CIMjournal
banner sick child

“The Gang of 4” Decoding the hidden enemies of Respiratory Tract Infections


นพ. ทวี โชติพิทยสุนนท์รศ. (พิเศษ) นพ. ทวี โชติพิทยสุนนท์
ผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์พิเศษ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
และที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข

 

สรุปการประชุมใหญ่ประจำปี 2569 ครั้งที่ 30 สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย วันที่ 8 พฤษภาคม 2569

 

โรคติดเชื้อเฉียบพลันของทางเดินหายใจในเด็กเป็นโรคที่พบได้บ่อย เป็นปัญหาทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย ผู้ป่วยเด็กเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบาง ภาระโรคที่สูงและหากการดูแลรักษาไม่ถูกต้องเหมาะสม อาจทำให้ต้องรักษาในโรงพยาบาลบางครั้งอาการรุนแรงมากอาจจะเสียชีวิตหรือมีความพิการของร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางอวัยวะปอดหรือมีปัญหาเป็นโรคที่เจ็บป่วยเรื้อรังต่อไปในอนาคตได้ นำไปสู่ภาวะด้านสุขภาพของตัวเด็กเอง ครอบครัวหรือประเทศชาติ ดังนั้นความเข้าใจในองค์ความรู้ด้านระบาดวิทยา ด้านการดูแลรักษาทางคลินิก ด้านการยืนยันเชื้อก่อโรคทางห้องปฏิบัติการหรือด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูที่ถูกต้องเหมาะสมและเป็นมาตรฐาน จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับชั้นให้นำมาปฏิบัติเป็นมาตรฐานทางเวชปฏิบัติต่อไป

บทความนี้มีวัตถุประสงค์ในการเสนอข้อมูลที่ทันเหตุการณ์ของเชื้อไวรัสที่ก่อโรคทางเดินหายใจที่สำคัญ คำว่า
“ Gang of 4” มาจากสื่อบางสำนักใช้คำแปลงที่บ่งบอกว่าเชื้อโรค 4 วายร้อยที่ทำให้เกิดโรคในมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรเด็ก โดยมีข้อมูลของเชื้อไวรัสบางชนิดที่พบได้บ่อยทั่วโลก คือ Tripledemic (โรคที่เกิดจากเชื้อ SARS-CoV-2, Influenza & RSV) ซึ่งเกือบทุกประเทศทั่วโลกพบได้บ่อยมาก มักพบตามฤดูกาล เป็นปัญหาทางเดินหายใจในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอายุต่ำกว่า 5 ปี และปัจจุบันมีการพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนของเชื้อ Human Metapneumovirus (hMPV) พบในหลายประเทศ เช่น ประเทศจีน ประเทศอินเดีย ประเทศสหรัฐอเมริกา (ในช่วงปี ค.ศ.2024-2025) รวมทั้งในประเทศไทย เริ่มมีการพบกลุ่มก้อนของโรคติดเชื้อ hMPV ในผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ได้บ่อยขึ้น เนื่องจากมีการตรวจหาเชื้อด้วยวิธีที่มีความไวและความจำเพาะสูง จึงพบเชื้อก่อโรคได้มากขึ้นทำให้เรียนรู้ลักษณะโรคทางระบาดวิทยาและทางคลินิกมากขึ้นเรื่อย ๆ และหลายเชื้อ SARS-CoV-2, เชื้อ Varicella Zoster (เชื้ออีสุกอีใส) , เชื้อ CMV เป็นต้น


1. โรคไข้หวัดใหญ่ (
Influenza)

