“อาจยังไม่ถึงเวลาของต้นกล้าต้นนั้นที่จะเบ่งบาน รดน้ำพรวนดินต่ออีกหน่อยก็ได้”
ศ.คลินิก พญ. สุภาวดี ลิขิตมาศกุล
อุปนายก คนที่ 2 และเหรัญญิก สมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย
กรรมการกลาง สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย
ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร
บทสัมภาษณ์จากวารสาร CVM ฉบับที่ 120 ปี 2564
แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาต่อมไร้ท่อ
เรียนมัธยมต้นที่ โรงเรียนสตรียะลา จังหวัดยะลา สมัยเรียนชอบวิชาคณิตศาสตร์ เพราะเป็นการเรียนทักษะ การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา ทำให้ชอบและสนุก ได้ติดตามคุณพ่อมารักษาตัวที่แผนก orthopedics ที่โรงพยาบาลเลิดสิน โดยพักที่บ้านคุณลุง พบลูก ๆ คุณลุงเรียนแพทย์กัน คุณพ่อพูดมาตลอดว่า ถ้าได้เรียนแพทย์ก็ดีเป็นผู้หญิง จะได้มีอาชีพที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น มีความมั่นคง พึ่งตนเองได้ จึงตัดสินใจสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งเป็นความท้าทายของเด็กต่างจังหวัด และสอบเอนทรานซ์ติดที่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คุณพ่อดีใจมาก และบอกว่าต้องเรียนให้สำเร็จ จบแล้วรับราชการ ทำงานช่วยเหลือคนไข้เหมือนที่คุณพ่อได้รับความเมตตากรุณาจากทีมหมอที่ดูแลมาตลอด
เหตุการณ์ที่ประทับใจตอนเป็นแพทย์ใช้ทุนที่ โรงพยาบาลบันนังสตา จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นโรงพยาบาล 10 เตียง ได้เรียนรู้และเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ฝึกความรับผิดชอบและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ได้ผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้ค้นพบว่า เราไม่เหมาะเป็นอายุรแพทย์ ไม่ชอบผ่าตัด จึงตัดสินใจมาเรียนเป็นแพทย์ประจำบ้านกุมารเวชศาสตร์ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เรียน 3 ปี ช่วงปีที่ 2 ต้องเรียนรู้ผ่านทุกสาขาวิชา ช่วงที่ผ่านวิชาต่อมไร้ท่อ พอดีมี อ. พญ. อวยพร ปณะมณฑา (ตำแหน่งในช่วงนั้น) มาดูงานต่อมไร้ท่อ อาจารย์สอนการเรียนรู้ผ่านแฟ้มรายงานผู้ป่วย ได้เห็นภาพรวมของการคิด การวางแผนตรวจรักษาในผู้ป่วยแต่ละรายที่ไม่เหมือนกัน รู้สึกสนุก เป็นการคิดวิเคราะห์ปัญหา พอมีผล Lab ออกมาที่เป็นการพิสูจน์ว่า เราคิดได้ถูกต้องหรือใกล้เคียงกับสาเหตุความผิดปกติของต่อมนั้นหรือไม่
เมื่อจบแพทย์ประจำบ้านปี 3 มาเป็นแพทย์ประจำบ้านต่อยอดทางด้านต่อมไร้ท่อ พิษวิทยา และผิวหนังอีก 1 ปี โดยมี รศ. นพ. เหลือพร ปุณณกันต์ (ตำแหน่งในช่วงนั้น) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ได้เรียนรู้จากอาจารย์ในสาขาวิชาทั้งสามท่าน อ. พญ. ชนิกา ตู้จินดา อ. นพ. กิตติ อังศุสิงห์ และ อ. นพ. เหลือพร ปุณณกันต์ และการทำโครงการการให้ความรู้โรคเบาหวานศิริราช ของ อ. พญ. ชนิกา ตู้จินดา และ อ. พญ. วรรณี นิธิยานันท์ ที่จัดอบรมบุคลากรพยาบาลในศิริราช และจัดค่ายเบาหวานครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2533 จึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เลือกเรียนวิชาต่อมไร้ท่อในปีที่ 2 ต่อมาได้บรรจุเข้าเป็นอาจารย์ในสาขาต่อมไร้ท่อ และไปศึกษาต่อวิชาต่อมไร้ท่อในเด็กและวัยรุ่นที่ The Ray William Institute of Pediatric Endocrinology and Diabetes, The Children Hospital, Sydney University. NSW Australia และร่วมกิจกรรมค่ายเบาหวานนานาชาติ International diabetes Camp, Melbourne Australia และกลับมาเป็นอาจารย์ในสาขาต่อมไร้ท่อ ทำงานบริการคลินิกต่อมไร้ท่อ ดูแลผู้ป่วยต่อมไร้ท่อในเด็กทุกต่อมสุดท้ายมุ่งทำงานบริการและวิจัย ด้านโรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่นเป็นหลัก แยกเปิดคลินิกเบาหวานเด็กและวัยรุ่นเป็นแห่งแรก และต่อยอดงานหน่วยงานกลางเบาหวานศิริราช มาเป็นศูนย์ความเป็นเลิศเบาหวานศิริราช มีคลินิกศูนย์เบาหวานมีหลักสูตรผู้ให้ความรู้เบาหวาน (Si-CDE) ผลิตผู้ให้ความรู้ (Diabetes Educator) มาทำงานร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่คลินิกศูนย์เบาหวานในศิริราชและโรงพยาบาลอื่น

สิ่งที่รู้สึกภูมิใจที่สุด
เรื่องแรกคือ การตั้งใจพัฒนาตนเอง เรียนรู้เชื่อฟังคุณพ่อ คุณแม่ และได้ตอบแทนพระคุณด้วยการสร้างความฝันของตนเอง สอดคล้องกับความตั้งใจของท่าน คือ การเรียนแพทย์ จนถึงวันนี้ ยังจดจำแววตา น้ำเสียงความสุขของท่านได้ และการที่เราสามารถเลี้ยงชีพ มีการงานที่มั่นคง ดูแลตนเองและเอื้อเฟื้อแบ่งปันกับญาติพี่น้องได้ เป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพให้สมาชิกในครอบครัว
เรื่องที่สองคือ ได้ทำงานในทีมดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคประจำตัวตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น จนโตเป็นผู้ใหญ่ได้เรียนรู้จาก ศ.เกียรติคุณ พญ. ชนิกา ตู้จินดา ศ.เกียรติคุณ พญ. วรรณี นิธิยานันท์ ศ.เกียรติคุณ นพ. สุนทร ตัณฑนันท์ อดีตนายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ที่สอนให้เข้าใจทักษะการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม การรู้จักการทำงานที่สร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีมกับบุคลากรสหสาขาวิชาชีพการแบ่งปันความรู้ ร่วมกันแก้ไขปัญหา การจัดการ กิจกรรม Self-help group เกิดเป็นชมรมเพื่อเด็กและวัยรุ่นเบาหวานที่ต่อยอดมาจากการเข้าค่ายเบาหวานศิริราช www.thaidiabetes.com วารสาร Sugar free ที่สมาชิกร่วมกัน ประยุกต์ความรู้การแพทย์มาสู่การดูแลตนเองตามสไตล์ครอบครัวไทย และสามารถพัฒนา สืบต่อการจัดค่ายเบาหวานศิริราชมานาน จนย่างเข้าปีที่ 31 อีกทั้งเป็นการทำงานที่สอดคล้องกับการเป็นครูแพทย์ ทำให้มีเรื่องเล่าถึงประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยหลายมุมควบคู่กับวิชาการที่ทันสมัย
เรื่องที่สามคือ การต่อยอดให้ความรู้เรื่อง Diabetes Self Management Education and Supports (DSMES) และหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ให้ความรู้เบาหวาน สำหรับทีมสหสาขาวิชาชีพ (Certified Diabetes Educator) ในคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล การศึกษาหลังปริญญา หลักสูตร 1 ปี ที่ทีมศิริราช เราได้สะสมองค์ความรู้ประสบการณ์ต่อจากการสอนผู้ป่วยเบาหวานเด็กและวัยรุ่นเบาหวานชนิดที่ 1 ค่ายเบาหวานศิริราช ร่วมกับการประสานปรึกษาทำงานกับ International Diabetes Federation (IDF) และได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ Ms. Anne Belton (BA, CDE, MEd) Certified Diabetes Educator จาก The Michener institute of Education at UHN, Canada ท่านได้เพิ่มเติมสร้างความมั่นใจให้กับทีมเรา โดยเฉพาะเพิ่มเติมทฤษฎีที่จำเป็น สำหรับ Diabetes educator เช่น deep listening, stage of change model, motivation interview, adult teaching technique and mindfulness skills โดยนำความรู้การฝึกสติแนวพุทธมาประยุกต์ใช้หลักสูตรเปิดสอน เมื่อปี พ.ศ. 2560 และมีนักศึกษาเรียนต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องที่สี่ ใน 7 ปีที่ผ่านมาได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญต่อมไร้ท่อหลายสถาบันทั้งกุมารแพทย์และอายุรแพทย์ทำงานกับ สปสช. จนเกิดเครือข่ายบริบาลและลงทะเบียนผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานวินิจฉัยก่อนอายุ 30 ปี (T1DDAR CN) จนมาถึงปัจจุบัน ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ในสิทธิ สปสช. ได้รับอุปกรณ์ ชุดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ทำให้การพัฒนาการบริบาลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดเป็นรูปธรรม
ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ
ปัจจัยแรก การรู้จักนำองค์ความรู้มาต่อยอด อย่างเรื่องการสืบต่องานอย่างเป็นระบบของอาจารย์อาวุโสในหน่วยงาน ส่วนตัวมองเป็นข้อดี เพราะทำให้เราไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ อย่างที่ทำเรื่องค่ายเบาหวานต่อเนื่องมา และต่อยอดมุมมองประสบการณ์ความรู้ใหม่ ๆ
ปัจจัยที่สอง การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การเปิดใจให้น้อง ๆ รุ่นใหม่ เพื่อนร่วมงาน มาร่วมพัฒนา ด้วยทักษะที่เราไม่ถนัด ทำให้เกิดการทำงานเป็นทีม มีงานวิจัยต่อเนื่อง อย่างงานค่ายเบาหวานในช่วงแรกเป็นการสร้างทีม ทำงาน และดำเนินการ ต่อมามีอาจารย์รุ่นน้องมาร่วมกัน ทำงานวิจัยลักษณะ R2R เป็นการทำให้เกิดผลงาน รูปธรรมที่ตีพิมพ์ได้ เมื่อเวลาผ่านไป พบว่าเกิดประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย ผู้ป่วยร่วมโครงการมีความผูกพันได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทีมทำงานมีผลงานร่วมกัน
ปัจจัยที่สาม การชื่นชมยินดีต่อความสำเร็จ ทั้งส่วนบุคคล และทีมที่มีร่วมกันอย่างจริงใจ รวมทั้งการรู้-รัก-สามัคคีในทีมที่ทำงานร่วมกัน
กว่าจะถึงวันที่ประสบความสำเร็จเจออุปสรรคอะไรบ้าง แล้วเอาชนะอย่างไร
ในการทำงานบางอย่าง มีหลายครั้งที่ตั้งใจจะทำ แต่ไม่มีจังหวะและโอกาส หรือมีงานอื่นเข้ามา ถ้ายังมีความเชื่อมั่นและมุ่งมั่นว่า สิ่งที่คิดเป็นสิ่งที่ดี เราจะไม่ปล่อยทิ้งไป ตั้งใจศึกษาหาข้อมูล สร้างประสบการณ์เพิ่มเติม สั่งสมกัลยาณมิตรไว้ เมื่อถึงเวลาก็นำมาทำต่อ ต้องรู้จักผ่อน ยอมรับ หาเหตุและผล รู้จักรุก รู้จักตั้งรับ รู้จักกาล รู้จักบุคคล ชุมชน การแบ่งปัน การให้คนในทีมมีส่วนร่วมในงาน จะสามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคได้ แต่บางครั้งอาจไม่สำเร็จ ก็เสียใจ แต่ไม่ท้อแท้ คำที่ใช้ปลอบใจตัวเองเสมอคือ ไม่เป็นไร อาจยังไม่ถึงเวลาของต้นกล้าต้นนั้นที่จะเบ่งบาน