CIMjournal

อาจารย์ นพ. พงศธร คชเสนี สาขาโรคไต


ก็มีคนสงสัยว่างานยุ่ง แล้วยังมีเวลาไปทำแบบนี้ได้อย่างไร…”

น.อ. นพ. พงศธร คชเสนี
อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ
รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) กรมแพทย์ทหารอากาศ

บทสัมภาษณ์จากวารสาร CVM ฉบับที่ 108 ปี 2562

 

แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาอายุรแพทย์โรคไต

ผมเรียนมัธยมที่โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ ตอน ม.ปลาย ชอบฟิสิกส์กับเคมี และมีความฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่คุณพ่อท่านเป็นอาจารย์ศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี อยากให้ผมเป็นแพทย์เช่นเดียวกับท่านและคุณปู่ โดยท่านบอกการเป็นแพทย์นั้น จะมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวและยังได้ทำประโยชน์ให้แก่คนไข้อีกด้วย ทำให้ผมตัดสินใจที่จะเรียนแพทย์ และสอบเข้าแพทย์ที่คณะแพทยศาสตร์ มศว รุ่นที่ 6 ตอนนั้นเรียนที่วชิรพยาบาล

พอเรียนผ่านเข้าปี 2-3 ก็รู้สึกว่ามีสิ่งที่เราชอบอยู่ก็คือ Physiology ซึ่งตรงกับ สิ่งที่ผมชอบสมัย ม.ปลาย พอขึ้นเรียนทางคลินิก เรียนทางอายุรศาสตร์ ก็พบว่า อายุรศาสตร์ใช่เลย เพราะมีการวิเคราะห์ทางกลไกพยาธิสรีรวิทยา ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ทางคลินิก เป็นสิ่งที่เราใช้ความคิดและได้ช่วยคนไข้ไปในตัว ตอนเรียนแพทย์เดิมกะว่าจะเป็นศัลยแพทย์ตามคุณพ่อ แต่ตอนปี 4 ทำคะแนนอายุรศาสตร์ได้ดีกว่า เพราะชอบลักษณะวิชาและวิธีคิดแบบอายุรศาสตร์ จึงขอคุณพ่อเรียนอายุรศาสตร์ ตั้งแต่อยู่ ปี 5 ที่จริงตอนแรกอยากเรียน Cardio เพราะคุณพ่อเป็นโรคหัวใจ แต่ว่าด้วยความที่เราชอบอ่านกลไกต่าง ๆ ก็เลยทำให้ชอบ Nephro กับ Neuro เป็นลำดับต้น ๆ จริง ๆ ตอนที่เรียนอยู่วชิระก็จะมีอาจารย์อายุรศาสตร์ที่ชอบหลายคน เช่น อ.ภัทรา คูระทอง อ.ชาญพงค์ ตังคณะกุล เป็นต้น พอได้ไปร่วมฟังประชุมวิชาการเจอการอภิปรายแลกเปลี่ยนของอายุรแพทย์อย่าง อ.กัมมันต์ พันธุมจินดา และ อ.วิศิษฏ์ สิตปรีชา ก็ยิ่งทำให้เราอยากจะอยู่ในสาขานี้

พอจบก็มาใช้ทุนที่กองทัพอากาศ โดยปีแรกอยู่ที่ โรงพยาบาลจันทรุเบกษา กำแพงแสน ต่อด้วย โรงพยาบาลกองบิน 56 หาดใหญ่ หลังจากนั้นก็มาเรียนแพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์ที่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ 3 ปี ตอนช่วงปี 2 เราจะได้ผ่านหน่วยต่าง ๆ ซึ่งในตอนนั้นหน่วยโรคไตของโรงพยาบาลภูมิพลฯ ก็กำลังเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา นำโดยอาจารย์ 3 ท่าน คือ พล.อ.ท.นพ.กลศร ภัคโชตานนท์ พล.อ.ท.นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ และ พล.อ.ต.นพ.ทวีพงษ์ ปาจรีย์ รู้สึกชอบงานและบรรยากาศในหน่วย ชอบทางด้านโรคไต เพราะรู้สึกท้าทาย มีความยากและสนุกอยู่ในตัว มีให้อ่านค้นคว้าไปเรื่อย ๆ มีเปลี่ยนทฤษฎี คิดว่าในอนาคตอยากมาร่วมงานด้วย พอดีอาจารย์ติดต่อมาว่าสนใจจะมาเป็นอาจารย์ในหน่วยไหม เลยตอบตกลงไป ต่อมาคุณพ่อผมได้ติดต่อให้ผมไปเรียนต่อด้าน nephrology ที่มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ สหราชอาณาจักร 2 ปี พอกลับมาก็สอบหนังสืออนุมัติฯ และทำงานเป็นอาจารย์ในหน่วย พอปี 2554 ก็ได้เป็นหัวหน้าหน่วยโรคไต จนถึงปี 2561 ได้ย้ายมาเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) กรมแพทย์ทหารอากาศจนถึงปัจจุบัน


เป้าหมายที่มีการตั้งไว้ในการเป็นแพทย์หรือการใช้ชีวิต

เป้าหมายในการเป็นแพทย์ เนื่องจากชอบทางด้านการเรียนการสอนจึงอยากทำด้านนี้ให้ดีที่สุด ตอนที่รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยโรคไตของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช พอ. จึงตั้งใจที่จะทำให้การฝึกอบรมอายุรศาสตร์ โรคไตของหน่วยได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายคือผลการสอบของ fellow เป็นที่ยอมรับ มีชื่อเสียงเพียงพอที่จะสามารถดึงดูดแพทย์เก่ง ๆ มาสมัครได้ ซึ่งจากผลงานนี้ขอให้เครดิตกับบุคลากรของหน่วยโรคไตทุกคน ซึ่งรวมถึงอาจารย์หลาย ๆ ท่าน และพยาบาลโรคไต

ด้านการบริการ เรามีการวิเคราะห์กลยุทธ์ และพัฒนาคุณภาพตามแบบสรพ. คือ จุดไหนที่เป็นจุดแข็งเราเสริมจุดแข็งเข้าไป โดยวิเคราะห์เป็นแบบ patient center ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เช่น จุดแข็งของหน่วยโรคไต ภูมิพลฯ คือ เรื่องของ multidisciplinary CKD Clinic ซึ่งมีผลลัพธ์การดูแลที่ดีมาก แต่อาจจะรอคิวนาน เราก็ได้มีการวิเคราะห์แบบกลุ่ม แบบ PDCA นำ lean มาจับ ทำอย่างไรให้ลดเวลารอคอย คุณภาพจะต้องดีขึ้น

ในเรื่องที่ยังเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขก็ต้องทำการวิเคราะห์เช่นกัน อย่างเรื่องปัญหาของงานปลูกถ่ายไตก็ต้องประชุมสัมมนากันจนได้ guideline และ care map ที่เหมาะกับหน่วย หรือเรื่องระบบน้ำบริสุทธิ์สำหรับเครื่องไตเทียม ที่เกิดปัญหาเป็นบางช่วง เราก็สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเนื่องจากเรามี อ.กลศร ซึ่งเป็น expert ในด้านนี้ทำให้สามารถนเอาจุดเด่นของระบบน้ำทั้งหมด สำหรับประเทศมาลงที่นี่ได้ ทำให้กลายเป็นตัวอย่างที่ดีของระบบน้ำในการทำหน่วยไตเทียม ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เราทำกระจายกันไป

ด้านการวิจัย ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในระบบ training ผมได้ตั้งเป้าหมายพื้นฐานของหน่วยว่าอย่างน้อยเราจะต้องมีผลงานไปนำเสนอทั้งในและต่างประเทศ อย่างน้อยปีละ 2-3 ครั้ง

เป้าหมายในด้านการบริหาร ที่ผ่านมาบริหารทางด้านหน่วยโรคไต ทำได้ตามเป้าหมายเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันมาบริหารระดับโรงพยาบาลใหม่เป็นระบบราชการ รับผิดชอบระบบงานคุณภาพทั้งหมด รวมไปถึงระบบ IT ระบบการศึกษาและเรียนต่อของบุคลากร รวมไปถึงช่วย ผอ.ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่อง การเงิน ไฟดับ แอร์ไม่ทำงาน ซึ่งยอมรับว่าหลายอย่างยังไม่ได้ตามเป้า ก็จะต้องทำให้ดีที่สุดต่อไป

เป้าหมายการใช้ชีวิต จะมีงานอดิเรกนอกเหนือจากความเป็นแพทย์ ที่เป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งดี ถ้าทำงานอย่างเดียวก็ไม่ไหว งานอดิเรกผมจะสนใจดนตรีคลาสสิก เล่นดนตรีได้บ้าง ฟังคอนเสิร์ต ในเชิงกีฬา ชอบดูฟุตบอล เป้าหมายอื่น ก็ดูแลสุขภาพ การออกกำลังกายให้ได้อย่างสม่ำเสมอ พวกนี้เป็นกำลังผลักดันที่ทำให้งานประสบความสำเร็จด้วย


ที่ผ่านมาเป้าหมายที่สำเร็จ เกิดจากอะไร

เป้าหมายที่สำเร็จ เกิดจาก 1) เป้าหมายในชีวิตที่ตรงกับสิ่งที่เราชอบ คือ เนื่องจากผมชอบวิชาโรคไต เนื้อหาวิชาโรคไต และทำงานในหน่วยโรคไต ซึ่งเป็นหน่วยของวิชาที่เราชอบ ความสำเร็จมันไม่ยาก เราจะรู้แก่นว่าวิธีที่จะทำให้สำเร็จต้องทำตรงไหน อย่างเรื่องการทำตำราที่เป็นบรรณาธิการเอง ก็มีคนสงสัยว่างานยุ่งแล้วยังมีเวลาไปทำแบบนี้ได้อย่างไร จริง ๆ แล้วชอบเรื่องงานทำหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็ก ๆ เคยทำหนังสือการ์ตูนอ่านเอง พอโตขึ้นมาก็อยากทำหนังสือที่เป็นประโยชน์ พอเราชอบ ก็จะให้เวลากับมันเยอะ ก็จะทำให้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ หรือเรื่องของงานวิจัย ก็จะตรงกับสิ่งที่เราชอบมาตั้งแต่เด็ก คือ ความเป็นวิทยาศาสตร์ 2) การทำงานโดยใช้แผนกลยุทธ์ จะทำให้เราเห็นระบบขององค์กรในภาพรวมและมีความมั่นใจในการบริหารมากขึ้น ยกตัวอย่างเรื่องปัญหาของระบบแอร์ในห้องเซิร์ฟเวอร์ หากเราดูเฉพาะปัญหาดังกล่าวอย่างเดียว ก็จะแก้ปัญหาเฉพาะจุด แต่ถ้าเราดูปัญหาโดยมองภาพรวมขององค์กร เราอาจจะพบปัญหาอย่างอื่นแฝงอยู่ อย่างในเชิงกลยุทธ์ของระบบ HA เขาก็จะมีโมดูลให้ดูทั้งหมด 15 โมดูล พอเราวิเคราะห์ตามนั้น ก็จะสามารถหาวิธีที่สนุกไปกับมันได้ 3) แรงบันดาลใจจากครอบครัว ยกตัวอย่างเช่น คนใกล้ตัวอย่างภรรยาทำให้ผมรู้สึกว่าเราต้องทำงานให้เต็มที่ ภรรยาเขารอดูผลงานเราอยู่ด้วยว่าเป็นอย่างไร ก็อาจมีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จได้


มีบางครั้งที่เป้าหมายไม่สำเร็จเกิดจากอะไร ควรปรับปรุงเรื่องอะไร

สาเหตุที่เป้าหมายไม่สำเร็จ เรื่องแรกน่าจะเป็นเรื่องที่เราไม่เข้าใจระบบของมันดีพอ โดยเฉพาะในระบบราชการซึ่งมีหลายครั้งเราจะควบคุมได้ยาก และไม่ทันใจ เช่น การบริหารกำลังพล ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งถ้าเราพยายามศึกษา และเข้าใจระบบให้ดียิ่งขึ้น จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

เรื่องที่สอง บางครั้งเราไม่ได้คิดถึงมุมมองของผู้ร่วมงานอย่างถ่องแท้ จากประสบการณ์สอนเราว่า เพื่อให้หน่วยงานดำเนินไปได้ดี เราต้องฟังความคิดเห็น แม้บางทีเขาไม่พูด เราก็ต้องวิเคราะห์เองด้วย การทำงานแบบสื่อสารในหลายทิศทางสำคัญที่สุด ก็จะทำให้ได้งานไปได้ อย่างเช่น การเป็นรอง ผอ. รพ.ทหารอากาศ (สีกัน) มีตึกใหญ่ขนาดใหญ่ มีบุคลากรกว่า 200 คน เราต้องพยายามเข้าถึงความคิดเห็นของเขา เพราะบางทีเราไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไรนี้สำคัญมาก

เรื่องที่สาม การตั้งเป้าที่เยอะเกินกว่าความเป็นไปได้ อย่างเช่น ตอนที่ผมอยู่หน่วยโรคไต ผมอยากจะพัฒนาหลาย ๆ ส่วนพัฒนาการปลูกถ่ายไต ตั้งเป้าหมายไว้ 10 เป้าหมาย แต่ว่าคนของเรามีอยู่แค่นั้น ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมาย อาจจะสำเร็จแค่ 3 เป้าหมาย ไม่สำเร็จ 7 เป้าหมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นการตั้งตัวชี้วัดในเชิงงานคุณภาพที่ไม่ได้ดูภาระงานจริง ๆ ของบุคลากรว่าเขามีเยอะขนาดไหน ตอนหลังพอเราปรับตัวได้ ก็ลดตัวชี้วัดลงเหลือแค่หัวข้อหลัก ๆ ที่สำคัญ เช่น จากตัวชี้วัด 35 ตัว ถ้าลองวิเคราะห์ตั้งแต่แรก และคัดเลือกตัวชี้วัดสำคัญแค่ 5 – 6 ตัว มาทำก่อน ลูกน้องก็จะรู้สึกว่าอยากจะทำกับเราเต็มที่


ในอดีตที่ผ่านมาเวลาประสบปัญหา เหนื่อยหรือท้อปรึกษากับใคร

ถ้าเป็นเรื่องงาน ปรึกษาอาจารย์หลัก ๆ ในหน่วย มีข้อดี คือ เราสามารถพูดได้ทุกเรื่องและทราบดีว่าอาจารย์แต่ละท่านชำนาญด้านไหนอย่าง อ.อนุตตร จะเป็นที่ปรึกษาในเรื่องของการตัดสินใจ การวางแผน ผมมีประสบการณ์ที่อาจารย์ช่วยแก้ปัญหาให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่เกิน 1-2 นาที อาจารย์สามารถให้คำแนะนำและหาทางออกได้เลย ส่วน อ.กลศร จะเป็นที่ปรึกษาในเรื่องการตัดสินใจที่ละเอียดอ่อน อย่างคนในหน่วยมีปัญหากัน อาจารย์ก็จะมีเทคนิคแนะนำเราได้ดีอย่างมาก ในขณะที่ อ.ทวีพงษ์ ท่านจะชำนาญเรื่องงานระบบของโรงพยาบาลในด้านต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันสามารถช่วยผมเรื่องการบริหารโรงพยาบาลได้อย่างมาก

เรื่องส่วนตัว ผมก็จะปรึกษาภรรยา คือ ภญ.สรัลสม เฟื่องอารมย์ เป็นหลัก มีข้อดี คือเขาเป็นคนเก่ง จะมีมุมมองจากจุดที่ต่างจากผมอยู่ มีแนวคิดหลาย ๆ อย่างที่ดี ที่สำคัญเขาตีโจทย์ได้กว้างและละเอียด รวมถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับงานและไม่เกี่ยวกับงาน ผมปรึกษาเขาได้หมดในทุก ๆ เรื่อง


บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน

คนแรกเลยคือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบในเรื่องความเสียสละ ทรงงานหนัก เป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน เวลาเราทำงานแล้ว แล้วมีอะไรที่เหนื่อย รู้สึกว่าไม่ได้ตามเป้าหมาย และงานเยอะก็จะนึกถึงพระองค์ท่านว่าเราทำงานที่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชฯ อยู่ในชื่อของพระองค์ท่าน ก็จะทำให้เราฟื้นกลับขึ้นมาแล้วทำงานต่อได้

คนที่สอง คือ คุณพ่อ ศ.นพ.ไพฑูรย์ คชเสนี ท่านเป็นอาจารย์แพทย์เป็นตัวอย่างของอาจารย์ที่ลูกศิษย์รักทุกคน ผมก็พยายามยึดตามแบบ เวลาสอนก็ตั้งใจสอนเต็มที่ เขาก็จะรู้สึกว่าเราเต็มที่ให้เขา นี้คือความเป็นอาจารย์

คนที่สาม คือ คุณแม่ วรรณา คชเสนี ท่านเป็นอาจารย์สอนธรรมะ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย จะสอนผมเรื่องการดำเนินชีวิตตามหลักพุทธศาสนาให้รู้จริง ๆ แล้วว่าเราไม่ควรไปยึดติดกับการเป็นตัวเรา หรือว่านี้เป็นผลงานของเรา ถ้าเราทำเต็มที่โดยที่เราไม่ยึดติดอะไรมากความสุขมันมาแล้ว และงานทุกอย่างก็จะสำเร็จได้ด้วยดี


คติหรือหลักการที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต

ผมยึดหลัก การประสบความสำเร็จได้จะต้องมีความรักในสิ่งที่เราทำ ซึ่งไปตรงกับวาทะของ Steve Jobs คือ “The only way to do great work is to love what you do” เราจำเป็นที่จะต้องชอบในสิ่งที่เราทำถึงจะสามารถทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้ ไม่ใช่แค่งานที่ดี

เราทำงานเต็มที่ แต่ให้เวลากับสิ่งที่เราชอบเรื่องอื่นที่ไม่ใช่งานด้วย อย่างผมชอบดนตรี ฟุตบอล มันจะเติมเต็มได้ สัก 20% ชีวิตเรา ถ้าใครชีวิต 100% มีแต่งานอย่างเดียว มันไม่น่าที่จะสนุก บางคนอาจจะชอบท่องเที่ยว วิ่งมาราธอน ขี่จักรยาน เรื่องนี้ต้องมี งานที่เราทำก็ต้องทำเต็มที่ ซึ่งบางทีสิ่งที่ผมชอบไม่ได้ทำเป็นอาทิตย์ แต่พอถึงเวลาเราก็ต้องหาเวลาให้กับมัน


มองการแพทย์ของเมืองไทยว่าอย่างไร ทิศทางในอนาคตเป็นอย่างไร

เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่แพทย์ในยุค social network, Gen Y ค่อนข้างห่างจากคนไข้ มักใช้เทคโนโลยีในการตรวจรักษาคนไข้มากกว่าการพูดคุยและแตะตัวคนไข้ ซึ่งทำให้เราสื่อสารกันต่อหน้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด เจอหน้าคนไข้ปุ๊บ ซักประวัติปุ๊บ ก็ส่งเอกซเรย์เลย หรือบางทีส่ง CT, MRI เลย ซึ่งมีข้อดีคือ การใช้เทคโนโลยีมัน safe ไม่ค่อยผิดพลาด แต่จะขาดความสัมพันธ์ของแพทย์กับคนไข้ไป จุดนี้น่าจะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ปัจจุบันแพทย์ถูกฟ้องร้องได้ง่ายขึ้น เพราะความสัมพันธ์แบบเก่าลดลง ผมว่าถ้าจะให้วงการแพทย์เราเป็นที่ยอมรับเหมือนในอดีต การสร้าง doctor patient relationship ในแบบเดิม หรืออย่างน้อย 30-40% ของแบบเดิม ผมว่าจะช่วยได้ อย่างเมื่อ 15 ปีที่แล้วที่ผมอยู่อังกฤษหมออังกฤษทุกคนใช้เวลาคุยและตรวจคนไข้นาน มีการฟังหัวใจ ฟังปอดตลอด ซึ่งผมว่ามันดี บางทีการทำพวกนี้มันทำให้คนไข้เชื่อถือเรา ต่อให้การรักษาเรามีผิดพลาดบ้าง ก็จะช่วยได้

การปฏิสัมพันธ์ของหมอกับหมอด้วยกันก็สำคัญ เวลาไปสอนนักศึกษาแพทย์ปี 4-5 จะขอสไลด์เราไปดูแล้วเอาไปลงใน iPad เวลาที่เราสอนเขาก็นั่งก้มหน้า แล้วมองเราที แล้วก็ก้มหน้าดู iPad ต่อผมกับนักเรียนแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเลย ยกเว้นช่วงถาม-ตอบ ซึ่งก็มีน้อยมาก จึงอยากให้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้ interactive มากขึ้น


ข้อแนะนำให้แพทย์รุ่นใหม่ว่าจะสำเร็จต้องทำอย่างไร

สำหรับแพทย์ทั่ว ๆ ไป เราต้องรู้ว่าเราชอบทำอะไรและมุ่งมั่นกับมันให้เต็มที่ เพราะคนเรามีศักยภาพอยู่แล้ว ถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบ และต้องมีงานอดิเรกที่นอกเหนือจากงานประจำด้วย

สำหรับแพทย์ในสาขาโรคไตส่วนใหญ่เป็นแพทย์ที่เก่ง แต่เราต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และต้องมีความขยัน เพราะแพทย์โรคไตและบุคลากรทางการแพทย์ด้านโรคไตตอนนี้เป็นกลุ่มที่ถูกมองจากสังคมทางสาธารณสุขเยอะ เนื่องจากค่าใช้จ่ายของการล้างไตที่รัฐบาลจ่ายให้ผู้ป่วยสูงมาก เพราะฉะนั้น จะถูกจับตามองเลยว่าคุณขยันทำงานเต็มที่ไหม คุณทำได้ตามเป้าหรือเปล่า จะได้รับการมอนิเตอร์ทั้งหมด ถ้าเราทำเต็มที่ ทุกอย่างโอเคก็ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังอยากให้แพทย์โรคไตรวมกลุ่มกันให้แน่นแฟ้นไว้ เพื่อจะได้ช่วยเหลือกันทั้งในด้านวิชาการและคำปรึกษาด้านอื่น

 

PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก