

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ กุมารแพทย์ทุกท่าน ใน CIM ฉบับนี้ ทีมบรรณาธิการยังคงตั้งใจนำเสนอประเด็นสุขภาพเด็กที่มีความสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ทุกท่านสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลผู้ป่วยและสื่อสารกับครอบครัวได้อย่างรอบด้านและเข้าใจง่ายนะคะ
ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดโรคที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคท้องร่วง โรค leptospirosis, dengue infection ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กและวัยรุ่นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งความกลัว ความไม่มั่นคง และการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องจึงได้จัดทำคำแนะนำสำหรับประชาชนเกี่ยวกับการดูแลสภาพจิตใจของเด็กและวัยรุ่นหลังน้ำท่วม โดยเน้นหลักการสำคัญ เช่น การสร้างความรู้สึกปลอดภัย เปิดโอกาสให้เด็กได้ระบายความรู้สึก การกลับสู่กิจวัตรประจำวันให้เร็วที่สุด และการจำกัดการรับข่าวสารที่กระตุ้นความเครียด รวมถึงบทบาทสำคัญของครอบครัวและโรงเรียนในการช่วยให้เด็กและวัยรุ่นฟื้นตัวทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์หลังเผชิญภัยพิบัติ สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.thaipediatrics.org/6241/
ในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา เกิดความสับสนเรื่องการใช้ growth hormone ในสื่อสังคมออนไลน์และในหมู่ประชาชน ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย ได้ออกคำแนะนำข้อบ่งชี้การใช้ growth hormone ได้แก่ 1) ภาวะขาด growth hormone ที่ยืนยันจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 2) Turner syndrome ในเด็กผู้หญิง 3) เด็กที่มีประวัติ small for gestational age (SGA) และยังมีการเจริญเติบโตต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อโตขึ้น กุมารแพทย์ควรให้ความรู้แก่ประชาชนว่า การใช้ growth hormone อาจเกิดผลข้างเคียงได้ และจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ สามารถสั่งจ่ายได้เฉพาะในโรงพยาบาลโดยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อมไร้ท่อเท่านั้น สามารถอ่านบทความฉบับเต็มที่ได้ที่ https://www.thaipediatrics.org/5931/
ความปลอดภัยของวัคซีนในเด็ก
เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีกระแสข่าวการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนในเด็กทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีการกล่าวหาว่าวัคซีนทำให้เกิดภาวะออทิซึม (autism) และประเด็นคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารอะลูมิเนียมในวัคซีนบางชนิด และไทเมอโรซาลในวัคซีนที่บรรจุหลายโดส ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศคำชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว และยืนยันความปลอดภัยของวัคซีนในเด็ก และไม่ก่ออันตรายต่อร่างกาย รวมทั้งไม่ทำให้เกิดภาวะออทิซึม หรือโรคซนสมาธิสั้น หรือความผิดปกติทางพัฒนาการอื่น ๆ กุมารแพทย์ควรให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้ปกครอง และเน้นย้ำความสำคัญของวัคซีนในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อปกป้องเด็กจากโรคติดเชื้อ ซึ่งอาจมีความรุนแรงหรืออาจถึงเสียชีวิตได้ สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.thaipediatrics.org/5942/ เช่นเดียวกับองค์กรวิชาชีพในต่างประเทศ ต่างก็ประกาศยืนยันความปลอดภัยของวัคซีน เช่น American Academy of Pediatrics ศึกษารายละเอียดได้ที่ https://www.aap.org/en/news-room/fact-checked/fact-checked-vaccines-safe-and-effect-no-link-to-autism/
ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคุณค่าทางโภชนาการของนมวัว
ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมามีประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเกี่ยวกับข้อมูลคลาดเคลื่อนในสื่อออนไลน์เรื่องคุณค่าทางโภชนาการของนมวัว อาการข้างเคียง รวมทั้งข้อมูลที่สร้างความสับสนระหว่างการแพ้โปรตีนนมวัว และภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำคำแนะนำในกรณีดังกล่าว มีประเด็นสำคัญโดยย่อดังนี้
- อาการข้างเคียงที่เกิดจากการบริโภคนมวัว แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ
- ภาวะแพ้โปรตีนนมวัว (Cow’s milk protein allergy/ CMPA) เป็นปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันต่อ “โปรตีน” ในนมวัว อาจเป็นการแพ้แบบเฉียบพลัน (ภายใน 1 – 2 ชั่วโมง) หรือแบบล่าช้า (48 – 72 ชม.) การวินิจฉัยอาศัยประวัติ ตรวจร่างกาย และการตอบสนองหลังงดโปรตีนนมวัว ซึ่งอาการจะหายหลังงดนมวัว และอาการจะกลับมาเป็นซ้ำเมื่อทดลองกินนมวัวอีก การทดสอบควรรอให้อาการหายดีแล้วประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ แต่ในรายที่อาการแพ้รุนแรง ควรทดสอบอย่างระมัดระวังในโรงพยาบาล หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การตรวจเลือดหา specific IgE ต่อโปรตีนนมวัว (สูงกว่า 5 kUA/L ในทารก หรือสูงกว่า 15 kUA/L ในเด็กมากกว่า 1 ปี) หรือทดสอบภูมิแพ้ที่ผิวหนัง (skin prick test) จะช่วยในการวินิจฉัยเฉพาะกรณีอาการแพ้ชนิด IgE-mediated ส่วนผู้ป่วยที่เกิดการแพ้ชนิด non-IgE mediated ผลการตรวจจะเป็นลบ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะส่งตรวจดังกล่าว
การรักษาคือ การงดนมวัวและให้กินนมแม่ โดยที่แม่ควรงดนมวัวและผลิตภัณฑ์นมวัว หากไม่สามารถให้นมแม่ได้ ทารกต้องได้รับนมสูตรพิเศษที่ใช้รักษาภาวะแพ้โปรตีนนมวัว เช่น extensively hydrolyzed formula (eHF) เด็กอายุเกิน 1 ปี อาจให้ดื่มนมถั่วเหลืองที่เสริมแคลเซียมก็ได้ อย่างไรก็ตาม เด็กที่แพ้โปรตีนนมวัวอาจพบการแพ้นมถั่วเหลืองร่วมด้วยประมาณร้อยละ 10 – 25 ส่วนใหญ่เด็กหายจากการแพ้โปรตีนนมวัวเมื่ออายุ 1 – 4 ปี - ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง ทำให้เกิดอาการทนน้ำตาลแล็กโทสไม่ได้ (lactose intolerance) เช่น ท้องอืด แน่นท้อง ปวดท้อง มีลมมาก ถ่ายเหลว สาเหตุเกิดจากเยื่อบุลำไส้เล็กสร้างเอนไซม์แล็กเทสลดลง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทสชั่วคราว หรือเรียกว่า secondary lactase deficiency ซึ่งพบตามหลังการอักเสบติดเชื้อในลำไส้เล็ก (เช่น viral gastroenteritis) หรือโรคอื่น ๆ ที่ทำให้เยื่อบุลำไส้เล็กบาดเจ็บ การรักษาคือ รักษาโรคสาเหตุ เมื่อพยาธิสภาพในลำไส้เล็กหายดี การย่อยแล็กโทสจะกลับมาเป็นปกติ ส่วนอีกกลุ่มได้แก่ ภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทสตามพันธุกรรม (late-onset lactase deficiency) พบในเด็กโตและผู้ใหญ่ ที่เยื่อบุลำไส้สร้างแล็กเทสได้ลดลงเมื่อเด็กโตขึ้น แนะนำให้ลดการบริโภคน้ำตาลแล็กโทสให้อยู่ในปริมาณที่ไม่ทำให้มีอาการ
- ภาวะแพ้โปรตีนนมวัว (Cow’s milk protein allergy/ CMPA) เป็นปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันต่อ “โปรตีน” ในนมวัว อาจเป็นการแพ้แบบเฉียบพลัน (ภายใน 1 – 2 ชั่วโมง) หรือแบบล่าช้า (48 – 72 ชม.) การวินิจฉัยอาศัยประวัติ ตรวจร่างกาย และการตอบสนองหลังงดโปรตีนนมวัว ซึ่งอาการจะหายหลังงดนมวัว และอาการจะกลับมาเป็นซ้ำเมื่อทดลองกินนมวัวอีก การทดสอบควรรอให้อาการหายดีแล้วประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ แต่ในรายที่อาการแพ้รุนแรง ควรทดสอบอย่างระมัดระวังในโรงพยาบาล หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การตรวจเลือดหา specific IgE ต่อโปรตีนนมวัว (สูงกว่า 5 kUA/L ในทารก หรือสูงกว่า 15 kUA/L ในเด็กมากกว่า 1 ปี) หรือทดสอบภูมิแพ้ที่ผิวหนัง (skin prick test) จะช่วยในการวินิจฉัยเฉพาะกรณีอาการแพ้ชนิด IgE-mediated ส่วนผู้ป่วยที่เกิดการแพ้ชนิด non-IgE mediated ผลการตรวจจะเป็นลบ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะส่งตรวจดังกล่าว
- นมผงที่ผลิตตามมาตรฐาน มีการเก็บและใช้งานอย่างถูกสุขลักษณะ รวมทั้งการละลายน้ำตามอัตราส่วนที่ถูกต้อง มีสารอาหารหลักและคุณค่าทางโภชนาการเช่นเดียวกันกับนมสด
- เด็กไทยอายุ 1 ปีขึ้นไป แนะนำให้เด็กดื่มนมวันละ 2 – 3 แก้ว เพื่อเสริมโปรตีน พลังงาน แร่ธาตุโดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลเซียมซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเสริมให้กระดูกแข็งแรง
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.thaipediatrics.org/6191/
แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชนน์ พ.ศ. 2568
- การตรวจทางพันธุศาสตร์ถือเป็นรากฐานสำคัญในการดูแลผู้ป่วย DMD กรณีที่สงสัยโรค DMD แนะนำให้ตรวจคัดกรองด้วยค่าเอนไซม์กล้ามเนื้อ CK ก่อน ค่ามักสูงเกิน 2,000 U/L จากนั้นแนะนำให้ส่งตรวจ multiplex ligation-dependent probe amplification (MLPA) for DMD gene ซึ่งสามารถตรวจพบการกลายพันธุ์ได้ประมาณร้อยละ 70 หากตรวจไม่พบความผิดปกติแนะนำให้ส่งตรวจ sequencing เช่น exome sequencing, gene panel หรืออาจพิจารณาตรวจ muscle biopsy ในบางกรณี – นอกจากนี้ มารดาและสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาพาหะของโรคต่อไป
- แนวทางการรักษามาตรฐานคือ การให้ยา glucocorticoid ตั้งแต่เด็กเริ่มแสดงอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยทั่วไปอยู่ในช่วงอายุประมาณ 4 – 5 ปี และควรให้ยาต่อเนื่องตลอดชีวิต เป้าหมายของการรักษาคือ การรักษาระดับกำลังกล้ามเนื้อแขนและการใช้มือ รวมถึงชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ
- ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจเป็นปัญหาสำคัญและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับแรกในผู้ป่วย DMD แนะนำให้พิจารณาใช้ยากลุ่ม ACEIs หรือ ARBs เป็นยาตัวแรกเมื่อผู้ป่วยโรค DMD เข้าได้กับข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ 1) เมื่ออายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป แม้ไม่มีอาการทางระบบไหลเวียนโลหิตหรือ LVEF ปกติ 2) เริ่มแสดงอาการหัวใจล้มเหลว หรือมี LVEF < 55% 3) มีหลักฐานความผิดปกติของหัวใจจากการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีต่าง ๆ
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://pa-ebook-f5.com/books/mmsf/
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก : ทางเลือกใหม่สำหรับป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก หรือ Live Attenuated Influenza Vaccine (LAIV) เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่ทำให้อ่อนฤทธิ์จนไม่สามารถทำให้เกิดโรครุนแรงได้ แต่ยังสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเหมือนการติดเชื้อตามธรรมชาติ ข้อมูลปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพของ LAIV มีความแปรผันตามฤดูกาลและความเหมาะสมของสายพันธุ์ไวรัสที่ใช้ในวัคซีนแต่ละปี ข้อได้เปรียบที่สำคัญของ LAIV คือ ไม่ต้องฉีด ลดความเจ็บปวดและความกลัวเข็มในเด็ก สามารถกระตุ้นทั้ง systemic และ mucosal immunity รวมถึง cell-mediated immunity ผู้ที่ได้รับ LAIV มี antibody response ที่ดีในบริเวณเยื่อเมือกโพรงจมูก ซึ่งอาจช่วยลด viral shedding และการแพร่เชื้อในชุมชนได้ (herd protection) ทั้งนี้ วัคซีนทั้งชนิดพ่นและชนิดฉีดช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดการนอนโรงพยาบาลได้ดีเช่นกัน แต่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้ในระดับปานกลาง
คำแนะนำการใช้วัคซีนชนิดนี้ สามารถใช้ได้ในเด็กและผู้ใหญ่อายุ 2 – 49 ปี โดยการพ่นเข้าจมูกทั้ง 2 ข้าง ข้างละ 0.1 มิลลิลิตร ผู้รับวัคซีนไม่จำเป็นต้องกลั้นหายใจขณะรับวัคซีน สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ไม่เคยได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อน ต้องให้ 2 ครั้ง โดยห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ และให้ปีละ 1 ครั้งในปีถัด ๆ ไป ส่วนผู้ที่เคยได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อนแล้ว ให้วัคซีนปีละ 1 ครั้งทุกปี เช่นเดียวกับวัคซีนชนิดฉีด
อาการข้างเคียงที่พบได้ ได้แก่ น้ำมูกไหล คัดจมูก หรือมีไข้ต่ำ ๆ ซึ่งมักหายเองภายใน 1 – 3 วัน สำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำมูกมาก อาจพิจารณาเลื่อนการให้วัคซีนออกไป ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ เช่น oseltamivir และ zanamivir ภายใน 48 ชั่วโมงก่อนหรือ 14 วันหลังได้รับวัคซีน รวมถึงการใช้ baloxavir ภายใน 17 วันก่อนหรือ 14 วันหลังได้รับวัคซีน เนื่องจากการใช้ยาต้านไวรัสในช่วงเวลาดังกล่าวอาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง
ข้อห้ามการให้วัคซีนชนิดนี้ ได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิด wheezing ผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรง (anaphylaxis) ต่อส่วนประกอบในวัคซีน เช่น ประวัติแพ้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดฉีด ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง ผู้ป่วยตัดม้าม และผู้ดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ ผู้ป่วยโรคหอบหืดที่ควบคุมไม่ดีหรือมี wheezing ใน 12 เดือนที่ผ่านมา เด็กที่ได้รับยา aspirin หรือ salicylate เป็นประจำ และหญิงตั้งครรภ์
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.pidst.or.th/A1517.html
อัพเดทแนวทางการรักษาภาวะลำไส้แปรปรวน (irritable bowel syndrome, IBS) และ Functional abdominal pain–not otherwise specify (FAP-NOS) ในเด็ก พ.ศ. 2568
สมาคม ESPGHAN และ NASPGHAN ออกแนวทางปฏิบัติสำหรับการรักษา IBS) และ FAP‐NOS ในเด็กอายุ 4 – 18 ปี โดยเน้นการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและครอบครัวตั้งแต่แรกเพื่อให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับอาการปวดท้องที่มีความเชื่อมโยงระหว่างระบบทางเดินอาหารและสมอง การให้การวินิจฉัยเชิงบวก (ไม่จำเป็นต้องตรวจค้นมากเพื่อตัดโรคทางกายออกไปก่อนที่จะวินิจฉัย) ตระหนักถึงผลของ lifestyle และปัจจัยกระตุ้นอาการอื่น ๆ การตั้งเป้าหมายการรักษาที่เป็นจริง และอธิบายทางเลือกการรักษา นอกจากนี้ ยังเน้นว่า การปรับอาหาร แม้ดูเหมือนไม่มีอันตราย แต่การจำกัดอาหารอาจส่งผลเสีย โดยอาจทำให้เด็กเกิดความเครียด ขาดสารอาหาร และเสี่ยงต่อพฤติกรรมการกินผิดปกติ จึงควรใช้มาตรการนี้ด้วยความระมัดระวัง การใช้ยาแก้ปวด และ anticholinergic antispasmodics เพื่อช่วยบรรเทาอาการเป็นครั้งคราว ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนทั้งด้านประสิทธิผลและความปลอดภัย จึงควรใช้เท่าที่จำเป็น โดยภาพรวม ยังมีหลักฐานการศึกษาค่อนข้างน้อยสำหรับการรักษาทั้ง 2 ภาวะ
- การรักษาที่แนะนำอย่างยิ่ง (strong recommendation) ได้แก่ การบำบัดด้วยการสะกดจิตเชิงการรักษา (hypnotherapy) การปรับความคิดและพฤติกรรม (cognitive behavioral therapy, CBT)
- การรักษาที่อาจพิจารณา (conditional recommendation) ได้แก่ ยา enteric‐coated peppermint, amitriptyline, domperidone, cyproheptadine โพรไบโอติกส์แบบหลายสายพันธุ์ร่วมกับพรีไบโอติกส์ การรักษาด้วยการกระตุ้นไฟฟ้าผ่านผิวหนัง (percutaneous electrical nerve field stimulation)
- การรักษาที่ไม่แนะนำ เนื่องจากหลักฐานการศึกษาประสิทธิภาพยังไม่ชัดเจน ได้แก่ buspirone, mebeverine, drotaverine, citalopram รวมทั้งการเล่นโยคะ
การรักษาที่อาจพิจารณาเฉพาะใน IBS
เช่น ใยอาหารชนิดละลายน้ำ เช่น hydrolized guar gum, glucomannan, psyllium และ Lactobacillus rhamnosus GG ยาระบายใน IBS ชนิดท้องผูก และอาจพิจารณาใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการท้องเสียในเด็กที่เป็น IBS ชนิดท้องเสีย เช่น loperamide และ bile acid sequestrants
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่
Groen J, et al. J Pediatr Gastroenterol Nutr 2025;81:442-71.
เมื่อโลกเริ่มแบน social media: บทเรียนสำหรับกุมารแพทย์ไทย และทิศทาง Digital Literacy ในเด็กและวัยรุ่น
ช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ประเทศออสเตรเลียออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีบนแพลตฟอร์ม social media โดยแพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องป้องกันไม่ให้เด็กกลุ่มนี้สร้างหรือคงบัญชีใช้งาน มิฉะนั้นอาจถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก รัฐบาลให้เหตุผลว่ากฎหมายดังกล่าวมุ่งปกป้องเยาวชนจาก “predatory algorithms” ที่ออกแบบมาให้เกิดการเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสุขภาพจิตและพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่นในยุคดิจิทัล ขณะเดียวกัน หลายประเทศในยุโรปเลือกใช้แนวทางกำหนดอายุขั้นต่ำในการใช้ social media ที่อายุ 13 – 16 ปี และบังคับให้ต้องมีความยินยอมจากผู้ปกครอง อย่างไรก็ตามนักวิชาการจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสังเกตว่า การ “ปิดสวิตช์” จำกัดการเข้าถึงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และอาจผลักให้เด็กเปลี่ยนไปใช้งานบนพื้นที่ออนไลน์ที่ผู้ใหญ่ตรวจสอบได้ยากขึ้น
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยได้เสนอแนวคิด “ความฉลาดรู้เรื่องดิจิทัล (Digital literacy)” เป็นแกนสำคัญในการดูแลเด็กยุคออนไลน์ โดยมีคำแนะนำในแต่ละช่วงวัยดังนี้
- เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ควรหลีกเลี่ยงสื่อจอทั้งหมด ยกเว้นการ video‑chatting กับคนใกล้ชิด
- เด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป เข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านจอที่มีคุณภาพสูงไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน ภายใต้การใช้ parental control applications การคัดกรองเนื้อหาทั้งหมดโดยผู้ปกครอง
- สร้างกติกาในครอบครัวที่ชัดเจนเรื่องเวลา สถานที่ และประเภทสื่อ เช่น ไม่ใช้จอในห้องนอน ระหว่างมื้ออาหารหรือขณะเดินบนถนน และให้เข้าถึงสื่อได้หลังจากทำกิจวัตรประจำวันและงานที่ได้รับมอบหมายเรียบร้อยแล้ว
- ฝึกให้เด็กเริ่มประเมินข้อมูล การโฆษณา และผลกระทบของสื่อในโลกดิจิทัลได้อย่างถูกต้อง โดยมีผู้ปกครองคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
- กระตุ้นให้เด็กเล่าเรื่องซ้ำจากเนื้อหาที่ดู เพื่อประเมินความเข้าใจ แก้ไขจุดที่เข้าใจคลาดเคลื่อน และเสริมเนื้อหาให้ครบถ้วนมากขึ้น
- วัยรุ่นสามารถมีบัญชีและเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ได้ตามเกณฑ์อายุที่แต่ละแพลตฟอร์มกำหนด โดยอยู่ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันในครอบครัว ผู้ปกครองควรพูดคุยกับเด็กเป็นระยะเกี่ยวกับสื่อที่ใช้ ความปลอดภัย วิธีรับมือเมื่อถูกคุกคามทางไซเบอร์ และคอยเฝ้าติดตามอย่างเหมาะสม
- สอนให้เด็กใช้สื่ออย่างมีความรับผิดชอบ สื่อสารอย่างปลอดภัย เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้อื่น และร่วมกันสร้างเนื้อหาดิจิทัลที่มีสาระภายใต้การกำกับดูแลของผู้ปกครอง โดยมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาทักษะและตัวตนเชิงบวกของวัยรุ่นในโลกดิจิทัล
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ แนวทางส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ใน : Health Supervision for Children and Adolescents 2025 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย หน้า 195-200
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีในทารกแรกเกิด…มาตรการสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากแม่สู่ลูก
ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดประเด็นข้อเสนอของ Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP) ในสหรัฐอเมริกาว่า ไม่จำเป็นต้องให้วัคซีนการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเข็มแรกเกิดแก่ทารกที่แม่ไม่ได้เป็นพาหะ โดยอ้างอิงจากความชุกของโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) ในหญิงตั้งครรภ์ต่ำมากในสหรัฐอเมริกาและความครอบคลุมของการตรวจคัดกรอง HBsAg ในหญิงตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลในวงวิชาการอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีหลักฐานเชิงระบาดวิทยาที่ชี้ชัดว่า การละเว้นวัคซีนเข็มแรกเกิดอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการติดเชื้อ HBV ในทารกอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในบริบทที่มีระบบคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ที่ดีแล้วก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อใหม่ของมารดาในระหว่างตั้งครรภ์ ผลตรวจที่คลาดเคลื่อนเป็นผลลบลวง และทารกพลาดการรับวัคซีนตามกำหนดเวลาที่อายุ 2 เดือน หรืออาจมีหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี องค์กรวิชาชีพนานาชาติต่างก็ออกมาคัดค้านข้อเสนอของ ACIP สหรัฐอเมริกา และยืนยันความสำคัญของการให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีแก่ทารกแรกเกิดทุกรายภายใน 24 ชม.เป็นมาตรการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากแม่สู่ลูกที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ตามแนวทางองค์การอนามัยโลกที่ตั้งเป้าหมายกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบให้หมดในปี 2530
ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศจุดยืนยืนยันความสำคัญของการให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีแก่ทารกแรกเกิดทุกรายภายใน 24 ชม. เช่นเดียวกัน กรมควบคุมโรคยืนยันว่าประเทศไทยยังคงนโยบายให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีแก่ทารกแรกเกิดทุกรายภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด ทั้งนี้ ชี้แจงว่าแนวทางดังกล่าว ไม่เปลี่ยนแปลงจากกระแสข่าวในสหรัฐอเมริกา และยังคงมีความสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก รวมถึงลดภาระโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับในระยะยาว.
- https://www.fispghan.org/index.php/hepatitis-b
- https://publications.aap.org/aapnews/news/33915/AAP-Changes-to-hepatitis-B-recommendations?autologincheck=redirected; https://www.aasld.org/aasld-partner-organizations-sound-alarm-reverse-acips-hepatitis-b-birth-dose-rollback-now
- https://doi.org/10.1001/jama.2025.24996
- https://www.thaipediatrics.org/6249/
งานประชุมสาขากุมารเวชศาสตร์ที่น่าสนใจ ปี 2569
• Hot Topics in Pediatric Nutrition 2026 วันที่ 22 – 23 มกราคม 2569 โรงแรม Landmark Sukhumvit Bangkok
• Update on Infectious Diseases วันที่ 11 – 13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมสุโกศล
• Bangkok International Neonatology Symposium 2026 วันที่ 11 – 13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมแชงกรีล่า
• AAIAT Annual Meeting 2026 วันที่ 23 – 25 มีนาคม 2569 ณ Centara Grand Central World
• การประชุมใหญ่กุมารเวชศาสตร์ ครั้งที่ 91 วันที่ 23 – 25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมพีช โรงแรมรอยัลคลิฟ พัทยา
• Real World Experience in Pediatric Pulmonology and Critical Care วันที่ 11 – 15 พฤษภาคม 2569 โรงแรม Grande Centre Point Lumphini
• Asian Congress of Pediatric Nephrology 2026 วันที่ 12 – 14 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมสุโกศล







