อ.นพ. อภิชาติ สุวรรณจันทร์รัศมี
อายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจ
และภาวะวิกฤตโรคระบบหายใจ โรงพยาบาลสระบุรี
โดย สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย
http://www.tac.or.th/th/home-th
ภาวะกำเริบของโรคหืดชนิดรุนแรง (Severe asthma exacerbations) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน (Emergency department) และหอผู้ป่วยหนัก (ICU) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและการเสียชีวิต การจัดการผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในพยาธิสรีรวิทยาของโรคและการตั้งค่าเครื่องช่วยหายใจอย่างถูกต้อง เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตต่ำ (hypotension) และการบาดเจ็บของปอดที่เกิดจากการแรงดันอากาศที่มากเกินไป (barotrauma) หรือ ภาวะลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด (pneumothorax) เป็นต้น
พยาธิสรีรวิทยาที่สำคัญของ Asthmatic Attack
ภาวะกำเริบของโรคหืดเกิดจากปัจจัยกระตุ้นหลายอย่าง เช่น การติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส และสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อม ภาวะนี้จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของทางเดินหายใจอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการหดเกร็งของหลอดลม (bronchospasm) และการอุดกั้นทางเดินหายใจจากเสมหะเหนียว (mucus plugging) ซึ่งนำไปสู่การคั่งของอากาศในปอด (air trapping) และภาวะปอดขยายตัวมากเกินไป (dynamic hyperinflation) ซึ่งภาวะ dynamic hyperinflation ที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้ปริมาตรปอด ณ จุดสิ้นสุดของการหายใจออก (End-expiratory lung volume ; EELV) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดความดันค้างในถุงลม (intrinsic PEEP หรือ auto-PEEP) ภาวะนี้ทำให้กล้ามเนื้อกะบังลมถูกดันให้แฟบลงและทำงานหนักขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหายใจล้า (respiratory muscle fatigue) และเกิดภาวะหายใจล้มเหลว (acute respiratory failure) ในที่สุด
นอกจากนี้ ความดันในช่องอกที่สูงขึ้น ยังส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้การไหลกลับของเลือดดำเข้าสู่หัวใจลดลง และอาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ (hypotension) ได้
การจัดการทางยา (Pharmacologic Management)
การรักษาด้วยยา (Pharmacologic Management) เป็นหัวใจสำคัญในการจัดการภาวะหลอดลมหดเกร็งและการอักเสบ ไม่ว่าจะเป็นยาขยายหลอดลม (Bronchodilators), คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids), แมกนีเซียมซัลเฟต (Magnesium Sulfate) รวมไปถึงเคตามีน (Ketamine) และการใช้ Heliox (ฮีเลียม-ออกซิเจน)
การช่วยหายใจแบบ Non-Invasive (NIV)
มีการศึกษาบางส่วนบ่งชี้ว่า NIV อาจช่วยลดการใส่ท่อช่วยหายใจ (IMV) และอัตราการเสียชีวิตได้ แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวทางปฏิบัติของ Global Initiative for Asthma ยังไม่ได้ให้คำแนะนำที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ NIV ในภาวะ acute asthmatic attack
- ภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) หรือหายใจหยุดนิ่ง (respiratory arrest)
- ภาวะหมดสติ (alteration of consciousness)
- ภาวะกล้ามเนื้อหายใจอ่อนล้าอย่างรุนแรง (extreme respiratory muscle fatigue)
- ภาวะเลือดเป็นกรดจากการหายใจที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง (worsening hypercapnic respiratory failure despite NIV)
