CIMjournal

Ped DM Update: สรุปแนวทางเวชปฏิบัติใหม่ สำหรับภาวะ Central Precocious Puberty (CPP) จาก Endocrine Society Clinical Practice Guideline 2026


ผศ. นพ. ดร. กานต์ เวชอภิกุล
หน่วยต่อมไร้ท่อและเมตาลอลิสม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ภาวะ central precocious puberty (CPP) คือ ภาวะเข้าสู่วัยหนุ่มสาวก่อนวัยอันควร อันเกิดจากเริ่มทำงานเร็วเกินไป (premature reactivation) ของ hypothalamic-pituitary-gonadal (HPG) axis ปัจจุบันพบอุบัติการณ์ของภาวะนี้เพิ่มขึ้น และพบในเด็กหญิงบ่อยกว่าในเด็กชายประมาณ 10 เท่า แนวทางการรักษาหลักคือการให้ยา gonadotropin-releasing hormone analogs (GnRHa) เพื่อยับยั้งการพัฒนาลักษณะทางเพศทุติยภูมิ รวมถึงชะลอการเพิ่มของความสูงและการเร่งของอายุกระดูก เพื่อช่วยเพิ่มความสูงสุดท้ายเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ล่าสุดสมาคมวิชาชีพด้านต่อมไร้ท่อระดับนานาชาติ หรือ Endocrine Society ได้เผยแพร่แนวทางเวชปฏิบัติเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาภาวะ CPP ฉบับปี 2026 สามารถสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้


การวินิจฉัยภาวะ CPP

แม้หลักฐานปัจจุบันบ่งชี้ว่าเด็กทั่วโลกมีแนวโน้มเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเร็วขึ้น แต่แนวทางปี 2026 ยังคงใช้เกณฑ์เดิมในการวินิจฉัยภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย ได้แก่ การพบลักษณะทางเพศทุติยภูมิก่อนอายุ 8 ปีในเด็กหญิง และก่อนอายุ 9 ปีในเด็กชาย ร่วมกับหลักฐานการทำงานของ HPG axis โดยเฉพาะการตรวจพบระดับ luteinizing hormone (LH) เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็น hallmark สำคัญของ CPP ทั้งนี้ แนวทางฉบับใหม่ได้ให้คำแนะนำโดยเน้นการวินิจฉัยที่คำนึงถึงคุ้มค่าและประโยชน์ทางคลินิกที่แท้จริง (แผนภูมิที่ 1) มีข้อแนะนำสำคัญดังนี้

แผนภูมิที่ 1 แนวทางการประเมินเด็กที่มีการพัฒนาลักษณะทางเพศทุติยภูมิก่อนวัยอันควร (CPP, central precocious puberty; FSH, follicle-stimulating hormone; GnRH, gonadotropin-releasing hormone; LH, luteinizing hormone; MKRN3, Makorin ring finger protein 3 gene; MRI, magnetic resonance imaging; Rec., recommendation.)

 

  1. เริ่มด้วยการเฝ้าระวังใกล้ชิด (watchful waiting) ก่อนส่งตรวจหรือเริ่มการรักษา: แนวทางใหม่แนะนำว่าในเด็กหญิงที่เพิ่งเริ่มมีเต้านม และตรวจร่างกายพบการเปลี่ยนแปลงของเต้านมระยะเริ่มต้น (Tanner stage II of breast) ไม่ว่าจะเริ่มมีเต้านมก่อนอายุ 7 ปี หรือเริ่มมีเต้านมในช่วง 7 ถึง 8 ปี ยังไม่จำเป็นต้องรีบส่งเอกซเรย์อายุกระดูก ตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือเริ่มการรักษาทันที แต่ให้ติดตามใกล้ชิด ด้วยการตรวจร่างกายซ้ำเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศทุติยภูมิและการเพิ่มของความสูงทุก 4-6 เดือนก่อน เหตุผลเนื่องจากเด็กบางส่วนมีการดำเนินโรคแบบค่อยเป็นค่อยไป (slow progression) ซึ่งมักไม่กระทบความสูงสุดท้ายเมื่อเป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งในเด็กน้ำหนักเกินหรืออ้วน เต้านมที่คลำได้อาจเป็นเพียงไขมันสะสมบริเวณเต้านม (lipomastia) ไม่ใช่เนื้อเต้านมจริงและไม่จำเป็นต้องรักษา หากติดตามแล้วเห็นว่าเด็กมีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศอย่างรวดเร็ว (rapid progression) จึงค่อยพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์อายุกระดูก หรือตรวจทางฮอร์โมน อย่างไรก็ตาม หากคิดว่าไม่สามารถติดตามผู้ป่วยในช่วง 4-6 เดือนได้ เช่น มีข้อจำกัดด้านการเดินทาง อาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมตั้งแต่ต้นได้ นอกจากนี้ มีบางกรณีที่แนวทางแนะนำให้ส่งตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยทันที ไม่จำเป็นต้องรอติดตาม 4-6 เดือนก่อน ได้แก่
    • เด็กหญิงอายุน้อยกว่า 8 ปีที่ตรวจร่างกายพบเต้านมตั้งแต่ Tanner stage III ขึ้นไป และ/หรือ มีอัตราการเพิ่มของความสูงเร็ว (มากกว่า 6 เชนติเมตรต่อปี)
    • เด็กหญิงที่ตรวจพบลักษณะบ่งชี้สาเหตุอื่นของการเป็นสาวก่อนวัย เช่น hyperandrogenism (สงสัย congenital adrenal hyperplasia), Café-au-lait spots (สงสัย McCune-Albright syndrome) หรือมีอาการหรืออาการแสดงทางระบบประสาท เช่น ปวดศีรษะ ชัก หรือลานสายตาแคบลง
    • เด็กชายที่มีลักษณะทางเพศทุติยภูมิก่อนอายุ 9 ปี ทุกราย ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมทันที
  2. ใช้ ultrasensitive random basal LH เป็นการตรวจฮอร์โมนเบื้องต้น: ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องส่งตรวจเพิ่มเติม Endocrine Society แนะนำให้ตรวจ basal LH ด้วยวิธีที่มีความไวสูง (ultrasensitive LH assay) เป็นการตรวจเริ่มต้น แทนการทำ GnRH/GnRHa stimulation test ทันทีในทุกราย และแนะนำว่าสามารถเก็บตัวอย่างเลือดที่เวลาใด ๆ ก็ได้ของวัน (random sample) โดยนิยามความหมายของการตรวจชนิด “ความไวสูง” ว่าคือวิธีตรวจที่วัดค่า LH ได้ในระดับต่ำมาก เช่น 05-0.1 IU/L หากตรวจพบค่า basal LH สูงกว่า 0.2-0.3 IU/L (ขึ้นอยู่กับวิธีตรวจ) ถือว่าเพียงพอสำหรับการวินิจฉัย CPP โดยไม่ต้องทดสอบกระตุ้นฮอร์โมนเพิ่มเติม แต่หากมีอาการทางคลินิกเข้าได้กับ CPP แต่ค่า basal LH ต่ำกว่าเกณฑ์ แนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมด้วยการทำ GnRH/GnRHa stimulation test หรือพิจารณาตรวจ basal LH ในช่วงเช้า (08:00-10:00 น.) ของวัน
  3. ปรับเกณฑ์การพิจารณาส่งตรวจ brain MRI ในผู้ป่วย CPP ที่ตรวจระบบประสาทปกติ: แนวทางใหม่แนะนำว่าในผู้ป่วย CPP ที่ไม่มีอาการทางระบบประสาท ให้พิจารณาส่งตรวจ brain และ pituitary MRI เฉพาะในเด็กหญิงที่เริ่มมีอาการก่อนอายุ 6 ปี และเด็กชายที่เริ่มมีอาการก่อนอายุ 8 ปี เกณฑ์ดังกล่าวแตกต่างจากแนวทางเดิมที่มักแนะนำให้ทำ MRI ในเด็กชายทุกราย เนื่องจากข้อมูลปัจจุบันพบความชุกของความผิดปกติจาก MRI ในผู้ป่วย CPP อยู่ที่ร้อยละ 11 ในเด็กหญิงที่เข้าเป็นสาวก่อนอายุ 6 ปี และพบเพียงร้อยละ 1 ในเด็กหญิงที่เข้าเป็นสาวที่อายุ 6-8 ปี ขณะที่เด็กชายพบความชุกอยู่ที่ร้อยละ 28 ในกลุ่มที่เข้าเป็นหนุ่มก่อนอายุ 8 ปี และร้อยละ 0 ในกลุ่มที่เข้าเป็นหนุ่มที่อายุ 8-9 ปี อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงตามเกณฑ์การเบิกจ่ายยา GnRHa สำหรับการรักษา CPP ในประเทศไทยฉบับล่าสุด ยังแนะนำให้ทำ MRI ในเด็กชายทุกราย และในเด็กหญิงที่เริ่มมีอาการเมื่ออายุน้อยกว่า 7 ปี หรือเด็กหญิงที่เริ่มมีอาการหลัง 7 ปีร่วมกับตรวจพบความผิดปกติทางระบบประสาท ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนในอนาคตเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งนี้ เกณฑ์อายุข้างต้นใช้เฉพาะผู้ป่วย CPP ที่ไม่มีอาการทางระบบประสาทเท่านั้น สำหรับผู้ป่วยที่มีประวัติหรือผลตรวจระบบประสาทผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะ ชัก ลานสายตาผิดปกติ (visual field defect) แนวทางต่าง ๆ เห็นตรงกันว่าควรทำ brain MRI ทุกรายโดยไม่ขึ้นกับอายุที่เริ่มมีลักษณะทางเพศทุติยภูมิ
  4. เพิ่มคำแนะนำเกี่ยวกับการส่งตรวจทางพันธุกรรม: จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการตรวจทางพันธุกรรม ทำให้พบสาเหตุของ CPP จากความผิดปกติทางพันธุกรรมเพิ่มขึ้น โดยยีนที่พบบ่อย ได้แก่ MKRN3 และอาจพบยีนอื่นๆ เช่น DLK1 และ MECP2 (ตารางที่ 1) ทั้งนี้ โอกาสตรวจพบความผิดปกติจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีประวัติ CPP ในครอบครัว อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนว่าการตรวจพันธุกรรมในผู้ป่วย CPP ทุกรายให้ประโยชน์ชัดเจน และแนวทางการรักษาในผู้ป่วยที่พบความผิดปกติทางพันธุกรรม ไม่แตกต่างจากผู้ป่วย idiopathic CPP ดังนั้น Endocrine Society จึงยังไม่แนะนำการส่งตรวจทางพันธุกรรมในผู้ป่วยทุกราย แต่อาจพิจารณาในรายที่มีประวัติ CPP ในครอบครัวชัดเจน

ตารางที่ 1 ความผิดปกติของยีนเดี่ยวที่สัมพันธ์กับภาวะ central precocious puberty

 


การรักษาภาวะ CPP ด้วยยา GnRHa

การรักษาหลักของ CPP คือการให้ยา GnRHa เพื่อยับยั้งการเข้าสู่วัยหนุ่มสาว โดยแนวทางของ Endocrine Society ปี 2026 มีข้อแนะนำสำคัญ (แผนภูมิที่ 2) ดังนี้

  1. ให้ยา GnRHa เฉพาะผู้ป่วยที่มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากการรักษา: แม้ GnRHa เป็นการรักษาหลักและผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้ประโยชน์จากการรักษานี้ แต่แนวทางไม่แนะนำให้รักษาด้วยยา GnRHa ในผู้ป่วยบางกลุ่มที่อาจไม่ได้ประโยชน์ด้านความสูงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เด็กหญิงอายุ 7-8 ปีที่มีการดำเนินโรคแบบช้า (slowly progressive) หรือผู้ป่วยที่เริ่มรักษาหลังผ่านช่วงการเจริญเติบโตสูงสุด (peak growth spurt) แล้ว เนื่องจากการรักษามักไม่ช่วยเพิ่มความสูงสุดท้าย นอกจากนี้ ไม่ควรรักษาในเด็กที่มีส่วนสูงมากอยู่แล้วและค่าความสูงที่คำนวณจากอายุกระดูกหรือ predicted adult height (PAH) ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ รวมถึงไม่แนะนำให้รักษาในเด็กที่มารับการรักษาเมื่ออายุกระดูกล้ำหน้ามาเกินไป ได้แก่ หญิงที่มีอายุกระดูกมากกว่า 12 ปี และเด็กชายที่มีอายุกระดูกมากกว่า 13 ปี อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะเริ่มการรักษาหรือไม่ ควรพิจารณาเป็นรายบุคคล (individualized) โดยคำนึงถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการรักษาในผู้ป่วยแต่ละราย และควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์ผู้ดูแล ผู้ป่วย และครอบครัว
  2. การเลือกรูปแบบยา GnRHa: ปัจจุบันมียา GnRHa ทั้งชนิดฉีดทุก 4 สัปดาห์ และชนิดออกฤทธิ์นาน เช่น ฉีดทุก 12 หรือ 24 สัปดาห์ (ตารางที่ 2) Endocrine Society แนะนำให้พิจารณาเลือกรูปแบบของยาที่จะให้จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความพึงพอใจของผู้ป่วยและผู้ปกครอง ความสะดวกในการมาติดตาม และค่าใช้จ่ายต่อครั้ง ทั้งนี้หากตกลงเลือกใช้ยารูปแบบออกฤทธิ์นาน สามารถเริ่มรักษาด้วยยารูปแบบนั้นได้ทันทีตั้งแต่เข็มแรก ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการใช้ยาชนิดฉีดทุก 4 สัปดาห์ก่อน เนื่องจากหลักฐานส่วนใหญ่พบว่าประสิทธิภาพในการยับยั้งการเข้าสู่วัยหนุ่มสาวไม่แตกต่างกัน สำหรับประเทศไทย ยา GnRHa รูปแบบที่ได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติและสามารถเบิกจ่ายได้สำหรับการรักษา CPP ปัจจุบันมีเพียงรูปแบบออกฤทธิ์นานชนิดฉีดทุก 12 สัปดาห์ โดยจัดเป็นยาที่มีเงื่อนไขพิเศษ สามารถสั่งจ่ายได้เฉพาะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรจากแพทยสภาในอนุสาขากุมารเวชศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึมเท่านั้น
    .
    ตารางที่ 2 รูปแบบของยา GnRHa ที่มีในประเทศไทยสำหรับรักษาภาวะ central precocious puberty*รูปแบบยาที่อยู่ในบัญชียา จ 2 ของบัญชียาหลักแห่งชาติ
  1. การติดตามผลการยับยั้งการเข้าวัยหนุ่มสาวระหว่างการรักษา: แนวทางล่าสุดของ Endocrine Society ไม่แนะนำให้ตรวจ LH หรือฮอร์โมนเพศเป็นประจำเพื่อประเมินผลการยับยั้งการเข้าสู่วัยหนุ่มสาว เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการติดตามด้วยฮอร์โมนดีกว่าการติดตามด้วยอาการทางคลินิกอย่างเดียว และยังไม่มีค่า cutoff ที่เหมาะสมในการบ่งชี้ความสำเร็จในการยับยั้งการเข้าวัยหนุ่มสาวที่น่าเชื่อถือ จึงแนะนำให้ติดตามด้วยอาการทางคลินิก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของความสูงและลักษณะทางเพศทุติยภูมิทุก 4 – 6 เดือน และติดตามอายุกระดูกทุก 1 ปี หากสงสัยว่าการยับยั้งการเข้าสู่วัยหนุ่มสาวไม่เพียงพอ เช่น ยังมีการเพิ่มความสูงแบบ pubertal growth spurt หรือลักษณะทางเพศทุติยภูมิยังพัฒนาต่อ จึงค่อยพิจารณาตรวจฮอร์โมนเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าการยับยั้งฮอร์โมนล้มเหลว
  2. ไม่แนะนำการใช้ฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth Hormone; GH) ร่วมกับ GnRHa เพื่อเพิ่มความสูงในผู้ป่วย CPP ทั่วไป: หลักฐานปัจจุบันบ่งชี้ว่าการใช้ GH ร่วมกับ GnRHa ให้ประโยชน์ด้านความสูงสุดท้ายเพียงเล็กน้อยและไม่มีนัยสำคัญทางคลินิก แต่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายการรักษาโดยไม่จำเป็น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลไม่พึงประสงค์สำคัญ เช่น ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) และภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง (intracranial hypertension) รวมถึงเพิ่มภาระในการรักษาและความเครียดจากการต้องฉีดยาทุกวัน อย่างไรก็ตาม คำแนะนำนี้ไม่ครอบคลุมผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้มาตรฐานในการรักษาด้วย GH อยู่แล้ว เช่น ภาวะขาด GH (GH deficiency) เด็กเกิดตัวเล็กกว่าอายุครรภ์ (small for gestational age; SGA) หรือผู้ป่วยที่มีโรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่เป็นข้อบ่งชี้ของการรักษาด้วย GH ดังนั้น การพิจารณาใช้ GH ร่วมกับ GnRHa ในผู้ป่วย CPP จึงควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และครอบครัว โดยคำนึงถึงประสิทธิผล ความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับเป็นสำคัญ
  3. เกณฑ์ในการพิจารณาหยุดการักษาด้วยยา GnRHa: แนวทางของ Endocrine Society แนะนำให้พิจารณาหยุดการรักษาด้วยยา GnRHa ในเด็กหญิงเมื่ออายุจริง 10 – 11 ปี และ/หรือ อายุกระดูก 11 – 12 ปี และในเด็กชายเมื่ออายุจริง 11 – 12 ปี และ/หรือ อายุกระดูก 12 – 13 ปี เพราะโดยทั่วไปการรักษาต่อเนื่องนานกว่านี้มักไม่ช่วยให้ความสูงสุดท้ายเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อการสะสมมวลกระดูกชั่วคราวระหว่างการรักษา เกณฑ์อายุกระดูกดังกล่าว แตกต่างเล็กน้อยจากแนวทางปัจจุบันของไทย ที่แนะนำให้หยุดยาเมื่ออายุกระดูก 12 – 13 ปี ในเด็กหญิง หรือ 5 – 14.5 ปี ในเด็กชาย อย่างไรก็ตามคำแนะนำของ Endocrine Society มีส่วนที่สอดคล้องกับแนวทางของไทย ที่ระบุว่าการพิจารณาหยุดการรักษาควรทำผ่านการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัว และพิจารณาปัจจัยเฉพาะรายเพิ่มเติม เช่น อัตราการเพิ่มของความสูง พยากรณ์ความสูงที่ยังเหลืออยู่ สุขภาวะจิตสังคม และอายุปัจจุบันของเด็ก เพื่อดูความพร้อมในการดูแลตนเองหากมีลักษณะทางเพศทุติยภูมิกลับมา โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาหรือพัฒนาการล่าช้า ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่เหมาะสมในการพิจารณาคงการรักษาต่อเนื่องเกินช่วงอายุที่แนะนำ (อ้างอิงตามแนวทางของไทย แนะนำว่าควรรอให้อายุของเด็กมากกว่า 9 ปีขึ้นไปในเด็กหญิง และมากกว่า 10 ปีขึ้นไปในเด็กชาย จึงพิจารณาหยุดการรักษาด้วยยา GnRHa)

แผนภูมิที่ 2 แนวทางการรักษาเด็กที่มีภาวะ central precocious puberty (CPP, central precocious puberty; GnRH, gonadotropin-releasing hormone; LH, luteinizing hormone; Rec., recommendation.)

 

โดยสรุป แนวทางเวชปฏิบัติใหม่ของ Endocrine Society ฉบับปี 2026 มุ่งเน้นการลดการตรวจและรักษาที่เกินความจำเป็น โดยเฉพาะในผู้ป่วยกลุ่มที่มีลักษณะก้ำกึ่งหรือมีการดำเนินโรคช้า แพทย์ควรให้ความสำคัญกับการติดตามการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางเพศและการเพิ่มของความสูงอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งใช้การสื่อสารและตัดสินใจร่วมกันกับผู้ป่วยและครอบครัว โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยและความคุ้มค่าในการดูแลรักษาเป็นสำคัญ สำหรับประเทศไทย แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาภาวะ CPP ด้วยยา GnRHa ยังมีความแตกต่างจากแนวทางใหม่ของ Endocrine Society ในบางประเด็น แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรติดตามการปรับแนวทางเวชปฏิบัติและนโยบายที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในระหว่างที่ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนแนวทางหรือหลักเกณฑ์ดังกล่าว การดูแลรักษาผู้ป่วยยังควรยึดตามแนวทางเวชปฏิบัติและหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายของไทย เพื่อให้การรักษาเป็นไปตามมาตรฐาน และไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิการเข้าถึงยาของผู้ป่วย

 

เอกสารอ้างอิง
  1. Latronico AC, Roberts SA, Alonzo M, Argente J, Canton APM, Carel JC, et al. Central precocious puberty: an Endocrine Society clinical practice guideline. J Clin Endocrinol Metab. 2026;10.1210/clinem/dgag168.
  2. คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ. ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ภาคผนวก 3 แนวทางกำกับการใช้ยา บัญชี จ(2): แนวทางกำกับการใช้ยา Gonadotrophin-releasing hormone (GnRH) analogues ข้อบ่งใช้ภาวะ central (gonadotrophin dependent) precocious puberty. นนทบุรี: สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา; 2565 [เข้าถึงเมื่อ 1 กรกฎาคม 2569]. หน้า 174–175. เข้าถึงได้จาก: https://ndi.fda.moph.go.th/uploads/file_news/ 20220808893215585.PDF
.
.
PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก