“สอบเอนทรานซ์ตัดสินใจเลือกแพทย์จุฬาฯ อันดับเดียว อันดับอื่นเลือกแต่สถาปัตย์ สุดท้ายสอบติดแพทย์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต”
พล.อ.ท. นพ. อนุตตร จิตตินันทน์
ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
บทสัมภาษณ์จากวารสาร CVM ฉบับที่ 119 ปี 2564
แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาโรคไต
จะเรียกว่าไม่มีแรงบันดาลใจ แต่เป็นพรหมลิขิตที่มาเป็นอายุรแพทย์โรคไตก็คงไม่ผิดครับ ความจริงผมชอบสถาปัตย์ ชอบวาดเขียน ชอบงานศิลปะ ตอนสอบเอนทรานซ์ตัดสินใจเลือกแพทย์จุฬาฯ อันดับเดียวตามที่คุณแม่ที่เป็นหมอ ซึ่งอยากให้ผมเป็นหมอเช่นกัน โดยผมคิดว่าอย่างไร ก็คงสอบไม่ติดแพทย์อันดับอื่นเลือกแต่สถาปัตย์แต่สุดท้ายสอบติดแพทย์ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตถึงแม้จะไม่สมดังใจชอบของตัวเอง แต่ก็มาคิดว่าอาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่ได้ทำประโยชน์เพื่อคนอื่นดูแลรักษาผู้ป่วยให้หายจากความเจ็บป่วย และก็ใช้ศิลปะเหมือนกัน เหมือนอย่างที่สมัยก่อนเรียกการทำงานของแพทย์ว่า “การประกอบโรคศิลป์”
ตอนเข้ารับราชการหลังจบแพทย์ฝึกหัดจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตอนนั้นตั้งใจจะเข้ารับราชการในกระทรวงสาธารณสุข อยากจะไปเป็นหมอทำงานในต่างจังหวัด แต่ในปีที่จบ มีคนเลือกที่จะทำงานในกระทรวงสาธารณสุขเกินกว่าจำนวนที่จะรับได้ จึงต้องจับฉลาก ตนเองจับฉลากไม่ได้จึงต้องมาทำงานในสังกัดกลาโหมแทน แต่ก็โชคดีที่ได้มาบรรจุเข้ารับราชการในกองทัพอากาศครบ 2 ปีของการใช้ทุนก็คิดจะเรียนต่อเหมือนกับเพื่อน ๆ ในรุ่นเดียวกัน แต่เนื่องจากไม่ได้เป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช อาจารย์ที่โรงพยาบาลก็ไม่เคยรู้จัก เลยไม่ได้ทุน
แต่อยากเรียน หลังใช้ทุนครบจึงไปสมัครเรียนอิสระ 3 สาขา คือ สูตินรีเวช กุมารเวชศาสตร์ และอายุรศาสตร์ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้การรับคัดเลือกเพื่อเข้าเรียนทั้งสามสาขาวิชา จึงตั้งใจลาออกจากกองทัพอากาศเพื่อเรียนต่อแต่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้ลาออก เลยกลับมาขอรับทุนกองทัพอากาศ ที่จริงอยากเรียนสูติฯ กับกุมารฯ แต่เนื่องจากทั้งสองสาขามีคนรับทุนแล้ว และความต้องการแพทย์ทั้งสองสาขาไม่มาก ต้องการอายุรแพทย์มากกว่า ก็เลยต้องรับทุนกองทัพอากาศมาเรียนอายุรศาสตร์ที่จุฬาฯ ระหว่างเรียนอายุรศาสตร์ที่จุฬาฯ ชอบวิชาต่อมไร้ท่อ ตั้งใจจะกลับมาทำงานด้านนี้ แต่ในขณะนั้น โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่หลายคนแล้ว แต่ยังไม่มีอายุรแพทย์โรคไต ผู้บริหารของโรงพยาบาลเลยขอให้ผมเปลี่ยนเข็มมาทำงานด้านโรคไต จึงได้กลับมาบุกเบิกสร้างหน่วยไต ที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ร่วมกับ พล.อ.ท. กลศร ภัคโชตานนท์ แล้วก็ขอทุนคุ้มเกล้าฯ เรียนต่อด้านนี้ที่ Denver, Colorado สหรัฐอเมริกา อ่านแล้วคงเห็นว่าผมไม่ได้เรียนหรือทำงานตามที่ตนเองตั้งใจไว้ก่อนเลย แต่ทุกครั้งที่ได้โอกาสที่จะเรียนหรือทำงาน ก็จะปรับตัว ให้ตนเองรักการเรียน รักการทำงานในสิ่งที่ตนเองต้องเป็นเสมอมา ทำให้เรียนและทำงานทุกอย่างได้อย่างมีความสุขเสมอมา
ความภูมิใจและความสำเร็จที่ผ่านมา
เรื่องแรก คือ ภูมิใจที่เป็นผู้นำครอบครัวที่มีความสุข มีภรรยา (ศิริกุล) ที่คอยดูแลและให้กำลังใจเสมอ มีลูกชาย (ชานน) และลูกสาว (ปาลิตา) ที่เป็นเด็กดี ไม่เคยทำให้หนักใจเลย ตอนนี้ลูกชายจบปริญญาโท จากอังกฤษ ทำงานเป็นผู้วิเคราะห์อาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย ลูกสาวจบแพทย์ศิริราชมาทำงานที่กองทัพอากาศ จบอายุรศาสตร์ และกำลังเรียนต่อยอดอายุรศาสตร์โรคไต ที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
เรื่องที่สอง คือ ภูมิใจที่ตัวเองได้เป็นแพทย์ ได้ช่วยเหลือคนไข้ทางด้านอายุรกรรมทั่วไปและโรคไตรวมทั้งภูมิใจที่ได้เป็นอาจารย์แพทย์ ได้สอนแพทย์ ลูกศิษย์ให้ได้ไปช่วยเหลือผู้ป่วยในการที่จะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคภัยไข้เจ็บและได้มีส่วนสำคัญในการบุกเบิกหน่วยโรคไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช จนก้าวหน้าเป็นศูนย์โรคไตที่สามารถให้การรักษาด้านโรคไตครบวงจร เป็นสถาบันฝึกอบรมด้านโรคไตที่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน และยังได้มีโอกาสในการผลักดันนโยบายระดับประเทศที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้ป่วยโรคไต เช่น การเบิกจ่ายค่าฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในสถานพยาบาลเอกชน การเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการเบิกยากระตุ้นเม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยโรคไต การเพิ่มสิทธิประโยชน์เรื่องการฟอกเลือดให้กับผู้ป่วยเอชไอวี เป็นต้น
เรื่องที่สามคือภูมิใจที่ได้มาทำงานในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ทำงานในโรงพยาบาลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานพระนามาภิไธยเป็นชื่อโรงพยาบาล ผมทำงานที่นี่ผมมีความสุข รู้สึกว่าได้รับใช้พระองค์ตลอดเวลาที่ได้ทำงาน และพยายามทำงานให้ดีที่สุดให้กับโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช โดยเฉพาะภูมิใจที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลจนโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชได้รับการรับรองกระบวนการพัฒนาคุณภาพขั้นก้าวหน้า (Advanced HA) ถึงแม้เกษียณอายุราชการแล้วก็ยังได้มาช่วยงานในโรงพยาบาลแห่งนี้อยู่
เรื่องที่สี่ คือ ความภูมิใจที่ได้มีโอกาสทำงานให้กับหลายองค์กรวิชาชีพเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมจนได้รับตำแหน่งผู้นำสูงสุดขององค์กร ได้แก่ เจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ นายกสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ต้องยอมรับว่าโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชไม่ได้เป็นสถาบันใหญ่ การที่ตนเองได้เข้าไปยืนในตำแหน่งเหล่านี้ที่แพทย์ท่านอื่นยอมรับในบทบาททางวิชาการ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ผมภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

ปัจจัยที่เป็นที่มาสู่ความสำเร็จอันนำมาสู่ความภูมิใจ
สิ่งแรกที่สำคัญที่ตนเองทำมาตลอด คือ การทำงานอย่างเต็มที่ในทุกเรื่อง และตั้งเป้าหมายทุกครั้งก่อนทำไม่ทำงานแบบจับจด ไม่ทำไปโดยไม่คิดว่าจะไปสิ้นสุดตรงไหน และพยายามทำให้ถึงเป้าหมาย ผมเป็นคนคิดบวกเสมอ จึงคิดว่าถ้าทำอะไรไม่สำเร็จก็จะไม่คิดว่าเราล้มเหลว หากเราได้ทำงานอย่างเต็มที่แล้ว แต่มันจะเป็นประสบการณ์ในการทำงานต่อไปให้ดีขึ้นอีก
ปัจจัยที่สอง คือ ความพยายามที่จะรักษาสมดุลระหว่างเรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว และเรื่องงาน เพราะเราจะทำงานโดยที่เราไม่ได้ดูแลสุขภาพของตัวเองไม่ได้ และผมมองว่าครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตพยายามหาเวลาให้กับครอบครัวอยู่เสมอ ครอบครัวจึงมีความผูกพันกันและเป็นกำลังใจให้กันและกันเสมอ
เรื่องที่สาม เกิดจากการที่ผมไม่เคยคิดว่าตนเองเก่ง จะบอกกับตัวเองและคนอื่น ๆ เสมอว่า ผมไม่ใช่คนเก่ง อย่างเรื่องของวิชาการ ผมคิดเสมอว่าอยู่ในสถาบันเล็ก เพราะฉะนั้น เวลาทำอะไรก็จะตั้งใจมากและทำให้ดีที่สุด อย่างไปสอนอะไรสักอย่าง ไปทำงานของสมาคมหรือราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ก็จะ update ข้อมูลทางวิชาการอย่างเต็มที่ และพยายามปรับปรุงเนื้อหาและวิธีการสอนอยู่เสมอ เนื้อหาต้องปรับให้เหมาะสมกับผู้ฟัง ทำเรื่องที่ยากให้เข้าใจง่าย เมื่อต้องเป็นผู้บริหารก็ต้องเรียนรู้งานจากลูกน้อง ให้เกียรติผู้ร่วมงานทุกคน ยอมรับในความรู้ที่เขามีในงานที่เขาทำมานานกว่าเรา และอย่าอายที่จะถามคำถามที่เราไม่รู้กับลูกน้อง หรือกับลูกศิษย์
กว่าจะถึงวันที่ประสบความสำเร็จ ผ่านอุปสรรคอะไรบ้าง และเอาชนะได้อย่างไร
ไม่เคยคิดว่าอะไรเป็นอุปสรรค อาจเกิดจากการที่ผมทำอะไรเต็มที่หัวหน้าและผู้ร่วมงานพอเห็นว่าผมทำงานหนัก ก็จะเข้ามาสนับสนุนและช่วยเหลือผม ครอบครัวเห็นว่าผมทำงานหนักก็จะให้กำลังใจ สิ่งที่คนอื่นอาจมองว่าเป็นอุปสรรคแต่ผมจะมองว่าเป็นความท้าทายมากกว่า และมองว่าสิ่งนั้นเป็นการสร้างประสบการณ์ของผมและเอามาเป็นบทเรียนที่จะมาพัฒนาตัวผมให้ดีขึ้น และผมก็สามารถก้าวผ่านไปได้
อย่างผมตอนเรียนแพทย์เป็นคนพูดไม่ค่อยคล่องหรือติดอ่าง ก็ไม่คิดว่าเป็นอุปสรรคที่จะมาเป็นปัญหาให้กับตัวเราในการที่จะเป็นอายุรแพทย์หรือครูแพทย์ที่ดี ดังนั้น ผมต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นในการเตรียมการสอนตอนเป็นแพทย์ประจำบ้านก่อนที่ผมจะทำ lecture หรือ conference จะต้องมีการเตรียมการนานมาก พูด 45 นาที อาจจะต้องซ้อมกับกระจกจนคล่องหลายชั่วโมง นอกจากนั้น เมื่อจบเป็นอายุรแพทย์แล้ว ผมยังชอบที่จะเข้าอบรมเรื่องการพูดและการนำเสนอหลากหลายหลักสูตรเวลาที่ผมจะพูดเรื่องอะไรสักอย่างต้องพยายามทำความเข้าใจและค้นคว้าให้รู้เรื่องนั้นให้ดีมาก ๆ ศึกษาให้ละเอียดทำให้เกิดความมั่นใจ ปัญหาเรื่องการพูดไม่คล่องก็ค่อย ๆ ดีขึ้นจนหายไป ผมว่าเราอย่าไปคิดว่ามีอะไรเป็นอุปสรรค แต่ให้คิดว่าเป็นสิ่งที่มาท้าทายให้เราผ่านไปได้มากกว่า
ถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้อยากกลับไปแก้ไขเรื่องใด
ผมไม่เคยคิดมองย้อนกลับแล้วอยากกลับไปแก้ไข ผมอาจจะมองแบบทหาร เมื่อผมทำอะไรไปแล้วก็ต้องยอมรับสิ่งที่ทำ อย่างตอนแรกที่ผมบอกว่าไม่อยากเป็นแพทย์ อยากเป็นสถาปนิก แต่เมื่อผมตัดสินใจเรียนแพทย์แล้ว ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ไม่เคยกลับไปคิดว่า ถ้าผมได้เป็นสถาปนิกก็คงดี แต่ผมจะมีวิธีในการเอางานที่ผมชอบเข้ามารวมกับการทำงานแพทย์ อย่างผมเป็นคนชอบศิลปะ เวลาทำสื่อการสอน ผมก็จะนำศิลปะเข้ามาสอดแทรกในการสอน ทำให้ผมมีความสุขกับงานที่ทำและได้ทำในสิ่งที่ชอบไปพร้อม ๆ กัน ผมว่าที่ผ่านมาผมก็ทำสิ่งต่าง ๆ เต็มที่แล้ว และมีความสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวและการทำงาน
บุคคลต้นแบบในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน
ต้นแบบในการดำเนินชีวิตและการทำงานที่คนไทยทุกคนควรน้อมนำมาใช้ คือ พระราชกรณียกิจและพระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้แสดงและสอนพวกเราตลอดรัชกาลของพระองค์ ไม่ว่าเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงเรื่องโครงการในพระราชดำริมากมายที่พระองค์ได้ทำให้กับชาวไทย เรื่องการเสียสละพระวรกาย ทำงานเพื่อชาวไทยโดยไม่เหน็ดเหนื่อย เมื่อผมรู้สึกเหนื่อยท้อจากการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ผมจะระลึกถึงพระองค์ท่านเสมอว่า สิ่งที่เราทำอยู่ ยังไม่เท่าหนึ่งในล้านที่พระองค์ได้ทำให้กับพวกเราชาวไทย เราเหนื่อยแค่นี้ แต่พระองค์เหน็ดเหนื่อยกว่าพวกเรามากมาย ถึงแม้พระองค์จะไม่อยู่กับพวกเราแล้ว แต่ผมคิดเสมอว่าพระองค์ยังคงมองพวกเราจากบนสวรรค์เสมอ
สำหรับต้นแบบของความเป็นแพทย์ โดยเฉพาะความเป็นอายุรแพทย์โรคไต ของผมมี 3 ท่าน ท่านแรกคือ ศ. นพ. วิศิษฏ์ สิตปรีชา ท่านเป็นต้นแบบของนักวิชาการทางด้านโรคไต และความเป็นครู ไม่ใช่แค่ว่าสอน แต่ครูมีความรักลูกศิษย์ และอาจารย์ช่วยเหลือเท่าที่สามารถทำได้ อย่างตอนผมไปเรียนต่อต่างประเทศ ครูก็ช่วยติดต่อให้ผมได้ไปเรียน ปัจจุบันถึงแม้ท่านจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ครูวิศิษฏ์ ยังคงความเป็นครูอยู่อย่างสมบูรณ์
ท่านที่สอง คือ ศ. พญ. สุมาลี นิมมานนิตย์ ท่านเป็นต้นแบบที่ดีในการทำอะไรอย่างพอเพียง และทางด้านจริยธรรมเช่นกัน ถึงแม้จะไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของท่านโดยตรง แต่ได้มีโอกาสทำงานกับท่านในสมาคมโรคไตและราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ ผมได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งด้านวิชาการการเรียนการสอน การออกข้อสอบ และคุณธรรมจริยธรรม เสียดายที่ครูสุมาลีจากไปก่อนเวลาอันควร
ท่านที่สาม คือ ศ. นพ. เกรียง ตั้งสง่า ผมได้พบกับครูในช่วงที่เรียนอายุรศาสตร์ที่จุฬาฯ แต่ว่าที่ได้เรียนรู้และเป็นตัวอย่างกับผมในเรื่องของการทำงาน คือ ในระหว่างที่ได้ทำงานที่สมาคมโรคไตฯ ตอนที่ท่านเป็นนายกสมาคมฯ ได้มีโอกาสในการร่วมจัดงานประชุมต่าง ๆ ท่านมีแนวคิด วิธีการทำงานที่ดีมาก ๆ มีระบบ มีระเบียบในการทำงาน ผมได้นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ นอกจากนั้น ครูเกรียงยังมีความเป็นแพทย์และมีมุมมองทางด้านจริยธรรมทางการแพทย์ที่ดีมาก ๆ

คติหรือหลักการที่ยึดถือในการดำเนินชีวิต
การที่ผมได้มีโอกาสเข้าอบรมในหลักสูตร “อุปนิสัย 7 ประการของผู้มีประสิทธิผลสูง” (The 7 Habits of Highly Effective People) และได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงาน อุปนิสัย 7 ประการนี้เป็นหลักการที่สำคัญที่ช่วยให้เราเอาชนะตนเองและเอาชนะคนรอบข้าง (Private and Public Victory) อุปนิสัย 3 ประการแรก คือ Be proactive (การเลือกตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวอย่างไตร่ตรอง ไม่หุนหันพลันแล่น) Begin with the end in mind (เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ หรือคิดถึงเป้าหมายก่อนทำอะไรเสมอ) และ Put first things first (ทำสิ่งที่สำคัญก่อน รู้จักเลือกที่จะทำอะไรก่อนหลัง เพราะผู้บริหารมีงานที่ต้องทำมากมาย) Think win-win (คิดแบบ ชนะ-ชนะ ทำอะไรให้คิดถึงวิธีการที่ทำให้ทุกคนพึงพอใจหรือชอบไปพร้อม ๆ กัน) Seek first to understand then to be understood (เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้ผู้อื่นเข้าใจเรา เอาใจเขามาใส่ใจเรา) Synergie (ผนึกพลังประสานความต่าง วิเคราะห์ให้ได้ว่าจะนำความแตกต่างของคนในองค์กรมาร่วมกันทำงานให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีได้อย่างไร) เมื่อเราสามารถ
สร้างอุปนิสัย 6 ประการเพื่อครองตนและครองคนแล้ว การสร้างอุปนิสัยข้อที่ 7 คือ การทบทวนปฏิบัติซ้ำ และเติมพลงชีวิตเพื่อลับคมให้กับตนเองอย่างสม่ำเสมอ (Sharpen The Saw) เป็นสิ่งที่จะทำให้การปฏิบัติกลายเป็นอุปนิสัยที่ฝังลึกในตัวเรา
ข้อแนะนำสำหรับแพทย์รุ่นใหม่
แพทย์จะประสบความสำเร็จได้ อย่างแรก ต้องวางเป้าหมายของตัวเองไว้ก่อน ว่าจบมาแล้ว วางเป้าหมายไว้ที่จุดไหน เราจะเป็นแพทย์ที่ให้บริการอย่างเดียว จะเป็นอาจารย์แพทย์ เราจะเป็นผู้ทำวิจัย หรือจะเป็นอะไร ต้องวางเป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจน และต้องชอบหรือรักในสิ่งที่ตนเองทำ มองตัวเองให้ออก อย่างที่สอง เมื่อวางเป้าหมายแล้ว ต้องตั้งใจทำสิ่งเหล่านั้นให้เต็มที่ แต่ก่อนจะวางเป้าหมายก็ต้องดูว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร อยู่ในสถาบันทางการแพทย์แบบไหนประกอบด้วย และอีกสิ่งที่แพทย์ทุกคนควรมีคือ เรื่องคุณธรรม จริยธรรม ไม่ว่าเราจะเป็นแพทย์ที่เน้นเรื่องของการบริการเน้นเรื่องการเรียนการสอนหรืองานวิจัย คุณธรรม จริยธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ความสำเร็จไม่ได้หาซื้อกันได้ แต่มันเกิดจากการสร้างด้วยตัวเราเองอย่างมีจริยธรรม