- ผู้ป่วยไม่สามารถทนการใช้ Non-invasive ventilation ได้ (inability to tolerate NIV)
การจัดการด้วยเครื่องช่วยหายใจ (Ventilator Management)
เป้าหมายหลักของการใช้เครื่องช่วยหายใจคือ การประคับประคองการทำงานของหัวใจและปอดในขณะที่ภาวะ bronchospasm กำลังได้รับการแก้ไขด้วยยา สิ่งสำคัญที่สุดคือ การจำกัดภาวะปอดขยายตัวมากเกินไป (Limit lung hyperinflation) และการยอมให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์คั่ง (Permissive hypercapnia) โดยอาจยอมให้ผู้ป่วยมีระดับ pH ต่ำได้ถึง 7.25 – 7.30 ซึ่งปลอดภัยกว่าการตั้งเครื่องช่วยหายใจ เพื่อมีเป้าหมายให้ระดับ PaCO2 กลับมาเป็นปกติ การใช้ higher minute ventilation เพื่อพยายามทำให้ PaCO2 กลับมาสู่ภาวะปกติ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด dynamic hyperinflation, barotrauma และ hypotension ได้
- Controlled hypoventilation with low respiratory rate ผู้ป่วย acute asthmatic attack จะมีภาวะ air trapping ดังนั้น เป้าหมายหลักคือ การเพิ่มระยะเวลาการหายใจออก (Expiratory time) เพื่อให้มีระยะเวลาให้อากาศไหลออกจากปอดได้นานขึ้น การเพิ่มระยะเวลาการหายใจออกทำได้หลายวิธี แต่การลดอัตราการหายใจ (Respiratory rate ; RR) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด ควรตั้งค่า RR ให้ต่ำประมาณ 10-12 ครั้ง/นาที เพื่อให้มีอัตราส่วน I:E ratio ที่นานขึ้น (เช่น 1:4 ถึง 1:6) แต่เนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะ acute asthmatic attack มักมีภาวะ hypercapnia ซึ่งกระตุ้น respiratory drive จึงอาจจำเป็นต้องให้ยา sedation ร่วมด้วย ประโยชน์ของการเพิ่มระยะเวลาการหายใจออก จะช่วยลดการคั่งของอากาศ (air trapping), ลดปริมาตรปอด ณ สิ้นสุดของการหายใจออก (End-expiratory lung volume ; EELV), ลด auto-PEEP, ลดแรงดันในถุงลมในปอด และลดภาวะปอดขยายตัวมากเกินไป (dynamic hyperinflation)
- ลดปริมาตรอากาศ (Tidal Volume, VT): ตั้งค่า VT ให้อยู่ในช่วง 6 – 8 mL/kg ของ ideal body weight (IBW)
- การยอมให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์คั่ง (Permissive hypercapnia) เนื่องจากการลด minute ventilation ลง จะทำให้เกิดภาวะ hypercapnia และ respiratory acidosis ได้ จึงควรยอมให้ผู้ป่วยมีระดับ pH ต่ำได้ถึง 7.25 – 7.30 โดยที่หัวใจและหลอดเลือดยังทำงานได้ปกติและสัญญาณชีพยังคงที่
- การตั้ง inspiratory flow ให้สูงขึ้น และปรับ flow pattern เป็น constant (square) waveform ช่วยลด Inspiratory time (I-time) และเพิ่มอัตราส่วนของ I:E ratio หากใช้ constant flow ควรตั้งเป้าหมายให้ peak inspiratory flow rate อยู่ที่ประมาณ 60 L/min หรือหากใช้ decelerating flow ตั้งเป้าหมายให้ peak inspiratory flow rate อยู่ที่ประมาณ 80 – 90 L/min
- การตั้งค่า PEEP การใช้ PEEP จากภายนอก (Extrinsic PEEP) ควรทำอย่างระมัดระวังในผู้ป่วยโรคหืดกำเริบเฉียบพลันที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ การใช้ Extrinsic PEEP ในระดับต่ำ (เช่น 5 cmH2O) ในผู้ป่วยที่หายใจเองได้อาจช่วยลด work of breathing ที่ต้องใช้เพื่อเอาชนะ auto-PEEP แต่หากตั้ง PEEP ที่สูงเกินกว่า Auto-PEEP ของผู้ป่วย จะทำให้ภาวะ Air trapping แย่ลงและเพิ่มความเสี่ยงในการภาวะ Dynamic hyperinflation ซึ่งอาจส่งผลให้เกิด ความดันโลหิตต่ำ (hypotension) ข้อเสนอแนะส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ใช้ PEEP ในระดับต่ำที่สุด (เช่น 0 – 5 cmH2O) ในผู้ป่วยที่ได้รับยา sedation หรือ neuromuscular blocking agent
- การตั้ง Trigger sensitivity : หากใช้ Pressure trigger ควรตั้งอยู่ที่ -1 ถึง -2 cmH20 หรือ หากใช้ volume trigger ควรตั้งที่ 2 LPM
- การตั้ง FiO2 ควรใช้ FiO2 ที่ต่ำที่สุดเพื่อให้ได้ target SpO2 อยู่ที่ 93 – 95%
การติดตามระหว่างการใช้เครื่องช่วยหายใจ (Respiratory and hemodynamic monitorings)
- การติดตามความดันในปอด ควรติดตาม Peak Inspiratory Pressure (PIP) โดยอาจยอมให้ PIP มีค่าสูงขึ้นกว่าปกติได้เนื่องจาก Airway resistance สูงขึ้น แต่ต้องมีการติดตาม Plateau pressure, (Pplat) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดภาวะ dynamic hyperinflation อย่างใกล้ชิด โดยควรตั้งเป้าหมายให้ Pplat < 30 cm H₂O เพื่อหลีกเลี่ยง barotrauma
- การติดตามความดันโลหิตและสัญญาณชีพ เนื่องจาก ภาวะ dynamic hyperinflation อาจทำให้ผู้ป่วยมีภาวะ hypotension ได้
การรักษาขั้นสูง (Advanced Therapies)
ในกรณีที่การจัดการด้วยการใช้ยาและการตั้งเครื่องช่วยหายใจอย่างเหมาะสมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรพิจารณาการรักษาขั้นสูง เช่น Extracorporeal Life Support (ECLS) เช่น veno-venous ECMO (VV-ECMO) ข้อบ่งชี้ ได้แก่ มีภาวะ respiratory acidosis (pH <7.25) และ/หรือ hypercapnia ที่ไม่สามารถควบคุมได้แม้จะตั้งเครื่องช่วยหายใจอย่างเต็มที่แล้ว ไม่สามารถรักษาระดับออกซิเจนได้แม้จะตั้งเครื่องช่วยหายใจและใช้ยาอย่างเต็มที่แล้ว มีภาวะ hypotension หรือ shock ที่ต้องใช้ Vasopressor ในขนาดสูงอันเนื่องมาจาก Dynamic hyperinflation มีข้อมูลว่าการใช้ VV-ECMO สามารถช่วยชีวิตได้และมีอัตราการรอดชีวิตสูง (> 83%) ในผู้ป่วยโรคหืดกำเริบ
การจัดการหลังการถอดท่อช่วยหายใจ (Post-Extubation)
ในผู้ป่วย COPD การใช้ NIV หรือ High-flow nasal therapy (HFNT) หลังการถอดท่อช่วยหายใจ สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและการต้องใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำ (Re-intubation) ได้ ในทางตรงกันข้าม บทบาทของ NIV หรือ HFNT หลังการถอดท่อในผู้ป่วยโรคหืดยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด เนื่องจากโรคหืดเป็นภาวะที่กลับคืนสู่ปกติได้ (Reversible) และ airway resistance ของผู้ป่วยลดลงจนสามารถถอดท่อช่วยหายใจได้ แสดงว่าพยาธิสภาพหลักซึ่งได้แค่ bronchospasm ได้ลดลงแล้ว ดังนั้น ประโยชน์ของการใช้ NIV/HFNC ใน acute asthmatic attack อาจไม่ชัดเจนเท่ากับผู้ป่วย COPD ที่มี fixed airflow limitation
- Demoule, A., et al. (2020). How to ventilate obstructive and asthmatic patients. Intensive Care Medicine, 46(12), 2436-2449.
- Mein, S. A., & Ferrera, M. C. (2025). Management of Asthma and COPD Exacerbations in Adults in the ICU. CHEST Critical Care, 3(1), 100107.
- Gayen, S., et al. (2024). Critical Care Management of Severe Asthma Exacerbations. J. Clin. Med., 13(3), 859.
- Brenner, B., et al. (2009). Intubation and Mechanical Ventilation of the Asthmatic Patient in Respiratory Failure. Proceedings of the American Thoracic Society, 6(4), 371–379.
- Mein, S. A., & Ferrera, M. C. (2025). Management of Asthma and COPD Exacerbations in Adults in the ICU. CHEST Critical Care, 3(1), 100107.
- Global Initiative for Asthma. Global Strategy for Asthma Management and Prevention. Updated 2025. https://ginasthma.org/gina-reports/ See less
ขอขอบคุณ
Website: สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย
Facebook: สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย


