“ก็มีคนสงสัยว่างานยุ่ง แล้วยังมีเวลาไปทำแบบนี้ได้อย่างไร…”
น.อ. นพ. พงศธร คชเสนี
อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ
รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) กรมแพทย์ทหารอากาศ
บทสัมภาษณ์จากวารสาร CVM ฉบับที่ 108 ปี 2562
แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาอายุรแพทย์โรคไต
ผมเรียนมัธยมที่โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ ตอน ม.ปลาย ชอบฟิสิกส์กับเคมี และมีความฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่คุณพ่อท่านเป็นอาจารย์ศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี อยากให้ผมเป็นแพทย์เช่นเดียวกับท่านและคุณปู่ โดยท่านบอกการเป็นแพทย์นั้น จะมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวและยังได้ทำประโยชน์ให้แก่คนไข้อีกด้วย ทำให้ผมตัดสินใจที่จะเรียนแพทย์ และสอบเข้าแพทย์ที่คณะแพทยศาสตร์ มศว รุ่นที่ 6 ตอนนั้นเรียนที่วชิรพยาบาล
พอเรียนผ่านเข้าปี 2-3 ก็รู้สึกว่ามีสิ่งที่เราชอบอยู่ก็คือ Physiology ซึ่งตรงกับ สิ่งที่ผมชอบสมัย ม.ปลาย พอขึ้นเรียนทางคลินิก เรียนทางอายุรศาสตร์ ก็พบว่า อายุรศาสตร์ใช่เลย เพราะมีการวิเคราะห์ทางกลไกพยาธิสรีรวิทยา ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ทางคลินิก เป็นสิ่งที่เราใช้ความคิดและได้ช่วยคนไข้ไปในตัว ตอนเรียนแพทย์เดิมกะว่าจะเป็นศัลยแพทย์ตามคุณพ่อ แต่ตอนปี 4 ทำคะแนนอายุรศาสตร์ได้ดีกว่า เพราะชอบลักษณะวิชาและวิธีคิดแบบอายุรศาสตร์ จึงขอคุณพ่อเรียนอายุรศาสตร์ ตั้งแต่อยู่ ปี 5 ที่จริงตอนแรกอยากเรียน Cardio เพราะคุณพ่อเป็นโรคหัวใจ แต่ว่าด้วยความที่เราชอบอ่านกลไกต่าง ๆ ก็เลยทำให้ชอบ Nephro กับ Neuro เป็นลำดับต้น ๆ จริง ๆ ตอนที่เรียนอยู่วชิระก็จะมีอาจารย์อายุรศาสตร์ที่ชอบหลายคน เช่น อ.ภัทรา คูระทอง อ.ชาญพงค์ ตังคณะกุล เป็นต้น พอได้ไปร่วมฟังประชุมวิชาการเจอการอภิปรายแลกเปลี่ยนของอายุรแพทย์อย่าง อ.กัมมันต์ พันธุมจินดา และ อ.วิศิษฏ์ สิตปรีชา ก็ยิ่งทำให้เราอยากจะอยู่ในสาขานี้
พอจบก็มาใช้ทุนที่กองทัพอากาศ โดยปีแรกอยู่ที่ โรงพยาบาลจันทรุเบกษา กำแพงแสน ต่อด้วย โรงพยาบาลกองบิน 56 หาดใหญ่ หลังจากนั้นก็มาเรียนแพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์ที่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ 3 ปี ตอนช่วงปี 2 เราจะได้ผ่านหน่วยต่าง ๆ ซึ่งในตอนนั้นหน่วยโรคไตของโรงพยาบาลภูมิพลฯ ก็กำลังเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา นำโดยอาจารย์ 3 ท่าน คือ พล.อ.ท.นพ.กลศร ภัคโชตานนท์ พล.อ.ท.นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ และ พล.อ.ต.นพ.ทวีพงษ์ ปาจรีย์ รู้สึกชอบงานและบรรยากาศในหน่วย ชอบทางด้านโรคไต เพราะรู้สึกท้าทาย มีความยากและสนุกอยู่ในตัว มีให้อ่านค้นคว้าไปเรื่อย ๆ มีเปลี่ยนทฤษฎี คิดว่าในอนาคตอยากมาร่วมงานด้วย พอดีอาจารย์ติดต่อมาว่าสนใจจะมาเป็นอาจารย์ในหน่วยไหม เลยตอบตกลงไป ต่อมาคุณพ่อผมได้ติดต่อให้ผมไปเรียนต่อด้าน nephrology ที่มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ สหราชอาณาจักร 2 ปี พอกลับมาก็สอบหนังสืออนุมัติฯ และทำงานเป็นอาจารย์ในหน่วย พอปี 2554 ก็ได้เป็นหัวหน้าหน่วยโรคไต จนถึงปี 2561 ได้ย้ายมาเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) กรมแพทย์ทหารอากาศจนถึงปัจจุบัน
เป้าหมายที่มีการตั้งไว้ในการเป็นแพทย์หรือการใช้ชีวิต
เป้าหมายในการเป็นแพทย์ เนื่องจากชอบทางด้านการเรียนการสอนจึงอยากทำด้านนี้ให้ดีที่สุด ตอนที่รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยโรคไตของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช พอ. จึงตั้งใจที่จะทำให้การฝึกอบรมอายุรศาสตร์ โรคไตของหน่วยได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายคือผลการสอบของ fellow เป็นที่ยอมรับ มีชื่อเสียงเพียงพอที่จะสามารถดึงดูดแพทย์เก่ง ๆ มาสมัครได้ ซึ่งจากผลงานนี้ขอให้เครดิตกับบุคลากรของหน่วยโรคไตทุกคน ซึ่งรวมถึงอาจารย์หลาย ๆ ท่าน และพยาบาลโรคไต
ด้านการบริการ เรามีการวิเคราะห์กลยุทธ์ และพัฒนาคุณภาพตามแบบสรพ. คือ จุดไหนที่เป็นจุดแข็งเราเสริมจุดแข็งเข้าไป โดยวิเคราะห์เป็นแบบ patient center ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เช่น จุดแข็งของหน่วยโรคไต ภูมิพลฯ คือ เรื่องของ multidisciplinary CKD Clinic ซึ่งมีผลลัพธ์การดูแลที่ดีมาก แต่อาจจะรอคิวนาน เราก็ได้มีการวิเคราะห์แบบกลุ่ม แบบ PDCA นำ lean มาจับ ทำอย่างไรให้ลดเวลารอคอย คุณภาพจะต้องดีขึ้น
ในเรื่องที่ยังเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขก็ต้องทำการวิเคราะห์เช่นกัน อย่างเรื่องปัญหาของงานปลูกถ่ายไตก็ต้องประชุมสัมมนากันจนได้ guideline และ care map ที่เหมาะกับหน่วย หรือเรื่องระบบน้ำบริสุทธิ์สำหรับเครื่องไตเทียม ที่เกิดปัญหาเป็นบางช่วง เราก็สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเนื่องจากเรามี อ.กลศร ซึ่งเป็น expert ในด้านนี้ทำให้สามารถนเอาจุดเด่นของระบบน้ำทั้งหมด สำหรับประเทศมาลงที่นี่ได้ ทำให้กลายเป็นตัวอย่างที่ดีของระบบน้ำในการทำหน่วยไตเทียม ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เราทำกระจายกันไป
ด้านการวิจัย ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในระบบ training ผมได้ตั้งเป้าหมายพื้นฐานของหน่วยว่าอย่างน้อยเราจะต้องมีผลงานไปนำเสนอทั้งในและต่างประเทศ อย่างน้อยปีละ 2-3 ครั้ง
เป้าหมายในด้านการบริหาร ที่ผ่านมาบริหารทางด้านหน่วยโรคไต ทำได้ตามเป้าหมายเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันมาบริหารระดับโรงพยาบาลใหม่เป็นระบบราชการ รับผิดชอบระบบงานคุณภาพทั้งหมด รวมไปถึงระบบ IT ระบบการศึกษาและเรียนต่อของบุคลากร รวมไปถึงช่วย ผอ.ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่อง การเงิน ไฟดับ แอร์ไม่ทำงาน ซึ่งยอมรับว่าหลายอย่างยังไม่ได้ตามเป้า ก็จะต้องทำให้ดีที่สุดต่อไป
เป้าหมายการใช้ชีวิต จะมีงานอดิเรกนอกเหนือจากความเป็นแพทย์ ที่เป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งดี ถ้าทำงานอย่างเดียวก็ไม่ไหว งานอดิเรกผมจะสนใจดนตรีคลาสสิก เล่นดนตรีได้บ้าง ฟังคอนเสิร์ต ในเชิงกีฬา ชอบดูฟุตบอล เป้าหมายอื่น ก็ดูแลสุขภาพ การออกกำลังกายให้ได้อย่างสม่ำเสมอ พวกนี้เป็นกำลังผลักดันที่ทำให้งานประสบความสำเร็จด้วย

ที่ผ่านมาเป้าหมายที่สำเร็จ เกิดจากอะไร
เป้าหมายที่สำเร็จ เกิดจาก 1) เป้าหมายในชีวิตที่ตรงกับสิ่งที่เราชอบ คือ เนื่องจากผมชอบวิชาโรคไต เนื้อหาวิชาโรคไต และทำงานในหน่วยโรคไต ซึ่งเป็นหน่วยของวิชาที่เราชอบ ความสำเร็จมันไม่ยาก เราจะรู้แก่นว่าวิธีที่จะทำให้สำเร็จต้องทำตรงไหน อย่างเรื่องการทำตำราที่เป็นบรรณาธิการเอง ก็มีคนสงสัยว่างานยุ่งแล้วยังมีเวลาไปทำแบบนี้ได้อย่างไร จริง ๆ แล้วชอบเรื่องงานทำหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็ก ๆ เคยทำหนังสือการ์ตูนอ่านเอง พอโตขึ้นมาก็อยากทำหนังสือที่เป็นประโยชน์ พอเราชอบ ก็จะให้เวลากับมันเยอะ ก็จะทำให้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ หรือเรื่องของงานวิจัย ก็จะตรงกับสิ่งที่เราชอบมาตั้งแต่เด็ก คือ ความเป็นวิทยาศาสตร์ 2) การทำงานโดยใช้แผนกลยุทธ์ จะทำให้เราเห็นระบบขององค์กรในภาพรวมและมีความมั่นใจในการบริหารมากขึ้น ยกตัวอย่างเรื่องปัญหาของระบบแอร์ในห้องเซิร์ฟเวอร์ หากเราดูเฉพาะปัญหาดังกล่าวอย่างเดียว ก็จะแก้ปัญหาเฉพาะจุด แต่ถ้าเราดูปัญหาโดยมองภาพรวมขององค์กร เราอาจจะพบปัญหาอย่างอื่นแฝงอยู่ อย่างในเชิงกลยุทธ์ของระบบ HA เขาก็จะมีโมดูลให้ดูทั้งหมด 15 โมดูล พอเราวิเคราะห์ตามนั้น ก็จะสามารถหาวิธีที่สนุกไปกับมันได้ 3) แรงบันดาลใจจากครอบครัว ยกตัวอย่างเช่น คนใกล้ตัวอย่างภรรยาทำให้ผมรู้สึกว่าเราต้องทำงานให้เต็มที่ ภรรยาเขารอดูผลงานเราอยู่ด้วยว่าเป็นอย่างไร ก็อาจมีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จได้
มีบางครั้งที่เป้าหมายไม่สำเร็จเกิดจากอะไร ควรปรับปรุงเรื่องอะไร
สาเหตุที่เป้าหมายไม่สำเร็จ เรื่องแรกน่าจะเป็นเรื่องที่เราไม่เข้าใจระบบของมันดีพอ โดยเฉพาะในระบบราชการซึ่งมีหลายครั้งเราจะควบคุมได้ยาก และไม่ทันใจ เช่น การบริหารกำลังพล ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งถ้าเราพยายามศึกษา และเข้าใจระบบให้ดียิ่งขึ้น จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่ง
เรื่องที่สอง บางครั้งเราไม่ได้คิดถึงมุมมองของผู้ร่วมงานอย่างถ่องแท้ จากประสบการณ์สอนเราว่า เพื่อให้หน่วยงานดำเนินไปได้ดี เราต้องฟังความคิดเห็น แม้บางทีเขาไม่พูด เราก็ต้องวิเคราะห์เองด้วย การทำงานแบบสื่อสารในหลายทิศทางสำคัญที่สุด ก็จะทำให้ได้งานไปได้ อย่างเช่น การเป็นรอง ผอ. รพ.ทหารอากาศ (สีกัน) มีตึกใหญ่ขนาดใหญ่ มีบุคลากรกว่า 200 คน เราต้องพยายามเข้าถึงความคิดเห็นของเขา เพราะบางทีเราไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไรนี้สำคัญมาก
เรื่องที่สาม การตั้งเป้าที่เยอะเกินกว่าความเป็นไปได้ อย่างเช่น ตอนที่ผมอยู่หน่วยโรคไต ผมอยากจะพัฒนาหลาย ๆ ส่วนพัฒนาการปลูกถ่ายไต ตั้งเป้าหมายไว้ 10 เป้าหมาย แต่ว่าคนของเรามีอยู่แค่นั้น ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมาย อาจจะสำเร็จแค่ 3 เป้าหมาย ไม่สำเร็จ 7 เป้าหมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นการตั้งตัวชี้วัดในเชิงงานคุณภาพที่ไม่ได้ดูภาระงานจริง ๆ ของบุคลากรว่าเขามีเยอะขนาดไหน ตอนหลังพอเราปรับตัวได้ ก็ลดตัวชี้วัดลงเหลือแค่หัวข้อหลัก ๆ ที่สำคัญ เช่น จากตัวชี้วัด 35 ตัว ถ้าลองวิเคราะห์ตั้งแต่แรก และคัดเลือกตัวชี้วัดสำคัญแค่ 5 – 6 ตัว มาทำก่อน ลูกน้องก็จะรู้สึกว่าอยากจะทำกับเราเต็มที่
ในอดีตที่ผ่านมาเวลาประสบปัญหา เหนื่อยหรือท้อปรึกษากับใคร
ถ้าเป็นเรื่องงาน ปรึกษาอาจารย์หลัก ๆ ในหน่วย มีข้อดี คือ เราสามารถพูดได้ทุกเรื่องและทราบดีว่าอาจารย์แต่ละท่านชำนาญด้านไหนอย่าง อ.อนุตตร จะเป็นที่ปรึกษาในเรื่องของการตัดสินใจ การวางแผน ผมมีประสบการณ์ที่อาจารย์ช่วยแก้ปัญหาให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่เกิน 1-2 นาที อาจารย์สามารถให้คำแนะนำและหาทางออกได้เลย ส่วน อ.กลศร จะเป็นที่ปรึกษาในเรื่องการตัดสินใจที่ละเอียดอ่อน อย่างคนในหน่วยมีปัญหากัน อาจารย์ก็จะมีเทคนิคแนะนำเราได้ดีอย่างมาก ในขณะที่ อ.ทวีพงษ์ ท่านจะชำนาญเรื่องงานระบบของโรงพยาบาลในด้านต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันสามารถช่วยผมเรื่องการบริหารโรงพยาบาลได้อย่างมาก
เรื่องส่วนตัว ผมก็จะปรึกษาภรรยา คือ ภญ.สรัลสม เฟื่องอารมย์ เป็นหลัก มีข้อดี คือเขาเป็นคนเก่ง จะมีมุมมองจากจุดที่ต่างจากผมอยู่ มีแนวคิดหลาย ๆ อย่างที่ดี ที่สำคัญเขาตีโจทย์ได้กว้างและละเอียด รวมถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับงานและไม่เกี่ยวกับงาน ผมปรึกษาเขาได้หมดในทุก ๆ เรื่อง
บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน
คนแรกเลยคือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบในเรื่องความเสียสละ ทรงงานหนัก เป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน เวลาเราทำงานแล้ว แล้วมีอะไรที่เหนื่อย รู้สึกว่าไม่ได้ตามเป้าหมาย และงานเยอะก็จะนึกถึงพระองค์ท่านว่าเราทำงานที่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชฯ อยู่ในชื่อของพระองค์ท่าน ก็จะทำให้เราฟื้นกลับขึ้นมาแล้วทำงานต่อได้
คนที่สอง คือ คุณพ่อ ศ.นพ.ไพฑูรย์ คชเสนี ท่านเป็นอาจารย์แพทย์เป็นตัวอย่างของอาจารย์ที่ลูกศิษย์รักทุกคน ผมก็พยายามยึดตามแบบ เวลาสอนก็ตั้งใจสอนเต็มที่ เขาก็จะรู้สึกว่าเราเต็มที่ให้เขา นี้คือความเป็นอาจารย์
คนที่สาม คือ คุณแม่ วรรณา คชเสนี ท่านเป็นอาจารย์สอนธรรมะ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย จะสอนผมเรื่องการดำเนินชีวิตตามหลักพุทธศาสนาให้รู้จริง ๆ แล้วว่าเราไม่ควรไปยึดติดกับการเป็นตัวเรา หรือว่านี้เป็นผลงานของเรา ถ้าเราทำเต็มที่โดยที่เราไม่ยึดติดอะไรมากความสุขมันมาแล้ว และงานทุกอย่างก็จะสำเร็จได้ด้วยดี

คติหรือหลักการที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต
ผมยึดหลัก การประสบความสำเร็จได้จะต้องมีความรักในสิ่งที่เราทำ ซึ่งไปตรงกับวาทะของ Steve Jobs คือ “The only way to do great work is to love what you do” เราจำเป็นที่จะต้องชอบในสิ่งที่เราทำถึงจะสามารถทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้ ไม่ใช่แค่งานที่ดี
เราทำงานเต็มที่ แต่ให้เวลากับสิ่งที่เราชอบเรื่องอื่นที่ไม่ใช่งานด้วย อย่างผมชอบดนตรี ฟุตบอล มันจะเติมเต็มได้ สัก 20% ชีวิตเรา ถ้าใครชีวิต 100% มีแต่งานอย่างเดียว มันไม่น่าที่จะสนุก บางคนอาจจะชอบท่องเที่ยว วิ่งมาราธอน ขี่จักรยาน เรื่องนี้ต้องมี งานที่เราทำก็ต้องทำเต็มที่ ซึ่งบางทีสิ่งที่ผมชอบไม่ได้ทำเป็นอาทิตย์ แต่พอถึงเวลาเราก็ต้องหาเวลาให้กับมัน
มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางในอนาคตเป็นอย่างไร
เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่แพทย์ในยุค social network, Gen Y ค่อนข้างห่างจากคนไข้ มักใช้เทคโนโลยีในการตรวจรักษาคนไข้มากกว่าการพูดคุยและแตะตัวคนไข้ ซึ่งทำให้เราสื่อสารกันต่อหน้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด เจอหน้าคนไข้ปุ๊บ ซักประวัติปุ๊บ ก็ส่งเอกซเรย์เลย หรือบางทีส่ง CT, MRI เลย ซึ่งมีข้อดีคือ การใช้เทคโนโลยีมัน safe ไม่ค่อยผิดพลาด แต่จะขาดความสัมพันธ์ของแพทย์กับคนไข้ไป จุดนี้น่าจะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ปัจจุบันแพทย์ถูกฟ้องร้องได้ง่ายขึ้น เพราะความสัมพันธ์แบบเก่าลดลง ผมว่าถ้าจะให้วงการแพทย์เราเป็นที่ยอมรับเหมือนในอดีต การสร้าง doctor patient relationship ในแบบเดิม หรืออย่างน้อย 30-40% ของแบบเดิม ผมว่าจะช่วยได้ อย่างเมื่อ 15 ปีที่แล้วที่ผมอยู่อังกฤษหมออังกฤษทุกคนใช้เวลาคุยและตรวจคนไข้นาน มีการฟังหัวใจ ฟังปอดตลอด ซึ่งผมว่ามันดี บางทีการทำพวกนี้มันทำให้คนไข้เชื่อถือเรา ต่อให้การรักษาเรามีผิดพลาดบ้าง ก็จะช่วยได้
การปฏิสัมพันธ์ของหมอกับหมอด้วยกันก็สำคัญ เวลาไปสอนนักศึกษาแพทย์ปี 4-5 จะขอสไลด์เราไปดูแล้วเอาไปลงใน iPad เวลาที่เราสอนเขาก็นั่งก้มหน้า แล้วมองเราที แล้วก็ก้มหน้าดู iPad ต่อผมกับนักเรียนแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเลย ยกเว้นช่วงถาม-ตอบ ซึ่งก็มีน้อยมาก จึงอยากให้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้ interactive มากขึ้น
ข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ว่าจะสำเร็จต้องทำอย่างไร
สำหรับแพทย์ทั่ว ๆ ไป เราต้องรู้ว่าเราชอบทำอะไรและมุ่งมั่นกับมันให้เต็มที่ เพราะคนเรามีศักยภาพอยู่แล้ว ถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบ และต้องมีงานอดิเรกที่นอกเหนือจากงานประจำด้วย
สำหรับแพทย์ในสาขาโรคไตส่วนใหญ่เป็นแพทย์ที่เก่ง แต่เราต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และต้องมีความขยัน เพราะแพทย์โรคไตและบุคลากรทางการแพทย์ด้านโรคไตตอนนี้เป็นกลุ่มที่ถูกมองจากสังคมทางสาธารณสุขเยอะ เนื่องจากค่าใช้จ่ายของการล้างไตที่รัฐบาลจ่ายให้ผู้ป่วยสูงมาก เพราะฉะนั้น จะถูกจับตามองเลยว่าคุณขยันทำงานเต็มที่ไหม คุณทำได้ตามเป้าหรือเปล่า จะได้รับการมอนิเตอร์ทั้งหมด ถ้าเราทำเต็มที่ ทุกอย่างโอเคก็ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังอยากให้แพทย์โรคไตรวมกลุ่มกันให้แน่นแฟ้นไว้ เพื่อจะได้ช่วยเหลือกันทั้งในด้านวิชาการและคำปรึกษาด้านอื่น