เป็นโรคที่มีการระบาดตามฤดูกาล สำหรับประเทศมักพบบ่อยในฤดูฝนโดยสาเหตุมาจากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงและเป็นช่วงเด็กนักเรียนเปิดเทอมมีการรวมตัวกันมากขึ้น นอกจากนี้พบการระบาดบ้างในช่วงฤดูอากาศเย็น (ปลายปี) แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันโรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยนั้นฤดูกาลผิดเพี้ยนไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ. 2568 พบว่าต้นปีมีการแพร่ระบาดมากน่าจะเป็นเพราะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ผู้คนพบปะกันมาก แต่พอถึงฤดูฝนพบการระบาดน้อยลงเพราะได้ระบาดติดเชื้อกันไปมากแล้ว อย่างไรก็ตามช่วงไตรมาสที่ 4 พบการระบาดที่รุนแรงและมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมากน่าจะเกิดการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ A/H3N2 Subclade K ซึ่งเป็นเชื้อที่มีการกลายพันธุ์ (Antigenic drift) ที่รวดเร็วและหลายตำแหน่งมาก ทำให้เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถหลบหลีกการจับของภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เกิดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เป็นจำนวนมากและรวดเร็ว แต่จากการเฝ้าสังเกตจากทั่วโลกพบว่ามีการระบาดกว้างขวางจริงทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ไทย และอีกหลายประเทศในทวีปเอเชียแต่ยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อตัวนี้ก่อ ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรงกว่าปกติ

ข้อมูลทางระบาดวิทยาในประเทศไทยพบว่า ในปี พ.ศ. 2568 มีผู้ป่วยรายงาน 1,194,342 ราย เสียชีวิต 129 ราย ซึ่งถือได้ว่าเป็นปีที่มีรายงานผู้ป่วยและเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยที่สูงที่สุดปีหนึ่ง อย่างไรก็ตามปัจจุบันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H3N2 Subclade K เริ่มลดลงแต่ก็ยังพบผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก และเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่กำลังมาแทนที่คือ สายพันธุ์ B Victoria ซึ่งการระบาดคล้ายกันทั่วโลก อย่างไรก็ตามจากการคาดประมาณการณ์พบว่าใน พ.ศ. 2569 น่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ระบาดเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะปัจจุบันมีชุดตรวจเร็ว (Rapid Test) ที่ประชาชนซื้อหามาตรวจเองได้ จึงพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่มากขึ้นเรื่อย  ๆ และโรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มียาต้านไวรัสจำเพาะ (Oseltamivir) ซึ่งหากมีการใช้การรักษาภายใน 2 วัน จะได้ผลในการลดอาการป่วยได้เร็วและมีประสิทธิผลที่ดีลดอาการป่วยและโรคแทรกซ้อนได้ผลดีเช่นเดียวกัน

ส่วนวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ปัจจุบันในประเทศไทยเริ่มมีการจำหน่ายชนิด Southern Hemisphere 2026 จึงแนะนำผู้ที่รับวัคซีนไปตั้งแต่ปีที่แล้วให้ไปรับวัคซีนได้เลยปีละครั้งตามคำแนะนำของแพทย์ มีการนำเข้ามาจำหน่ายหลายชนิด ดังนี้

ถ้าพิจารณาวัคซีนจาก ชนิดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่นำมาทำวัคซีนมี 2 ชนิด ดังนี้
  1. เชื้อตัวเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live Attenuated Flu Vaccine) ใช้พ่นจมูกทั้งสองข้าง
  2. เชื้อตัวตาย (Inactivated Flu Vaccine) ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ มีหลายบริษัท
ถ้าพิจารณาวัคซีนจากการเลี้ยงเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่นำมาทำวัคซีนมี 2 ชนิด ดังนี้
  • Egg-based โดยการเลี้ยงเชื้อไข้หวัดใหญ่ในไข่ไก่ ฟัก เป็นขบวนการที่ผลิตมานาน 80 ปีแล้ว
  • Cell-based โดยการเลี้ยงเชื้อไข้หวัดใหญ่ในเซลล์

ถ้าพิจารณาวัคซีนจากส่วนประกอบของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มี 2 ชนิด ดังนี้
A. Split Virion vaccine ซึ่งจะมีส่วนประกอบของ HA, NA และเปลือกของตัวเชื้อไวรัสเล็กน้อย
B. Subunit Vaccine ซึ่งทำให้บริสุทธิ์มากขึ้นส่วนใหญ่เป็น HA และมี NA ปนบ้างเล็กน้อย

ถ้าพิจารณาวัคซีนจากจำนวนสายพันธุ์ที่เป็นส่วนประกอบวัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 ชนิด
  1. Trivalent Influenza Vaccine (TIV)
  2. Quadrivalent Influenza Vaccine (QIV)

อย่างไรก็ตามประสิทธิผลและความปลอดภัยของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย พบว่ามีประสิทธิผลใกล้เคียงกันคือ ประมาณ 40 – 60% ในแต่ละปีขึ้นกับการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาด นอกจากนี้การใช้วัคซีนชนิด 3 หรือ 4 สายพันธุ์ ณ ปัจจุบันนี้มีประสิทธิผลและความปลอดภัยใกล้เคียงกันมากในวัคซีนเกือบทุกชนิด


2. โรค COVID-19

ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโรคโควิด 19 ในปี พ.ศ. 2563 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลารวมทั้งสิ้น 6 ปี จะเห็นว่าตั้งแต่ตุลาคม พ.ศ. 2567 ผู้ป่วยสะสมในประเทศไทย พบ 7.8 ล้านคนและมีผู้เสียชีวิตสะสม 34,741 คน ปัจจุบันโรคโควิด 19 กลายเป็นโรคประจำถิ่น มีการพบผู้ป่วยลดลงไปมาก อาจจะมีการระบาดเล็กน้อยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 – ต้นปี พ.ศ. 2569 ปัจจุบันยังถือโรคทางเดินหายใจในเด็กและผู้สูงอายุบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ค่อยพบอาการรุนแรง เนื่องจากเชื้อ SARS-CoV-2 เป็นเชื้อไวรัสที่เคยระบาดอย่างกว้างขวางมาตลอด 6 ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมนุษย์เรามีภูมิคุ้มกันเกือบทุกคนจากการติดเชื้อไวรัสโดยธรรมชาติหรือจากการฉีดวัคซีนโควิด 19 ไปหลายเข็มแล้วในอดีต ทำให้โรคที่เกิดจากการติดเชื้อนี้มีอาการน้อยหรือเกือบไม่มีอาการเลย แต่ในคนที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอโรคโควิด 19 ก็ยังมีอาการรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นธรรมชาติของเชื้อไวรัสก่อโรคใด ๆ ก็ตามก็จะต้องพยายามกลายพันธุ์เพื่อแพร่กระจายในร่างกายมนุษย์ให้ได้กว้างขวาง (มิฉะนั้นเชื้อจะสูญพันธุ์) ณ ปัจจุบันในหลายประเทศที่มีการเฝ้าระวังเชื้อ SARS-CoV-2 พบว่ามีการกลายพันธุ์ไปอย่างมาก สายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจขณะนี้ (มีนาคม 2569) คือ สายพันธุ์ BA.3.2 ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์หลายสิบตำแหน่งทำให้อาจมีการแพร่กระจายได้รวดเร็ว ซึ่งต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคาดว่าในอนาคตอันใกล้อาจจะมีการระบาดเล็ก ๆ ขึ้นมาได้ในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย  

เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด 19 ในรอบปีกว่าที่ผ่านมานั้นลดจำนวนและความรุนแรงของโรคลงไปมาก ดังนั้นในกรณีที่ผู้ป่วยโรคโควิด 19 ที่มีอายุน้อยมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้สูงอายุ (>65 ปี) หรือมีโรคประจำตัว หากป่วยด้วยโรคโควิด 19 ควรให้ยาต้านไวรัส เช่น Remdesivir ส่วนวัคซีนป้องกันโรควัคซีนโควิด 19 ปัจจุบันมีความนิยมลดลงมาก แต่วัคซีนยังมีประโยชน์ในการป้องกันการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ได้ปานกลาง แต่จะลดความรุนแรงของโรคลงได้ดีพอสมควร ดังนั้นผู้นิพนธ์มีความเห็นว่า แนะนำให้ฉีดวัคซีนในเด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ มีโรคประจำตัวและผู้สูงอายุ > 65 ปีขึ้นไป (ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด) โดยใช้วัคซีนรุ่นที่ล่าสุดเพียงเข็มเดียวน่าจะเพียงพอ

3. โรคติดเชื้อ RSV

เชื้อ RSV เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อยในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน จากข้อมูลทั่วโลกพบว่าเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี จะพบการติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง เชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่าย สำหรับในประเทศไทยพบว่าการระบาดมักมีฤดูกาลระหว่างเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน ของเกือบทุกปี อย่างไรก็ตามในแต่ละปีมีความรุนแรงของการระบาดอาจต่างกันและช่วงเวลาอาจมีการเลื่อนจากปีก่อน ๆ ได้บ้างการเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคติดเชื้อ RSV จึงมีความสำคัญในการเฝ้าระวังโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กซึ่งอาจมีอาการรุนแรงได้

เนื่องจาก RSV มีการระบาดได้ง่ายในศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อน ในตึกผู้ป่วยเด็กเล็ก การติดต่อโดย Droplet Transmission และ Contact Transmission ดังนั้นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อที่ได้ผลดี คือ การใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อย ๆ

เชื้อ RSV เวลาก่อโรคในเด็กเล็กอาจมีอาการรุนแรง เช่น Acute Bronchiolitis, Pneumonia , Croup สาเหตุเพราะว่าขนาดของหลอดลมในเด็กยิ่งอายุน้อยจะยิ่งมีขนาดเล็ก เมื่อมีการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนล่างจะทำให้เกิดการบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจและมีเสมหะไปอุดตันทางเดินหายใจได้ง่าย จึงเกิดอาการหอบเหนื่อย ไอ มีเสียงหวีดหวิวได้ นอกจากนั้นเด็กเล็กที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อ RSV โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเดินหายใจส่วนล่าง อาจเป็นสาเหตุให้มีโรคแทรกซ้อนในอนาคต โดยเป็นหอบหืด หรือเป็น wheezing เวลาติดเชื้อทางเดินหายใจ ต้องได้รับการรักษาคล้ายเด็กที่เป็นหอบหืด

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาจำเพาะและไม่มีวัคซีนสำหรับเด็ก วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ RSV มี 2 ยี่ห้อที่มีจำหน่ายในประเทศไทย คือ
  1. RSV pre F (Abrysvo) เป็นวัคซีนเชื้อตายชนิด subunit ประกอบด้วย RSV A และ RSV B ขนาด 0.5 ซีซี/โดส ฉีดเข้ากล้าม  ใช้ในผู้ใหญ่อายุ > 60 ปี และหญิงตั้งครรภ์เท่านั้น
  2. RSV pre F3 (Arexvy) เป็นวัคซีนเชื้อตายชนิด subunit ประกอบด้วย RSV F3 ของ RSV+adjuvant AS01 ขนาด 0.5 ซีซี/โดส ฉีดเข้ากล้าม ใช้ในผู้ใหญ่อายุ > 50 ปีเท่านั้น

RSV Monoclonal antibody เป็นภูมิคุ้มกันสำหรับรูปในการป้องกันการติดเชื้อ RSV ในเด็กปัจจุบันในประเทศไทย มี Nirsevimab เป็น Long Acting recombinant human lgGI Kappa Monoclonal antibody ฉีดเข้ากล้ามครั้งเดียวก่อนฤดูกาลระบาดของเชื้อ RSV (ส่วน Clesrovimab เป็น long Acting RSV Monoclonal antibody ตัวใหม่ ยังอยู่ในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนในประเทศไทย คุณสมบัติของยาตัวนี้โดยทั่วไปคล้าย Nirsevimab มาก)


