CIMjournal

PED ID ready use: อัปเดตแนวทางการรักษาและการติดตามผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ตามคำแนะนำล่าสุดของ AASLD ปี 2025


พญ. ฮูดัยบ๊ะห์ มูหามัด
หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

รศ. พญ. เกษวดี ลาภพระ
หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

โรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง (chronic hepatitis B; CHB) ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของโลก แม้ว่าหลายประเทศจะมีการดำเนินโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) รายงานว่าในปี ค.ศ. 2022 มีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังทั่วโลกประมาณ 254 ล้านคนทั่วโลก และยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ราว 1.2 ล้านรายต่อปี1 ประเทศไทยได้บรรจุวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีไว้ในโครงการ Expanded Program on Immunization (EPI) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ส่งผลให้อัตราการติดเชื้อ HBV ในเด็กลดลงอย่างชัดเจน โดยการศึกษาระดับประเทศพบว่า อัตรา HBsAg positivity ในประชากรที่เกิดหลังยุควัคซีนลดลงเหลือเพียง 0.6% เทียบกับ 4.5% ในกลุ่มที่เกิดก่อนยุควัคซีน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงมีผู้ติดเชื้อ HBV เรื้อรังประมาณ 2.22 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.48 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่เกิดก่อนการนำวัคซีนมาใช้ และ HBV ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็งและมะเร็งตับชนิด hepatocellular carcinoma (HCC) ในประเทศไทย2

แนวทางการดูแลรักษาไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังในปัจจุบันมีความแตกต่างกันตามบริบทและวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์กรวิชาชีพ โดยแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) มุ่งเน้นให้ผู้ป่วย “เข้าถึงการรักษาได้มากที่สุด” จึงออกแบบแนวทางให้ใช้งานง่าย เหมาะสมกับประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด และสามารถประยุกต์ใช้ได้แม้มีข้อจำกัดด้านเครื่องมือเฉพาะทางและมีแนวโน้มเริ่มการรักษาได้ง่ายขึ้นในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง เพื่อช่วยลดภาระโรคในระดับประชากร3  ในขณะที่แนวทางของ American Association for the Study of Liver Diseases (AASLD) ให้ความสำคัญกับการรักษาแบบ “เฉพาะรายบุคคล” มากกว่า โดยอาศัยการประเมินระยะของโรคร่วมกับปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อประกอบการตัดสินใจเริ่มหรือหยุดการรักษา4


แนวทาง AASLD ฉบับล่าสุด  ได้ทบทวนประเด็นสำคัญที่พบบ่อยในเวชปฏิบัติ 6 หัวข้อ ได้แก่

  1. การป้องกันการแพร่เชื้อจากมารดาสู่ทารก (maternal-to-child transmission; MTCT)
  2. การใช้ยาต้านไวรัสเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อในกลุ่มเสี่ยงสูง (HBV transmission prevention in high-risk settings)
  3. การรักษาในระยะ Immune-tolerant ของโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง
  4. การรักษาในผู้ป่วย HBeAg-negative ที่อยู่ในระยะ indeterminate ของโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง
  5. การหยุด nucleos(t)ide analogue therapy
  6. แนวทางการเฝ้าระวังมะเร็งตับชนิด hepatocellular carcinoma (HCC) หลังเกิด HBsAg loss และในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อร่วมระหว่าง Hepatitis B Virus (HBV) กับ Hepatitis C Virus (HCV) , Hepatitis D Virus (HDV)  หรือ HIV


ระยะของโรค

* ALT ปกติ หมายถึง <25 IU/L ในเพศหญิง และ <35 IU/L ในเพศชาย 


คำจำกัดความ

  • Functional cure หมายถึง HBsAg-negative และ HBV DNA undetectable หลังหยุดการรักษาอย่างน้อย 6 เดือน โดยอาจมีหรือไม่มี anti-HBs ก็ได้
  • Partial cure หมายถึง HBsAg <100 IU/mL และ HBV DNA undetectable หลังหยุดการรักษาอย่างน้อย 6 เดือน


การป้องกันการแพร่เชื้อจากมารดาสู่ทารก (maternal-to-child transmission; MTCT)

หญิงตั้งครรภ์ที่มีระดับ HBV DNA มากกว่า 200,000 IU/mL ในช่วงใดช่วงหนึ่งของการตั้งครรภ์ โดยไม่ขึ้นกับสถานะ HBeAg แนะนำให้เริ่ม tenofovir disoproxil fumarate (TDF) หรือ tenofovir alafenamide (TAF) เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 28 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากมารดาสู่ทารก (mother-to-child transmission; MTCT) โดย TDF มีข้อมูลด้านความปลอดภัยระหว่างตั้งครรภ์มากกว่า TAF
(ระดับคำแนะนำ: สูง; ความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์: ปานกลาง)
  • หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับ TDF หรือ TAF อยู่เดิม แนะนำให้ใช้ยาต่อระหว่างตั้งครรภ์ ส่วนผู้ที่ได้รับ entecavir หรือยาต้านไวรัสชนิดอื่น ควรเปลี่ยนเป็น TDF หรือ TAF เนื่องจากมีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยระหว่างตั้งครรภ์มากกว่า
  • การทำ amniocentesis อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ โดยเฉพาะในผู้ที่มี HBV DNA >2,000,000 IU/mL จึงอาจพิจารณาเริ่ม TDF/TAF เร็วขึ้นในกรณีที่คาดว่าจะมี invasive procedures หรือมีความเสี่ยงต่อ preterm labor สูง
  • ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่ม TDF/TAF prophylaxis คืออายุครรภ์ประมาณ 28 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากมาฝากครรภ์ล่าช้า ควรเริ่มยาโดยเร็วที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงของ MTCT
  • ในกรณีที่ไม่สามารถให้ HBIG แก่ทารกได้ แนะนำให้เริ่ม TDF หรือ TAF ตั้งแต่อายุครรภ์ 16 สัปดาห์ ร่วมกับการให้วัคซีน HBV แก่ทารกหลังคลอด
  • หากให้ยาต้านไวรัสเพียงเพื่อป้องกัน MTCT สามารถหยุดยาได้ทันทีหลังคลอด แต่ควรติดตาม ALT และ HBV DNA ทุก 1–3 เดือน เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อเฝ้าระวัง hepatitis flare และควรกลับมาเริ่มรักษาใหม่หาก ALT ≥5× ULN ทั้งนี้มารดาที่ให้นมบุตรสามารถใช้ TDF หรือ TAF ได้อย่างปลอดภัย


การใช้ยาต้านไวรัสเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อในกลุ่มเสี่ยงสูง (HBV transmission prevention in high-risk settings)

ในผู้ที่มี HBsAg-positive และมี HBV viremia แต่ยังไม่เข้าเกณฑ์การรักษาตามข้อบ่งชี้ของโรค หากอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น แนะนำให้ใช้แนวทาง shared decision-making ในการพิจารณาการรักษาด้วยยาต้านไวรัส
(ระดับคำแนะนำ: มีเงื่อนไข; ความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์: ต่ำมาก)
  • ผู้ที่มี HBV viremia และมีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อ อาจพิจารณา antiviral therapy เพื่อลดการแพร่เชื้อ แม้ข้อมูลสนับสนุนยังมีจำกัด โดยควรใช้ shared decision-making ร่วมกับการประเมินความเสี่ยงของการสัมผัสเชื้อ รวมถึงสถานะวัคซีนและภูมิคุ้มกันของผู้สัมผัส โดยเฉพาะในผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือไม่ทราบสถานะภูมิคุ้มกัน
  • บุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ที่มี chronic hepatitis B ไม่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อให้ผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ปฏิบัติงานหัตถการเสี่ยงสูงตามเกณฑ์ SHEA category III อาจต้องพิจารณา antiviral therapy เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ
  • ผู้ที่เริ่ม antiviral therapy เพื่อลดการแพร่เชื้อ HBV ควรได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงหลังหยุดยา โดยอาจพิจารณาหยุดการรักษาได้เมื่อความเสี่ยงในการแพร่เชื้อลดลง เช่น ผู้สัมผัสได้รับวัคซีนครบ หรือไม่มี exposure-prone procedures แล้ว ทั้งนี้ การตัดสินใจรักษาต่อหรือหยุดยาควรใช้ shared decision-making ร่วมกับการประเมินความเสี่ยงของ ALT flare หลังหยุดยา
  • มาตรการที่ไม่ใช้ยา (non-pharmacologic measures) ยังคงเป็นหลักสำคัญของการป้องกัน HBV โดยการฉีดวัคซีน HBV เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ร่วมกับการคัดกรองผู้สัมผัสใกล้ชิด การใช้ universal precautions ในสถานพยาบาล มาตรการ harm reduction และการใช้ barrier protection ระหว่างมีเพศสัมพันธ์


การรักษาในระยะ Immune-tolerant phase

ผู้ป่วยในระยะ immune-tolerant phase ซึ่งนิยามโดย HBeAg-positive, HBV DNA >107 IU/mL และค่า ALT ปกติ แนะนำให้พิจารณารักษาด้วยยาต้านไวรัสในผู้ป่วยอายุมากกว่า 40 ปี หรือมี significant liver inflammation (grade ≥2) หรือ fibrosis ระดับ F2 ขึ้นไปจาก liver biopsy หรือ non-invasive tests ส่วนผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 40 ปีที่ต้องการเริ่มการรักษาเร็วขึ้น ควรใช้แนวทาง shared decision-making โดยพิจารณาปัจจัยเสี่ยง รวมถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการรักษาร่วมกัน
(ระดับคำแนะนำ: มีเงื่อนไข; ความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์: ต่ำมาก)
  • ผู้ป่วย immune-tolerant phase นิยามโดย HBeAg-positive, HBV DNA >107 IU/mL และ ALT ปกติอย่างต่อเนื่อง (ALT ≤35 U/L ในเพศชาย และ ≤25 U/L ในเพศหญิง) จากการตรวจอย่างน้อย 2 ครั้งห่างกัน ≥6 เดือน
  • การประเมิน fibrosis สามารถใช้ non-invasive tests ได้ เช่น hepatic transient elastography หรือ serum markers เช่น FIB-4 โดย transient elastography มีประสิทธิภาพในการประเมิน fibrosis ดีกว่า FIB-4 ทั้งนี้ ค่า vibration-controlled transient elastography ≥8 kPa มี sensitivity 87% และ specificity 83% ในการตรวจพบ fibrosis ระดับ F2 ขึ้นไป
  • สำหรับผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 40 ปี หรือยังไม่มี significant inflammation หรือ fibrosis การตัดสินใจเริ่มการรักษาควรพิจารณาปัจจัยหลายด้านร่วมกัน ได้แก่ อายุ ประวัติครอบครัวของ HCC ความสามารถในการรับประทานยาและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น เนื่องจากการรักษามักต้องใช้ระยะเวลานานหลายปี จึงควรให้ความสำคัญกับความร่วมมือในการรักษาและการติดตามระยะยาว โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น
  • หากยังไม่เริ่ม antiviral therapy ควรติดตาม ALT และ HBV DNA อย่างน้อยทุก 6 เดือน เพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนเข้าสู่ immune-active CHB


การรักษาในผู้ป่วย HBeAg-negative ที่อยู่ในระยะ indeterminate phase ของโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง

ผู้ใหญ่ที่มี HBsAg-positive, HBeAg-negative chronic HBV infection ไม่มี cirrhosis และอยู่ในระยะ indeterminate phase แนะนำให้พิจารณารักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยใช้แนวทาง shared decision-making ผ่านการประเมินประโยชน์และความเสี่ยงของการรักษาร่วมกัน และหากยังไม่ได้เริ่มรักษา ควรประเมินการตัดสินใจดังกล่าวซ้ำทุกครั้งที่มาติดตามอาการ
(ระดับคำแนะนำ: มีเงื่อนไข; ความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์: ต่ำมาก)
  • ปัจจัยสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจรักษา ได้แก่ ระยะของ fibrosis อายุ และเพศ โดยผู้ป่วยอายุมากกว่า 40 ปี เพศชาย หรือมี platelet count ต่ำในช่วงปกติ (<180,000/mm³) อาจได้ประโยชน์จากการรักษามากกว่า
  • ผู้ที่มี advanced fibrosis ระดับ F3/F4 แนะนำให้เริ่มการรักษา โดย non-invasive tests ที่มี sensitivity สูงในการประเมิน advanced fibrosis ได้แก่ FIB-4 >1.45 และ vibration-controlled elastography ≥8 kPa
  • ปัจจัยอื่นที่ควรนำมาพิจารณาในการทำ shared decision-making ได้แก่ จำนวนยาที่ต้องรับประทาน ค่าใช้จ่ายในการรักษา และความจำเป็นในการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ
  • หากยังไม่เริ่มการรักษา ควรติดตาม ALT และ HBV DNA ทุก 3–6 เดือนในปีแรก และทุก 6 เดือนหลังจากนั้น โดยควรประเมินการตัดสินใจเริ่มรักษาซ้ำทุกครั้งที่มาติดตาม เนื่องจากปัจจัยและความต้องการของผู้ป่วยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา หากมีการดำเนินโรคไปสู่ advanced fibrosis/cirrhosis หรือเปลี่ยนเข้าสู่ระยะ HBeAg-negative immune-active phase ควรเริ่มการรักษา
  • ในผู้ที่มี ALT สูงต่อเนื่อง แต่ HBV DNA <2,000 IU/mL ควรประเมินหาสาเหตุอื่นของ liver injury และให้การรักษาตามสาเหตุนั้นหากตรวจพบ

การหยุด nucleos(t)ide analogue therapy  

ผู้ป่วย chronic hepatitis B ที่เป็น HBeAg-negative ไม่มี cirrhosis และสามารถกด HBV DNA ได้ต่อเนื่องระหว่างได้รับ nucleos(t)ide analogue แนะนำ “ไม่ให้หยุดยา” จนกว่าจะเกิด HBsAg loss
(ระดับคำแนะนำ: มีเงื่อนไข; ความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์: ต่ำมาก)
  • ผู้ป่วยที่ต้องการหยุด antiviral therapy ควรใช้ shared decision-making ร่วมกับแพทย์ และผู้ที่อาจพิจารณาหยุดยาควรมีคุณสมบัติครบทุกข้อ ได้แก่
    • ไม่มีประวัติ cirrhosis, hepatic decompensation, HCC หรือ extrahepatic complications ของ HBV
    • หากเดิมเป็น HBeAg-positive ต้องมี HBeAg-negative/anti-HBe positive ≥1 ปี
    • HBV DNA undetectable ≥2 ปี
    • HBsAg <100 IU/mL
    • ไม่มี HIV หรือ HDV coinfection
    • สามารถติดตามอาการได้อย่างสม่ำเสมอ
  • หลังหยุดยา ควรติดตาม ALT และ HBV DNA ทุก 1 – 3 เดือนในช่วง 6 เดือนแรก ทุก 3 เดือนในช่วง 6–12 เดือนถัดมา และทุก 3 – 6 เดือนหลังจากนั้น  
  • ควรเริ่ม antiviral therapy ใหม่ทันที หากมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ คือ HBV DNA ≥10,000 IU/mL, ALT >5× ULN, total bilirubin >2.5 mg/dL หรือมี hepatic decompensation  
  • นอกจากนี้ สามารถกลับมาเริ่มรักษาได้ หากผู้ป่วยต้องการ มี extrahepatic complications หรือกลับเข้าเกณฑ์การรักษาใหม่ (HBV DNA ≥2000 IU/mL ร่วมกับ ALT >2× ULN)  


แนวทางการเฝ้าระวัง hepatocellular carcinoma (HCC)

  • ในผู้ที่เกิด HBsAg loss แล้ว แนะนำให้ติดตามเฝ้าระวัง HCC ต่อเนื่องในผู้ที่มี cirrhosis มีประวัติครอบครัวเป็น HCC ผู้ชายที่เกิด HBsAg loss หลังอายุ 40 ปี และผู้หญิงที่เกิด HBsAg loss หลังอายุ 50 ปี
    (ระดับคำแนะนำ: มีเงื่อนไข; ความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์: ต่ำมาก)
  • ในผู้ที่มี HBV-HDV coinfection แนะนำให้ทำ HCC surveillance ในผู้ใหญ่ทุกรายโดยไม่ขึ้นกับการมี cirrhosis ส่วนในเด็กควรพิจารณาเป็นรายบุคคล เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความเสี่ยงของ HCC ที่ชัดเจนในประชากรกลุ่มนี้
    (ระดับคำแนะนำ: มีเงื่อนไข;  ความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์: ต่ำมาก)
  • ในผู้ที่มี HBV-HIV coinfection แนะนำให้ทำ HCC surveillance ในผู้ชายอายุ ≥18 ปี และผู้หญิงอายุ ≥40 ปี
    (ระดับคำแนะนำ: มีเงื่อนไข; ความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์: ต่ำมาก)
  • ในผู้ที่มี HBV-HCV coinfection แนะนำให้รักษา HCV และพิจารณา HCC surveillance ตามเกณฑ์เดียวกับผู้ป่วย HBV mono-infection
    (ระดับคำแนะนำ: มีเงื่อนไข; ความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์: ต่ำมาก)

รูปที่ 1 แนวทางการคัดกรอง การพิจารณาเริ่มการรักษา และการติดตามระยะยาวแบบเป็นขั้นตอน ตามแนวทางปฏิบัติ AASLD  ปี 2025 ฉบับปรับปรุงล่าสุด (ดัดแปลงจากเอกสารอ้างอิงหมายเลข 4)

 

เอกสารอ้างอิง
  1. World Health Organization. Global hepatitis report 2024. Geneva: World Health Organization; 2024
  2. Posuwan N, Wanlapakorn N, Sa-nguanmoo P, et al. The success of a universal hepatitis B immunization program as part of Thailand’s EPI after 22 years’ implementation. PLoS One. 2016;11(3):e0150499.
  3. World Health Organization. Guidelines for the prevention, diagnosis, care and treatment for people with chronic hepatitis B infection. Geneva: World Health Organization; 2024
  4. Terrault NA, Lok ASF, McMahon BJ, et al. AASLD practice guidance on prevention, diagnosis, and treatment of chronic hepatitis B. Hepatology. 2025
PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก