CIMjournal

Thai DE ready use: เมื่อฮอร์โมนเปลี่ยนระดับน้ำตาลก็เปลี่ยน ความจริงของเพศหญิงและเบาหวาน


นพ. สิระ กอไพศาลผศ. นพ. สิระ กอไพศาล
สาขาวิชาโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


สมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน
วารสารแสงเทียน The Diabetes Educator Newsletter : ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2568

 

ฮอร์โมนเพศหญิงไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่เรื่องระบบสืบพันธุ์เท่านั้น แต่อาจมีผลต่อระบบอื่น ๆ ของร่างกาย รวมถึงระดับน้ำตาลในเลือดด้วย ในแต่ละช่วงของรอบเดือนระดับฮอร์โมนเพศหญิงจะเปลี่ยนแปลงไปและการเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งขึ้นลงได้ โดยเฉพาะในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ต้องปรับการดูแลและการใช้ยาให้สอดคล้องกับช่วงเวลานั้น ๆ การรู้ว่าฮอร์โมนเพศหญิงส่งผลต่อระดับน้ำตาลอย่างไร จึงมีความสำคัญที่จะช่วยให้ควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว


ฮอร์โมนเพศหญิงเปลี่ยนแปลงตามรอบเดือน

รอบเดือนของเพศหญิง โดยทั่วไปมีระยะเวลาประมาณ 28 วัน (อยู่ในช่วง 21 – 35 วัน) โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ได้แก่ ระยะ Follicular ระยะตกไข่ (Ovulation) และระยะ Luteal แต่ละระยะจะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศอย่างชัดเจน ซึ่งฮอร์โมนหลักที่เกี่ยวข้องคือ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone)
  • ระยะ Follicular: เริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือนจนถึงวันตกไข่ ในช่วงนี้ร่างกายจะเริ่มกระบวนการพัฒนาไข่ภายในรังไข่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตกไข่ ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะค่อย ๆ สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีการหนาตัวขึ้นเพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนหากมีการปฏิสนธิ ในช่วงนี้รวมทั้งช่วงที่มีประจำเดือนและระยะหลังหมดประจำเดือนเล็กน้อย
  • ระยะตกไข่ (Ovulation): มักเกิดขึ้นประมาณวันที่ 14 ของรอบเดือน (ในรอบเดือน 28 วัน) เป็นช่วงที่ไข่สุกและถูกปล่อยออกจากรังไข่การตกไข่นี้เกิดขึ้น ภายใต้อิทธิพลของการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของฮอร์โมน LH (Luteinizing hormone) และระดับเอสโตรเจนที่สูงสุดก่อนตกไข่
  • ระยะ Luteal: เริ่มตั้งแต่วันหลังตกไข่จนสิ้นสุดรอบเดือน หรือประมาณวันที่ 15 – 28 ของรอบเดือน ในช่วงนี้ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น จาก Corpus luteum เพื่อทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีความพร้อมสูงสุดสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน หากไม่มีการปฏิสนธิ ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะลดลง ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน


ผลของฮอร์โมนเพศหญิงและระดับน้ำตาล

การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศหญิงในแต่ละช่วงรอบเดือนมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เป็นเบาหวาน ผ่านกลไกการเปลี่ยนแปลงของความไวต่ออินซูลิน (Insulin sensitivity)
  • ระยะ Follicular: ในช่วงนี้ ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ค่อย ๆ สูงขึ้นช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ทำให้กลูโคสในเลือดถูกนำไปใช้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลที่เกิดขึ้น คือ ระดับน้ำตาลในเลือดอาจลดลง โดยเฉพาะในช่วงที่มีประจำเดือนและช่วงหลังหมดประจำเดือนเล็กน้อย ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 บางรายอาจพบภาวะน้ำตาลต่ำได้บ่อยขึ้น
  • ระยะ Luteal: ในช่วงนี้ ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูงขึ้น ซึ่งมีผลลดความไวต่ออินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปลายระยะ Luteal หรือก่อนมีประจำเดือน ซึ่งผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 อาจต้องปรับขนาดอินซูลินเพิ่มขึ้น เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสม

ข้อมูลเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้จากการศึกษาในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งการรักษาต้องใช้อินซูลินเท่านั้น สำหรับผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 อาจไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน


กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome: PCOS)

PCOS เป็นภาวะความผิดปกติของฮอร์โมนที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธ์ โดยมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ
  1. รอบเดือนผิดปกติ เช่น ประจำเดือนมาน้อยมาห่าง หรือขาดประจำเดือน เป็นต้น
  2. ภาวะฮอร์โมนเพศชายสูง ซึ่งอาจแสดงออกด้วยอาการ เช่น หน้ามัน สิวขึ้นมาก และมีขนขึ้นตามตำแหน่งที่พบในเพศชาย หรือพบจากผลตรวจเลือดที่มีระดับเทสโทสเตอโรนสูง
  3. พบถุงน้ำหลายใบในรังไข่จากการตรวจอัลตราซาวนด์

PCOS มีความเกี่ยวข้องกับ ภาวะดื้อต่ออินซูลินแม้ในผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวปกติ ภาวะนี้ทำให้ร่างกายสร้างอินซูลินมากขึ้น เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งไปกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศชายมากเกินไปส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการตกไข่ ภาวะดื้อต่ออินซูลินินทำให้ผู้ป่วยกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบมีความเสี่ยงต่อเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้น

ดังนั้นผู้หญิงที่มีภาวะ PCOS ควรได้รับการคัดกรองระดับน้ำตาลและภาวะเมตาบอลิกอื่น ๆ เป็นระยะ เพื่อเฝ้าระวังโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในทางกลับกัน ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอาการหรือประวัติเข้าข่าย PCOS ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและรักษา เนื่องจากผู้มี PCOS มักพบโรคร่วมทางเมตาบอลิก หลายชนิด และมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมากขึ้น


แนวทางการดูแลสำหรับผู้เป็นเบาหวานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศหญิง

ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1
  • ควรจดบันทึกระดับน้ำตาลและอาการตามรอบเดือน
  • เฝ้าระวังภาวะน้ำตาลสูงในช่วงก่อนมีประจำเดือนและภาวะน้ำตาลต่ำ ในช่วงมีประจำเดือนและหลังหมดประจำเดือน
  • ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาปรับขนาดอินซูลินในแต่ละช่วง
ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2
  • แม้การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลตามรอบเดือนอาจไม่ชัดเจน แต่ควรสังเกตอาการและควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ผู้ที่มีกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน
  • ตรวจคัดกรองโรคเบาหวานเป็นระยะ


สรุป

ฮอร์โมนเพศหญิงมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในแต่ละช่วงรอบเดือนสามารถส่งผลให้ระดับน้ำตาลผันผวนได้ โดยเฉพาะในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการติดตามระดับน้ำตาลและการปรับการรักษาอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ภาวะฮอร์โมนผิดปกติอย่าง PCOS ยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคร่วมทางเมตาบอลิกอื่น ๆ การเฝ้าระวัง ตรวจคัดกรองและปรับพฤติกรรมสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงและผลกระทบระยะยาว

 

เอกสารอ้างอิง
  1. Mauvais-Jarvis F, Clegg DJ, Hevener AL. The role of estrogens in control of energy balance and glucose homeostasis. Endocr Rev. 2013;34(3):309-38. doi:10.1210/er.2012-1055.
  2. Herranz L, Saez-de-Ibarra L, Hillman N, Gaspar R, Pallardo LF. Glycemic changes during menstrual cycles in women with type 1 diabetes. Med Clin (Barc). 2016;146(7):287-91. doi:10.1016/j.medcli.2015.11.044.
  3. Brown SA, Jiang B, McElwee-Malloy M, Wakeman C, Breton MD. Fluctuations of hyperglycemia and insulin sensitivity are linked to menstrual cycle phases in women with type 1 diabetes. J Diabetes Sci Technol. 2015;9(6):1192-9. doi:10.1177/1932296815608400..

 

ขอขอบคุณ
สมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน พ.ศ. 2541 : https://thaide.org/
วารสารแสงเทียน The Diabetes Educator Newsletter :
https://drive.google.com/file/d/18VFNNfMUTycvdyHSkE575GeoLs9fXPLC/view

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก