องในชีวิตก็จะดีตาม

ความคิดเห็นเรื่อง Work life balance กับการทำงานยุคปัจจุบัน
สมดุลในเรื่องงานและการใช้ชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องหาจุดที่สมดุลของตัวเอง ส่วนตัวผมให้น้ำหนักกับเรื่องงาน ผมได้ทำงานอยู่กับสิ่งที่ผมรัก ผมมีเวลาให้ครอบครัวและเพื่อน และผมชอบอ่านหนังสือ ชอบดู Netflix ดูหนังที่เกี่ยวกับแพทย์ หนังสืบสวนสอบสวน หนังแนวดราม่า โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเด็ก ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญคือ เรื่องสุขภาพซึ่งจะเกี่ยวกับการกิน การออกกำลังกายและการพักผ่อน ผมเป็น weight watcher ชั่งน้ำหนักทุกวัน และมีวินัยในการเลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์ เหมาะสมกับวัย น้ำหนักผมไม่ขึ้นไม่ลดมานาน ส่วนเรื่องการออกกำลังกาย ผมมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ทำงานทั้งวัน กลับดึกบ้าง ผมเลือกออกกำลังกายที่บ้าน โดยซิทอัพ 300 ครั้ง วิดพื้น 25 ครั้งทุกวัน และก็ปั่นจักรยานตอนดูทีวี ถ้าผมแยกเวลาทำแต่ละกิจกรรม จะทำไม่ได้ ผมจึงดูหนังพร้อมกับออกกำลังกาย ฝากถึงเพื่อน ๆ น้อง ๆ แพทย์ทุกคนว่า สุขภาพที่ดีไม่ใช่จับฉลากได้มา แต่ต้องใช้วินัย ซึ่งมักจะอยู่ตรงข้ามกับความสุขระยะสั้น แต่มีผลต่อความสุขระยะยาว