4. human Metapheumovirus (hMPV)

เป็นเชื้อไวรัสก่อโรคทางเดินหายใจโดยพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2001 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลังจากนั้นก็จะพบว่าเป็นเชื้อที่ระบาดไปทั่วโลกเป็นเชื้อชนิด enveloped virus มีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมคล้ายกับเชื้อ RSV เป็นเชื้อก่อโรคทางเดินหายใจในทุกอายุ การศึกษาพบว่าพบในเด็กบ่อยกว่า มีการศึกษา seroprevalence ในประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เคยติดเชื้อ hMPV มาแล้วทั้งสิ้น นอกจากนั้นพบการระบาดในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เชื้อนี้ในผู้ที่มีโรคทางปอด COPD จะเป็นตัวกระตุ้นให้อาการโรคทางปอดเดิมกำเริบขึ้นมาได้ ในหลายประเทศพบการระบาดของเชื้อ hMPV ในช่วงหน้าหนาวถึงก่อนฤดูใบไม้ผลิ ในเด็กพบว่าเชื้อ hMPV เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน (ARI) ที่มีอาการรุนแรงต้องนอนในโรงพยาบาลถึงประมาณ 5 – 10% ของผู้ติดเชื้อนี้

ดังนั้นจะเห็นว่าอาการทางคลินิกที่เกิดจากเชื้อ hMPV มีความคล้ายคลึงกับอาการที่เกิดจากเชื้อ RSV มาก ซึ่งแยกย้ายจากโรคติดเชื้อทั้ง RSV, COVID-19 และ Influenza ความสนใจของการระบาดของเชื้อ hMPV นี้เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2024 หลังการระบาดของโรคโควิด 19 ที่ประเทศจีน เริ่มสงบลงในช่วงฤดูหนาวปีนั้นมีการระบาดของโรคทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กจีนมีผู้ป่วยจำนวนมาก ทำให้ทั้งโลกมีความกังวลว่าจะมีการระบาดของเชื้อไวรัสทางเดินหายใจตัวใหม่ที่คล้ายกับโควิด 19 อีกหรือไม่ แต่สุดท้ายมีการสอบสวนและตรวจเชื้อพบว่ามีการระบาดของเชื้อทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ซึ่งตรวจเชื้อพบว่าส่วนใหญ่เป็นเชื้อ Influenza, RSV, hMPV, Mycoplasma pneumonia ซึ่งก็คือการระบาดของเชื้อโรคทางเดินหายใจในฤดูหนาวของประเทศจีน หลังจากที่มีการคลายการ lock down ภายหลังการระบาดของโรคโควิด 19 ที่รุนแรง

เนื่องจากเชื้อ hMPV มีการพบใหม่มาประมาณ 25 ปี ดังนั้นจึงมีการศึกษาเรื่องภาระโรค (Disease burden) ผลกระทบต่อสุขภาพ (Disease impacts) และเริ่มมีการศึกษาถึงยาต้านไวรัสและวัคซีนแต่ยังอยู่ในระหว่างการวิจัยทั้งสิ้น


สรุป

โรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเป็นโรคที่พบบ่อยและสาเหตุส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัส ที่พบตามฤดูกาลมี Influenza virus + RSV + SARS-CoV-2 และ hMPV รวมเป็นเชื้อ 4 วายร้ายที่ก่อปัญหาทางสุขภาพในเด็กเล็กทั่วโลก ปัจจุบันการตรวจหาเชื้อทำได้อย่างมีประสิทธิภาพแม่นยำและสะดวกขึ้น ดังนั้นในอนาคตการค้นหาเรื่องภาระโรค การดูแลรักษาและการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโรคจึงเป็นสิ่งที่กุมารแพทย์โรคติดเชื้อมีความสนใจอย่างยิ่งในการพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาให้มีประสิทธิผลดีขึ้นเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของเด็กทั่วโลกรวมทั้งเด็กไทย     

 

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก