“ผมอยากมีเวลาอยู่กับการสอน และทำงานวิจัยมาก ๆ การทำงานบริหารเพิ่มขึ้นในภายหลัง จะเน้นงานที่น่าภูมิใจและสร้างอนาคตของหน่วยงาน ถ้าไม่ได้ทำด้วยตัวเอง ก็ยังอยากส่งเสริมน้อง ๆ สร้าง Successor ให้เพิ่มขึ้นในหน่วยงาน”
ศ. นพ. ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร
คณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
นายกสมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย
แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์โดยเฉพาะสาขาประสาทวิทยา
ผมจบมัธยมที่ ร.ร.สาธิต ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร โดยเป็นคนชอบวิชาการ อ่านหนังสือ และเรียนรู้จากคนอื่น ๆ จึงสนใจเรียนแพทย์ ส่วนตัวเกิดที่ รพ.รามาธิบดี จึงมีความคุ้นเคยและตัดสินใจเลือกสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล สำหรับแรงจูงใจที่ทำให้เรียนจบเกียรตินิยมอันดับ 1 (เหรียญทอง) ผมคิดว่าเกิดจากการเป็นคนเวลาตั้งใจทำอะไรแล้ว อยากทำให้ดีที่สุด ซึ่งก็คล้ายกับคุณหมอหลาย ๆ ท่าน และพอยิ่งเรียนแพทย์ โดยเฉพาะในระดับคลินิกได้เจอผู้ป่วย ทำให้สนุกกับการเรียนมากขึ้น ที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอด ได้วนเรียนตามวอร์ดต่าง ๆ ยิ่งสนุกมากขึ้น และจนให้รู้ว่าตนเองชอบศาสตร์ด้านไหน ซึ่งชัดเจนว่าเป็นอายุรศาสตร์ ผมชอบตรงที่มีการคิดอย่างเป็นระบบ สามารถเชื่อมโยงหลายเรื่องหลายระบบเข้าด้วยกัน โดยพื้นฐานมีความถนัดในเรื่องเภสัชวิทยาด้วย
หลังจากจบแพทยศาสตรบัณฑิต ผมไปใช้ทุนเป็นรุ่นแรกของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ต่อมาได้ทุนรัฐบาลไปเรียนต่อที่ ภาควิชาประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วเรียนต่อเฉพาะทางด้านเกี่ยวกับโรคเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ที่ภาควิชาประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ที่เมืองและรัฐเดียวกัน แล้วกลับมาเป็นอาจารย์ที่ คณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

สิ่งที่รู้สึกภูมิใจมากที่สุด ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ผมก็มีความภูมิใจในหลายๆ เรื่อง ทั้งการเป็นครูและการทำวิจัย ผมขอยกตัวอย่างเฉพาะงานวิจัยบางเรื่องเพื่อให้เห็นภาพ เรื่องแรก ตอนกลับมาเป็นอาจารย์ใหม่ ๆ ผมเป็นประสาทแพทย์คนแรกและคนเดียวของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ต้องดูแลผู้ป่วยทางด้านนี้ทุกคน โดยโรคที่พบบ่อยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งขณะนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่พอกลับบ้านไปแล้ว มักไม่ค่อยได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ จึงมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีนัก ส่งผลกระทบทั้งร่างกายและจิตใจ ตามด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ และเป็นภาระของญาติและสังคม ผมจึงได้ทำโครงการวิจัยร่วมกับนักศึกษาปริญญาเอก ในเรื่องรูปแบบการดูแลคนไข้โรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะการทำกายภาพบำบัดที่บ้าน ก็เลยคิดว่าเป็นประโยชน์ในการที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ไปให้คำแนะนำ ไปช่วยสอนหรือทำให้คนไข้ดูที่บ้านนอกจากนี้ยังมีการทำแผ่นซีดีไปเปิดให้คนไข้ดูทำตาม และสอนเรื่องการทำ Mirror therapy เพื่อกระตุ้นสมองให้ฟื้นฟูสภาพ โดยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่บ้านดีขึ้น ลดความพิการ ลดภาวะซึมเศร้า โครงการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์และอ้างอิงในฐานข้อมูลนานาชาติจำนวนมาก ปัจจุบันมีหลายองค์กรที่ผลักดันเรื่องนี้ รวมทั้งมีการเพิ่มการให้บริการด้านการฟื้นฟูของหน่วยงานทางสาธารณสุข และแนวทางเวชปฏิบัติในต่างประเทศก็เป็นไปในทางเดียวกัน
เรื่องที่สองเป็นโครงการที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นทีมของ ศ. วิจิตรา ทัศนียกุล และ ศ. นพ. สมศักดิ์ เทียมเก่า เราพบว่า การตรวจยีน HLA-B*1502 สามารถทำนายความเสี่ยงและลดโอกาสการเกิดผื่นแพ้ยารุนแรง (Stevens -Johnson Syndrome, toxic epidermal necrolysis) จากยากันชัก carbamazepine ได้เกือบทั้งหมด ซึ่งยานี้ใช้บ่อยในการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักและอาการปวดเหตุพยาธิสภาพประสาท งานวิจัยได้รับการตีพิมพ์และอ้างอิงจำนวนมาก ได้รับรางวัลทั้งในและต่างประเทศ จากการวิจัยนี้ทำให้การตรวจนี้เบิกจ่ายได้ในทุกสิทธิ์ โดยกำหนดให้มีการตรวจคัดกรองยีนนี้ สำหรับผู้ป่วยที่ต้องเริ่มรักษาด้วยยา carbamazepine ในทุกกรณีเพื่อป้องกันผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง ปัจจุบันการตรวจยีนก่อนให้ยานี้ในชาวเอเชียนั้นจึงเป็นมาตรฐานในระดับโลก
นอกจากนั้นผมก็มีผลงานวิชาการต่อเนื่องทั้งบทความวิชาการ บทความในตำรา สื่อการสอนและแต่งตำราประสาทวิทยาที่ใช้อ้างอิงอย่างกว้างขวาง มีผลงานวิชาการได้รับการอ้างอิงในฐานข้อมูลนานาชาติมากราว 1,500 ครั้ง (Scopus) และในภาพรวมราว 2,300 ครั้ง (Google scholar) ทั้งหมดเป็นผลงานวิชาการที่ภูมิใจ
————————————–
“ผมอยากจะทำเรื่อง registry
โดยเฉพาะข้อมูลโรคทาง
ระบบประสาทของไทย
ถ้ามีรายละเอียดมากพอ
จะทำให้แนวทางการรักษา
เป็นมาตรฐานและจัดสรร
ทรัพยากรได้ดียิ่งขึ้น”
————————————–
ในฐานะนายกสมาคมประสาทวิทยา มีโครงการสำคัญอะไรบ้างที่จะทำ
งานที่ทำมาต่อเนื่องและดีก็จะทำต่อ เช่นงานประชุมประจำปีก็จะมีการเพิ่มเนื้อหาที่น่าสนใจทั้งด้านวิชาชีพเวชปฏิบัติและทักษะต่าง ๆ เช่นเรื่องคดีฟ้องร้อง คดีจริยธรรม AI ทางการแพทย์ นวัตกรรม ก็จะมีแทรกเข้าไป จะมีความร่วมมือกับ ASEAN Neurological Association, (ASNA) ทั้งการประชุมวิชาการแบบ on site และ online seminar โดยวิทยากรดี ๆ จากประเทศต่าง ๆ แทบทุกเดือน ซึ่งการร่วมมือกันจะทำให้แพทย์ไทยมีส่วนร่วมเป็นทั้งวิทยากร หรือเข้าร่วมการประชุมได้ เรื่องสำคัญที่จะทำคือ registry หรือทะเบียนโรค เพื่อให้มีข้อมูลโรคทางระบบประสาทของไทย ถ้ามีรายละเอียดมากพอ จะทำให้การวางแผนจัดการตรวจรักษา การจัดทำงบประมาณดียิ่งขึ้น อีกเรื่องคือการใช้ social media เพื่อสร้างการรับรู้และให้ความรู้กับประชาชน ผ่านหลากหลายช่องทางที่นิยมในปัจจุบัน

ในฐานะที่เคยได้รางวัลดีเด่น ในการเป็นแพทย์ ครู และนักวิจัย มีเทคนิคอย่างไรในการสื่อสารเรื่องยาก ๆ ให้คนฟังเข้าใจ
ผมภูมิใจมากที่ได้รับรางวัลครูดีเด่นและกีรตยาจารย์ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะเป็นสิ่งที่เราทุ่มเทมา เกือบ 30 ปี และมีประชาคมเห็นและให้คุณค่าเราในเรื่องนี้ การสอนนั้นทำให้ผมฝึกฝนตนเองไปพร้อมกับการพัฒนาทักษะใหม่นั้น ผมจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า “See one, Do one, Teach one” คือ ผู้เรียนจะเห็นหัตถการว่าทำอย่างไรจากการสอนโดยผู้เชี่ยวชาญ ต่อไปเขาจะทำได้ด้วยตนเองเมื่อทำซ้ำ ๆ และสุดท้ายจะสอนผู้อื่นต่อได้ ทำให้เก่งขึ้นอีก
ส่วนการสื่อสารเรื่องยากให้เข้าใจง่ายนั้น เรื่องแรกที่สำคัญคือประเด็นแรกคือมีความเมตตา เราอยากให้เขาหาย หรือถ้าไม่หาย ก็บอกเขาตรงไปตรงมาจะให้เขาทำอย่างไร แสดงความจริงใจกับคนที่เราสื่อสาร พอเราจริงใจ เนื้อหา กิริยาท่าทางที่ออกไปจะชัดเจน สร้างความมั่นใจให้กับคนฟัง เขาก็จะเปิดใจให้ความเชื่อถือในตัวเรา ในด้านการสอนแพทย์ก็ใช้หลักการเดียวกัน มีการหมั่นฝึกฝนพัฒนา อยากให้เขาเก่ง เป็นแพทย์ที่ดีในอนาคต เขาก็จะสัมผัสสิ่งนั้นได้ ประเด็นที่สองคือ การหมั่นฝึกฝนพัฒนาทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร อย่างถ้าเจอคนไข้เราก็ต้องค่อย ๆ ปรับ ตามระดับความพร้อมในการรับข้อมูลของคนไข้ เช่นเดียวกับการสอน ไม่ว่าจะเป็น นศ.แพทย์ Resident Fellow ก็ต้องมีการปรับระดับการสื่อสาร ซึ่งต้องฝึกฝน ต้องใช้ประสบการณ์ในระดับหนึ่ง เร่งเกินไปไม่ได้
————————————–
“ตอนเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์
ที่ก่อตั้งสาขาที่เราจบมา
ก็ต้องทุ่มเทเป็นตัวอย่างที่ดี
ให้กับแพทย์ท่านอื่น
ในช่วงอย่างน้อย 10 ปีแรก
ก็ต้องออกแรงให้เต็มเท่าที่จะทำได้”
————————————–
ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา
ปัจจัยแรก ผมมาคิดดูแล้วมีส่วนที่คล้ายกับอิทธิบาท 4 อยู่ คือเรื่องของฉันทะ ผมได้ทำในสิ่งที่ผมชอบ พอเราชอบก็จะมีความมุ่งมั่นพัฒนางานของเราให้ไปได้ตลอดทาง อย่างผมเป็นคนชอบสอนหนังสือ ชอบที่จะเป็นอาจารย์แพทย์ ด้านวิริยะและจิตตะ ผมก็จะมุ่งมั่นพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับการสอนแพทย์ทุกระดับ ที่ภาระไม่น้อยกว่าการรักษาผู้ป่วยด้วยซ้ำ หรือเรื่องการทำวิจัยที่ผมชอบ ด้านวิมังสาก็จะให้ความสำคัญมุ่งมั่นพัฒนาปรับปรุงแก้ไขงานวิจัย งานทำบทความ ตำรา งานบรรณาธิการทั้งในระดับประเทศและระดับต่างประเทศ เป็นต้น

ปัจจัยที่สอง ผมเป็นคนที่ทำงานค่อนข้างละเอียด อยากให้ทุกอย่างออกมาดี ตรงนี้จะกดดันเราให้ทำงานทุกเรื่องให้ดี ซึ่งก็สอดคล้องกับอาชีพแพทย์และการเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ ที่ก่อตั้งสาขาประสาทวิทยา ก็ต้องทุ่มเทเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับแพทย์ท่านอื่นในช่วงอย่างน้อย 10 ปีแรกก็ต้องออกแรงให้เต็มเท่าที่จะทำได้
————————————–
“ช่วงนั้นก็เลยมีเวลาให้กับ
ตัวเองมากขึ้น มีตารางชีวิต
เพื่อออกกำลังกายมากขึ้น
น้ำหนักก็ลดลงไป
สุขภาพก็ค่อย ๆ
ฟื้นตัวขึ้นมา เหมือนเป็น
จุดเปลี่ยนให้เรา
หันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น”
————————————–
กว่าจะถึงวันที่ประสบความสำเร็จ เจออุปสรรคอะไรบ้าง แล้วเอาชนะอย่างไร
แพทย์หลาย ๆ คนไม่ได้มองปัญหาเป็นอุปสรรค ผมก็เช่นเดียวกัน แต่จะขอยกตัวอย่างอีกด้านหนึ่งที่อาจเป็นประโยชน์กับแพทย์ท่านอื่น ๆ ก็คือ ปกติผมจะทำงานหนักมาก อยู่ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน เรียกว่า เต็มวัน 6 – 7 วันต่อสัปดาห์และมีงานวิชาการอย่างอื่นอีก ทำให้ไม่ค่อยดูแลตัวเอง อ้วน มีปัญหาสุขภาพจุกจิก ประมาณว่าร่างกายเริ่มเสื่อม จำได้ว่าช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2554 ที่ธรรมศาสตร์เราท่วมหนักมาก ไปทำงานไม่ได้ ต้องหยุดงานสักเกือบ 3 เดือน ช่วงนั้นก็เลยมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น มีตารางชีวิตเพื่อออกกำลังกายมากขึ้น น้ำหนักก็ลดลงไป สุขภาพก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมา เหมือนเป็น จุดเปลี่ยนให้เราหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น หลังจากนั้นก็เริ่มตัดงานบางอย่างออก อย่างตรวจคนไข้โรงพยาบาลเอกชนก็ทยอยลดลง งานอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในแผนก็ตัดออกด้วย ทุกวันนี้สุขภาพก็ดีขึ้น เรื่องเจ็บป่วยยังมีอยู่บ้าง ก็ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนให้เราดูแลตัวเอง
เรื่องที่อยากกลับไปแก้ หรือเรื่องทีมีโอกาส อยากจะทำในอนาคต
ผมยังอยากจะทำวิจัยอยู่ ที่ผ่านมาพอเราอายุมากขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น งานบริหารต่าง ๆ ก็เข้ามามากขึ้น เวลาในการทำงานวิจัยก็ลดน้อยลง ผมยังคิดว่างานบริหารที่ผ่านมาเป็นงานเสริมจากงานหลักของผม ผมยังอยากมีเวลาอยู่กับการทำงานวิจัย ถ้าไม่ได้ทำด้วยตัวเอง ก็ยังอยากส่งเสริมน้อง ๆ สร้าง Successor ให้เพิ่มขึ้นในหน่วยงาน

ถ้ามีโอกาสในอนาคต สิ่งที่ผมอยากทำคือ 1) งานวิจัยที่นำไปใช้เกี่ยวกับนโยบายด้านการใช้ยา โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวกับระบบประสาท และ 2) เรื่องที่เกี่ยวกับการ ส่งเสริมความรู้ทักษะให้แพทย์รุ่นต่างๆ ทันสมัย ปรับตัวเข้าใจความเปลี่ยนแปลงได้ และ 3) เรื่องที่ส่งเสริมการรักษาโรคเส้นประสาท และกล้ามเนื้อ เพราะงานวิจัยด้านนี้ยังน้อยมาก เมื่อเทียบกับด้านอื่น ๆ ของระบบประสาท ที่พูดถึงเรื่องยาเพราะว่าตอนนี้ตัวเองเป็น ประธานอนุกรรมการของบัญชียาหลักฯ ในเรื่องของยาระบบประสาท เราก็เห็นปัญหาเรื่องการเข้าถึงยา เรื่องราคา และอีกหลายเรื่อง ซึ่งเราต้องมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนทั้งแพทย์และคนไข้ ต้องมีความสมเหตุสมผลให้มากที่สุด
บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน
ท่านแรก อาจารย์ นพ. อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านเป็นต้นแบบทั้งเรื่องความรู้ ความสามารถ การบริหาร อาจารย์เป็นราชบัณฑิตที่ได้รับการยกย่องเป็นแรงบันดาลใจให้ผมตามรอยท่านเป็นราชบัณฑิตรุ่นต่อมา ผมเป็นราชบัณฑิต มีโอกาสได้ทำงานด้านวิชาการ ในกลุ่มนักวิชาการและอาจารย์อาวุโสหลายท่าน
อีกสองท่านคือ Prof. John B Selhorst, Prof. Alan Pestronk เป็นอาจารย์ผมตอนเรียนที่สหรัฐอเมริกา ทั้ง 2 ท่านทุ่มเทให้กับการเรียนการสอน ยอมพูดซ้ำ ๆ พยายามหาสื่อการสอนต่าง ๆ มาใช้ในการสอน แล้วก็มีวิธีการสอนที่สร้างความประทับใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เรียน รวมถึงการดูแลคนไข้และการทำวิจัยด้วย ทุกวันนี้ผมยังติดต่อกับทั้งสองท่านอยู่ทุกครั้งที่มีโอกาส
มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางในอนาคตเป็นอย่างไร
ผมคิดว่าความรู้ความสามารถของแพทย์ไทย ไม่ได้ด้อยกว่าต่างประเทศ แต่ก็ยังมีบางจุดที่เรายังต้องพัฒนาเพื่อที่จะเป็น medical hub ตัวอย่างเช่น การสื่อสาร เทคโนโลยี ภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละชาติไม่เหมือนกัน อย่างภาษาอังกฤษ จีน ตะวันออกกลาง แพทย์ก็ต้องพัฒนาทักษะการสื่อสาร วิธีการพูด อธิบายให้ทั้งแพทย์และคนไข้ต่างชาติเข้าใจกันมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีเรื่องของเทคโนโลยีด้านการแพทย์ต่าง ๆ ซึ่งแพทย์ก็ต้องปรับตัวเรียนรู้ และนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาช่วยให้แพทย์ทำงานได้อย่างถูกต้อง ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ส่วน AI ก็มีข้อจำกัด แพทย์ต้องใช้ความรู้ความสามารถของตนประกอบด้วย อีกเรื่องคือมาตรฐานในการรักษา ในอนาคตคดีฟ้องร้องแพทย์ก็ยังจะมีอยู่ เราก็ไม่ได้หวังว่าแพทย์ทุกคนจะต้องได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดทุกครั้ง แต่อย่างน้อยแพทย์ต้องพยายามทำให้อยู่ในมาตรฐานการรักษาทั่วไป โดยไม่ได้เอาเปรียบหรือหาผลประโยชน์จากผู้ป่วย ต้องให้ข้อมูลและให้คนไข้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้นด้วย

ถ้ามีโอกาส อยากปรับปรุงเรื่องอะไรที่ทำให้วงการสาธารณสุขบ้านเราดีขึ้น
เรื่องแรกคือ เรื่องความคุ้มค่าในการที่จะเลือกหรือการใช้ทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข หรืองบประมาณอื่น ๆ เน้นให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง คุ้มค่ามากที่สุด โดยการตัดสินใจนั้นต้องมีพื้นฐานอยู่บนข้อมูล ไม่ได้ใช้ความรู้สึกหรือประชานิยม
เรื่องที่สอง การมีมาตรฐานการคุ้มครองผู้ให้บริการ เช่น แพทย์ พยาบาล บุคลากร ปัจจุบันดูเหมือนกับว่า ถ้ามีการฟ้องร้องกันขึ้น คนไข้ก็มักจะชนะไปแล้วในมุมมองของคนทั่วไป สังคมก็เชื่อว่าคนไข้ถูกหมดทุกอย่าง แม้บางเรื่องสุดท้ายหมอจะชนะในทางมาตรฐานการแพทย์หรือคดีแต่ก็ไม่เป็นข่าว ถ้าเป็นไปได้อยากให้มีมาตราการที่จริงจังด้านนี้ แน่นอนว่าคนไข้จะได้ประโยชน์ในที่สุด
สนใจอ่านประวัติและผลงาน ศ. นพ. ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร
- Expert interview: อาจารย์ นพ. สมศักดิ์ เทียมเก่า
- Let’s get updated: โดย ดร. พญ. อารดา โรจนอุดมศาสตร์