รดน้ำพรวนดินต่ออีกหน่อยก็ได้ ทำเรื่องอื่นไปก่อน อีกเรื่องที่เรียนรู้ คือ การงานหลายอย่างเป็นงานที่เรียนรู้จากผู้ที่ทำอยู่เดิม สามารถต่อยอดพัฒนาเพื่อให้งานสมบูรณ์ ทันสมัยขึ้น หลักการต่าง ๆ บนโลกใบนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย แต่กระบวนการพัฒนา การเชื่อมโยง ต่อยอดที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น ต้องไม่ลืมหลักการเบื้องต้นเสมอ ทิศทางของเราจะมั่นคง และจะได้รับการสนับสนุนเชื่อมโยงได้

ถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้บางเรื่องอยากกลับไปทำเรื่องใดมากที่สุด
ทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิต เป็นจังหวะและโอกาสเสมอเมื่อช่วงเวลานั้น ๆ อย่างตอนไปเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนใหญ่แพทย์จะไปเรียนต่อที่อเมริกามากกว่า น้อยคนจะไปออสเตรเลีย ตอนนั้นคล้ายถูกบังคับ ไม่ได้มีโอกาสเลือกเอง แต่เมื่อมาถึงปัจจุบันพบว่า เรามีประสบการณ์อีกมุมมองที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร และยังเป็นการพิสูจน์ว่า “เหตุบังเอิญไม่มีในโลก”
ใครคือบุคคลที่เป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน
ท่านแรกคือ คุณพ่อ ท่านเป็นต้นแบบในหลาย ๆ เรื่อง ยกตัวอย่างเรื่องของการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมรอบตัว ตอนเด็ก พ่อจะสอนให้เราดูถนน เสาไฟฟ้าให้เพลิน ๆ และถามว่า ถนนสายนี้ตรงหรือโค้ง สอนให้ดูร่มเงา บนท้องนา ตอนนั่งรถไฟ และถามว่าทำไม บางหย่อมร้อน บางหย่อมเป็นร่มเงา รวมทั้งการฝึกฝนทักษะส่วนตนในด้านต่าง ๆ
ท่านที่สองคือ ศ.เกียรติคุณ พญ. ชนิกา ตู้จินดา ศ.เกียรติคุณ พญ. วรรณี นิธิยานันท์ และ รศ. พรศรี ศรีอัษฎาพร (อาจารย์พยาบาลร่วมสอนผู้ป่วยเด็กเบาหวานที่ค่ายเบาหวานตั้งแต่ค่ายแรก) ทั้งสามท่านเป็นต้นแบบในเรื่อง “การทำงานเป็นทีม” แนวคิดการทำงานที่เรียกว่า “Multitask” “สุขในการทำงาน” แม้เนื้องานจะแตกต่างกัน แต่การบริหารจัดการของทั้งสามท่านและการทำงานโดยมุ่งประโยชน์เพื่อผู้ป่วยส่วนรวมเป็นที่หนึ่งเหมือนกันและอาจารย์อีกหลายท่านที่สอนและแสดงให้เห็น ทั้งเรื่องชีวิต แนวคิดคุณธรรม การฝึกสมาธิ เพื่อการทำงาน
คติหรือหลักการที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต
หลักการแรก คือ มีโอกาสเรียน รู้จัก ธรรมะ หลักความเป็นจริงของชีวิตตั้งแต่วัยทำงาน เป็นกำไรชีวิต “สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ เหตุดี ผลดี เหตุไม่ดีผลไม่ดี” เมื่อนำมาพัฒนาร่วมกับการทำงานในช่วงชีวิต มีผลทำให้รู้จักการอดทน มีความเพียรพยายาม ความมุ่งมั่น การเรียนรู้จักจิตใจ อารมณ์ของตัวเรา ของผู้อื่นทำให้เกิดความเข้าใจและชอบทำงานเป็นทีมมากกว่าทำงานคนเดียว
หลักการที่สอง คือ คำสอนของสมเด็จพระบรมราชชนก “พึงถือประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นที่หนึ่ง ประโยชน์ตนเป็นที่สอง” เพราะจากการดำเนินชีวิตมาถึงปัจจุบัน การเป็นอยู่ของพวกเราที่เป็นสัตว์สังคม ถ้าคนในสังคมดี ก็อยู่เป็นสุข คนในสังคมทะเลาะกัน ก็ไม่มีความสุข เราอยู่ในบ้านเรา บ้านเราสวยหรู อยู่สบาย แต่ถ้าไม่สนใจคนในหมู่บ้าน ก็ไม่สามารถมีความสุขบ้านเดียวได้ แต่ถ้ามองทุกอย่างเป็นมุมมองเพื่อนมนุษย์ คนรอบตัวมีความสุขสบาย ปลอดภัย เราก็สุขสบาย และปลอดภัยไปด้วย
มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางในอนาคตเป็นอย่างไร
เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน ทุกคนมีความคิดเป็นของตนเอง มีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน แต่ทักษะการสื่อสารมีปัญหา เราชอบใช้วิธีการระบายหรือส่งต่อความคิดทาง social ที่ทำได้รวดเร็ว แต่การทำอะไรที่รวดเร็วนั้นย่อมมีเรื่องของอารมณ์ ความชอบหรือไม่ชอบในการสื่อสาร ทำให้เกิดช่องว่างทั้งระหว่างวัย หน่วยงาน สาขาวิชาชีพ ภาษาที่ใช้ และวัฒนธรรม ส่วนตัวมองว่า คนไทยเรามีความสามารถมีองค์ความรู้ที่ดี
แต่ต้องมีสติ อย่าใช้อารมณ์ ร่วมกันสร้างรากฐานด้านนวัตกรรม ร่วมกันสื่อสาร ยอมรับในความแตกต่าง สร้างสรรค์งานร่วมกัน เราจะสามารถเป็น Hub การแพทย์ที่ดี การท่องเที่ยว การต้อนรับของทีมทำงานพยาบาลบุคลากรสาธารณสุขมีความเป็นไทย มีน้ำใจ
แม้ในด้านเทคโนโลยี molecular study, precision medicine, bio-technology ในการผลิตยา อุปกรณ์ นวัตกรรมต่าง ๆ ก็คิดและเชื่อมั่นว่า แพทย์ไทยและทีมวิศวการแพทย์ไทย ก็ไม่แพ้ใคร หากเรามีการสื่อสารต่อกัน ร่วมกันทำงานเป็นทีม และมีงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ
ข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ว่า จะสำเร็จต้องทำอย่างไร
สำหรับแพทย์ทั่วไปที่จะไปเป็นแพทย์ใช้ทุนเป็นน้องเล็กในโรงพยาบาล ระยะเวลา 3 – 5 ปีแรกนี้ ควรสร้างประสบการณ์ชีวิต ฝึกเรียนรู้ และเข้าใจว่าเราเป็นอย่างไร มองไปข้างหน้า งานอาจจะหนัก มีอุปสรรคต่าง ๆ ถ้าเราผ่านบททดสอบนี้ได้ ก็จะสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง ถ้าไม่ไหว ให้สื่อสารกับหัวหน้า หน่วยงาน หาข้อสรุป ทำความเข้าใจ ยอมรับเหตุและผลนั้น และปฏิบัติตามที่สรุป ไม่ค้างคาใจ เวลาพักผ่อนก็พักผ่อนเต็มที่ การพัฒนาของสติปัญญา ความนึกคิด การปล่อยความคิด ศักยภาพความเป็นมนุษย์ในตัวเราจะเจริญเติบโตได้ เราก็จะผ่านชีวิตแต่ละช่วงเวลาไปได้อย่างเหมาะสม
สำหรับกุมารแพทย์ในสาขาต่อมไร้ท่อ ในส่วนของการดูแลผู้ป่วยระบบต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นในปัจจุบัน การแพทย์เจริญพัฒนาก้าวหน้ามากผู้ป่วยมีคุณภาพ สามารถเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสังคมได้ดี โดยมีเพียงคำว่าโรคประจำตัว แต่ภายนอกดูปกติ ปัญหาคือ จะส่งต่อผู้ป่วยไปสู่มือของอายุรแพทย์ต่อมไร้ท่ออย่างไรให้ราบรื่น ให้ผู้ป่วยรู้สึกมั่นใจกับแพทย์ประจำตัวท่านใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานเด็กและวัยรุ่น ผู้ป่วยปัญหาต่อมใต้สมองต้องมีฮอร์โมนชดเชยต่อเนื่อง ต่อมธัยรอยด์ ต่อมหมวกไต congenital adrenal hyperplasia และอื่น ๆ บางกลุ่มอาการต้องใช้ฮอร์โมนทดแทนที่เฉพาะ อาจไม่มีในโรงพยาบาลทั่วไป หรือเบิกจ่ายไม่ได้เพราะเป็น orphan drugs อุปกรณ์เฉพาะที่ไม่อยู่ในบัญชี เป็นต้น ดังนั้น แพทย์เฉพาะทางสาขานี้ต้องดูแล พัฒนา บริหารจัดการระบบ เรื่องการส่งต่อ การรักษาระยะยาว การตรวจด้านmolecular study เพื่อการวินิจฉัยเฉพาะโรค และควรทำงานร่วมกับสมาคมวิชาชีพ กรมการแพทย์ในการร่วมพัฒนาระบบต่าง ๆ ในกระทรวงสาธารณสุขให้สอดคล้องและยั่งยืน

