“สไตล์เราพอได้ทุนมาศึกษาเรื่องอะไรแล้ว จะทำงานให้สามารถศึกษางอกเงย ขยายผลต่อไปได้”
พญ. อัญชลี อวิหิงสานนท์
หัวหน้าแพทย์ศูนย์ประสานความร่วมมือเนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ประเทศไทย ด้านการวิจัยโรคเอดส์
(HIV-NAT : The HIV Netherlands Australia and Thailand Research Collaboration)
หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านการรักษา (Thai Red Cross AIDS Research Centre treatment,
clinical research site leader, AIDS Clinical Trial group (ACTG), NIH
กรรมการบริหาร สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย
แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ โดยเฉพาะสาขาโรคติดเชื้อ
จบ ม.ปลาย ที่ รร.สตรีราชินูทิศ จังหวัดอุดรธานี สอบโควตาเลือกเรียนที่คณะแพทย์ฯ ม.ขอนแก่น เหตุที่เลือกแพทย์ เพราะตอนเด็ก ๆ เคยดูหนังเรื่องหมอบ้านนอกแล้วชอบ และมีคุณลุงเป็นหมอที่รพ.สกลนคร ช่วงปิดเทอมก็ตามคุณยายไปอยู่บ้านคุณลุงได้เห็นการทำงาน และเคยไปช่วยคุณลุงไม่ว่าจะเป็นการออกหน่วยตรวจ หรือไปตรวจคนไข้ ก็เห็นคนไข้มาด้วยความเจ็บปวด พอให้การรักษาออกไปก็ยิ้ม ทำให้เกิดความประทับใจและอยากเรียนแพทย์
ขณะเรียนที่คณะแพทย์ฯ ม.ขอนแก่น ก็มีความประทับใจในการเรียนการสอนหลาย ๆ เรื่อง และตอนเรียนแพทย์ปี 6 เลือกไปเป็น extern ที่ รพ.ศูนย์ขอนแก่น พอจบก็มารับทุนที่ รพ.ศูนย์ขอนแก่นแผนกอายุรกรรม 2 ปี ถึงแม้งานจะหนักและเหนื่อยมาก แต่ก็สนุกและมีความสุขในการทำงานมากช่วงนี้เองที่มองเห็นว่าอายุรกรรมน่าสนใจ เพราะสามารถดูคนไข้ได้ตลอดชีวิต จึงเลือกมาเรียนต่ออายุรศาสตร์ ที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จากนั้นก็ไปใช้ทุนที่สมุทรสาคร เป็นเวลา 1 ปี ที่ได้ทำทุกอย่างเรียกว่ากินนอนอยู่ที่นั่นเลย ใครเรียกมาก็ช่วยหมดทั้งอายุรกรรมและศัลยกรรม จนไม่ได้กลับบ้านช่วงนั้นตนเองตรวจพบว่า ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี จากเข็มตำและต้องได้รับการตรวจชิ้นเนื้อตับ และต้องรักษาด้วยยาฉีด peg interferon สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทางครอบครัวจึงขอให้กลับมาอยู่กรุงเทพฯ มีความสนใจทางด้านโรคติดเชื้อตั้งแต่อยู่ที่ รพ.ศูนย์ขอนแก่น เพราะเห็นว่าโรคติดเชื้อทำให้คนไข้ขณะนั้นเสียชีวิตสูง และมีการทำงานเสมือนนักสืบ ซึ่งต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าอาการที่เห็นเช่น มีไข้ เกิดจากการติดเชื้อหรือไม่ และถ้าใช่ก็ต้องมาดูว่าติดเชื้ออะไร ก็ต้องสืบค้นต่อ เลยตัดสินใจเลือกเรียนเป็นแพทย์ประจำบ้านต่อยอดโรคติดเชื้อ ที่จุฬาฯ
ต่อมาก็ได้ลาตามสามีไปเรียนที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา ตอนไปที่เมืองไทยเชื้อ HIV เริ่มเยอะขึ้นตอนนั้น (ปี 1996) ก็รู้สึกท้อตรงที่ว่าไม่มียารักษาเลย ยาต้านราคาแพงมาก รักษาได้แต่โรคฉวยโอกาสแต่พอได้ไปอยู่ที่โน่น ได้ไปดูเรื่อง HIV แล้วทำให้มีความหวังขึ้นมาอีก เพราะที่อเมริกาตอนนั้นมียามีอะไรใหม่ ๆ และพบคนไข้กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย คนไข้ก็คุยกันจนสนิท ก็เริ่มทำวิจัยตั้งแต่อยู่ที่นั่นเลย พอจะกลับมาเมืองไทย ได้มีโอกาสเจออาจารย์พินิจ กุลละวณิชย์ แนะนำให้มาทำที่ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ ตั้งแต่ปี 2002 จนถึงปัจจุบัน
สิ่งที่รู้สึกภูมิใจมากที่สุด
เรื่องแรก เป็นเรื่องของการได้มีโอกาสรักษาคนไข้ HIV ซึ่งเป็นโรคที่ในขณะนั้น เราไม่ได้รักษาแต่โรคของเขา เรายังต้องรักษาทั้งกาย ใจ และสังคมของเขาด้วย ทำให้เราได้ช่วยชีวิตหลาย ๆ ชีวิต ทำให้เขาสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งได้ใช้ผลงานการทำวิจัย โดยเฉพาะการค้นพบว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีระดับยาต้านสูงกว่าคนเชื้อชาติอื่น ทำให้มีการปรับลดขนาดยาให้เหมาะสม ลดค่าใช้จ่าย และลดผลข้างเคียง นอกจากนั้น ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมดูแลการรักษาเอชไอวีในระดับประเทศ (National HIV guideline) และร่วมผลักดันการรักษาวัณโรคระยะแฝง เพื่อลดการเกิดวัณโรค
เรื่องที่สอง การได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในประเทศไทย ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็น 1 ใน 2 กลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการตรวจคัดกรองและการตรวจยืนยันไวรัสตับอักเสบซีได้ฟรี ทำให้คนไข้เข้าถึงการรักษามากขึ้นและได้มีโอกาสทำงานร่วมกับหน่วยงานในระดับนานาชาติรวมถึงองค์การอนามัยโลก
อย่างล่าสุดก็ได้เป็น Chair, Co-chair เรื่องการที่จะเปลี่ยนกลยุทธ์ หรือนโยบายที่จะรักษา Hepatitis C ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งก็ออกมาแล้วใน WHO HCV guideline (Treatment of Adolescents and Children with Chronic HCV infection, policy brief 2022) ซึ่งการได้ร่วมงานทำให้เราได้เรียนรู้ว่าก่อนที่จะมีไกด์ไลน์ของ WHO เขาทำอะไรกันบ้าง เขาต้องมีคนมาวิเคราะห์ มีหลักฐานอย่างไร นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสช่วยงานภาครัฐ และสมาคม รวมถึงศูนย์วิจัยโรคเอดส์ จนทำให้มีการรักษา Hepatitis C ฟรีในประเทศไทย และทำการศึกษาและทำวิจัยยาใหม่ ๆ ที่ผลข้างเคียงน้อยและผลักดันเข้าบัญชียาหลักและเขียนในแนวทางการรักษาด้วย เรียกว่าได้ทำงานครบวงจร ไม่ใช่วิชาการอย่างเดียว
เรื่องที่สาม การได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ทำให้เราได้รับเลือกเป็น Clinical research site leader ของ ACTG ซึ่งในประเทศไทยมีที่เราและที่ RIHES มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำให้มีโอกาสทำงานวิจัยในระดับโลกที่เป็นตัวแทนประเทศไทยและเอเชีย และในปี 2021 ก็ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของ clinical research site ในเอเชีย ซึ่งรวมอินเดียฟิลิปปินส์ เวียดนามและไทย ได้มีโอกาสนำเสนอว่าควรจะทำวิจัยอะไร วิจัยทางไหน ในภูมิภาคของเราเป็นต้น
ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ
ปัจจัยแรก ความเอาใจใส่และความมุ่งมั่นในเรื่องที่ทำ เช่น มีงานวิจัยในต่างประเทศที่บอกว่าการใช้ยามีผลข้างเคียงน้อย แต่พอเราใช้กับคนไทยเกิดผลข้างเคียงเยอะมาก ทั้งที่ใช้ยาสูตรเดียวกัน เช่น ยา indinavir พอสังเกตตรงนี้ เราก็เอาปัญหามาดูว่ามีคนศึกษาเรื่องนี้ไหม ถ้าไม่มี เราก็ลงมือทำ มุ่งมั่นหาดูให้ได้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ปรากฏว่าจริงอย่างที่เราสงสัย โดยเราพบว่าพันธุกรรมของคนไทยต่างกับฝรั่ง การดูดซึมยาของเราต่างกัน โดยมีการขับยาออกน้อย ทำให้มียาคั่งอยู่ในเลือดเยอะและเกิดผลข้างเคียงต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายจึงมีมากกว่า เช่น การเกิดไตวายจากยา indinavir, tenofovir ก็ทำให้มีการศึกษาการลดขนาดยา และการใช้ยาขนาดที่เหมาะสม มีการขยายความรู้ไปนอกประเทศ เช่น ได้ร่วมกับ Kirby Instituute, University of New South Wales ทำโครงการ ENCORE เพื่อดูขนาด efavirenz 400 mg เปรียบเทียบกับ efavirenz ขนาด 600 mg เป็นต้น
ปัจจัยที่สอง การคำนึงถึงใจเขาใจเรานี้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ไม่ใช่ตัวเราสามารถที่จะทำได้สำเร็จทั้งหมด ต้องมีผู้ร่วมงาน คนไข้ และคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ถ้าขาดความร่วมมือจากแต่ละคนไปโดยเฉพาะงานวิจัยก็จะไม่สำเร็จ
ปัจจัยที่สาม การมองโลกในแง่ดีหรือการคิดบวกอย่างเจ้านายให้งานเรามาทำเยอะ เราสามารถมองได้สองด้าน ด้านลบคือ งานเต็มมืออยู่แล้ว ทำไมถึงให้มาอีก กลับกันถ้าเราคิดบวก เจ้านายอาจมองเห็นว่าเรามีศักยภาพที่จะทำ และเติบโตได้อีกในอนาคต ถ้าคิดบวกเราก็จะมีแรงในการทำงานมากยิ่ง ๆ ขึ้น
ปัจจัยที่สี่ การกล้าคิด กล้าทำ และรับผิดชอบ อย่างหมอทำวิจัย แล้วพยาบาลทำผิด หมอก็ต้องรับผิดชอบว่าตัวเองดูแลไม่ดี ต้องรับผิดชอบแทนลูกน้อง ทีนี้ลูกน้องก็ให้ใจเราเลย ทำทุกอย่างให้ และเรากล้าทำในสิ่งใหม่ ๆ ไม่ต้องรอว่าให้เขามีข้อมูลมาก่อน เช่น การใช้ยาต้านในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีวัณโรคร่วม โดยใช้หลักการว่าคนไทยมีระดับยาสูงประมาณ 30% และอาหารทำให้ระดับยา dolutegravir สูงขึ้น 30 – 60% เราก็เลยมีการศึกษาขนาดยา dolutegravir 50 mg ร่วมกับอาหารเปรียบเทียบกับขนาดมาตรฐาน (dolutegravir 50 mg วันละ 2 ครั้ง) พอเรามีข้อมูลออกมา ทางแอฟริกาก็ทำแบบเราด้วย หรือการให้ยา dolutegravirในคนที่ได้ยา rifapentine เราก็ทำก่อนว่า คนไทยไม่ต้องเพิ่มระดับยา ตอนนี้ ACTG ก็ให้เราร่วมโครงการด้วยก็พบว่าคนไทยระดับยาสูงกว่าคนแอฟริกัน
กว่าจะถึงวันที่ประสบความสำเร็จ เจออุปสรรคอะไรบ้าง แล้วเอาชนะอย่างไร
ขอเน้น 2 เรื่อง เรื่องภาษา ตอนแรกไม่ได้ภาษาอังกฤษ ทำให้ไม่กล้าคุยกับคนต่างชาติ แต่เราก็คิดว่าไม่ต้องพูดให้มันเก่งมาก สำเนียงไม่ต้องดีมาก แค่สื่อสารให้เขาเข้าใจ ถ้าฝรั่งเขาทำงานกับเราเขาก็ต้องพยายามเข้าใจเราอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องกล้าที่จะแลกเปลี่ยน เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอย่างไร ตอนไปอยู่อเมริกาใหม่ ๆ เราก็ไปทำทุกอย่างที่ทำให้ได้ฝึกภาษา หรือเราไปซุปเปอร์มาร์เก็ต สงสัยอะไรก็ถาม พยายามที่จะฝึกสื่อสาร เช่น ซื้อของมากิน แต่ไม่เหมือนที่โฆษณา ก็ไปพูดกับเขาจนเขาให้มาฟรี หรือไปร้านอาหาร ก็บอกเขาว่าทำปลาแซลมอนแข็งไป พูดจนเขารู้เรื่อง เขาก็ไม่คิดเงินทั้งที่เราไม่รู้มาก่อนว่าเขาจะไม่คิดเงิน ก็หาโอกาสฝึกมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้มีการเชิญเราให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายที่ต่างประเทศหลายครั้ง หรือการได้เข้าร่วมประชุมกับองค์กรต่างประเทศ ทั้ง ACTG, WHO, Krrby institute เป็นต้น
เรื่องที่สองคือ เงินทุนในการทำวิจัย เรามีเงินทุนน้อย แต่มีไอเดียเยอะ บางคนอาจคิดว่ามันเป็นอุปสรรคและล้มเลิกไป แต่หากตัวเองเห็นว่าเป็นงานวิจัยที่สำคัญและอยากทำ จะพยายามมองหาทุนทั้งในและต่างประเทศ หรือหาความร่วมมือ เช่น หมอสนใจ Hepatitis B แต่ว่าค่าตรวจมันแพงมาก ก็พูดคุยและร่วมมือกับ Prof. Sharon Lewin ที่เคยทำงานกันที่ Melborne University เขาก็มา longterm cohort ร่วมกันหาทุนมา แล้วสไตล์เราพอได้ทุนมาศึกษาเรื่องอะไร แล้ว จะทำงานให้สามารถศึกษางอกเงยขยายผลต่อไปได้ จากที่เราเป็นตัวเล็ก ๆ เราก็กล้าขึ้นที่จะไปขอทุนมาทำต่อเนื่อง และตอนนี้เราก็เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา hepatis B cure ทั้งในผู้ติดเชื้อ และไม่ติดเชื้อเอชไอวี
ถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้บางเรื่องอยากกลับไปทำเรื่องใดมากที่สุด
อยากจะไปสอนหนังสือ ไปเป็นอาจารย์โรงเรียนแพทย์ อยากจะไปสอนประสบการณ์ที่เด็กรุ่นใหม่ไม่เห็น ไปดูคนไข้ด้วยกัน ให้เขาอิน แล้วรู้สึกว่าสัมพันธภาพกับคนไข้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราดูคนไข้ด้วยใจ ด้วยความใส่ใจ ฟังเขาพูดบางอย่าง เขาจะชี้ทางให้เราว่าไปทางไหนจะได้ไม่ผิดทาง ยกตัวอย่าง คนไข้เอชไอวีมาด้วยเรื่องไข้ที่หาสาเหตุไม่เจอ แล้วส่งตรวจทุกอย่างเป็นลบหมดเลย คนไข้เอกซเรย์ปอดปกติปกติ (อ่านโดย radiologist) แต่มีไอเด่น หมอก็บอกแพทย์รุ่นน้องว่า คนไข้มีจุดเด่นอยู่ที่ไอ เราควรเอาผลตรวจเอกซเรย์ปอดมาดูดีปรากฏว่าเห็นมีเหมือนต่อมน้ำเหลืองโต เอาไปทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พบต่อมน้ำเหลืองเต็มเลย สุดท้ายเราก็วินิจฉัยเขาได้ว่าเขาเป็นวัณโรคต่อมน้ำเหลืองแล้วรักษาเขาก็หายแล้ว หรือคนไข้เอชไอวีกินยา tenofovir disoproxil fumarate วันละ 300 mg (TDF/FTC+lopinavir/ritonavir) มาด้วยปัสสาวะบ่อยกลางคืนและมีน้ำหนักลดไป 10 กิโลกรัม เขาก็โดนตรวจว่าเป็นมะเร็ง เบาหวานหรือต่อมไทรอยด์เป็นพิษหรือไม่ แต่ก็ไม่พบอะไร การทำงานของไตก็ปกติ จนเรามาดูก็บอกแพทย์คนนั้นว่าเป็นจาก tenofovir induced proximal tubular dysfunction หรือเปล่า ให้ลองลดขนาดยา tenofovir ดู ปรากฏว่าคนไข้ดีขึ้นน้ำหนักเพิ่มขึ้น
บุคคลที่เป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตหรือการทำงาน
ตรงนี้ขอกล่าวถึงสัก 6 คน คนแรก ขอเป็นอาจารย์ พญ. เพลินจันทร์ เชษฐ์โชติศักดิ์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น เรียนกับอาจารย์ตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ อาจารย์แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราใส่ใจคนไข้ก็จะทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย คนไข้ให้ความร่วมมือ กระบวนการรวมถึงผลการดูแลรักษาก็มีโอกาสได้ผลที่ดีกว่าการทำตามตำราอย่างเดียว
คนที่สอง อาจารย์ พญ. เยาวลักษณ์ เอื้ออนันต์ ที่ รพ.ศูนย์ขอนแก่น อาจารย์สอนให้เราเป็นอายุรแพทย์ ที่ดูคนไข้ด้วยใจ และการให้เวลาคนไข้ ฟังคนไข้ให้มากแล้วเราจะรู้เองว่าจะรักษาคนไข้อย่างไร
คนที่สาม อาจารย์ พญ. มัทนา หาญวนิชย์ อาจารย์สอนให้ดูคนไข้ให้ละเอียดสนใจทุกปัญหาของคนไข้ จนทำให้เราสามารถเอามาใช้ตอนนี้
คนที่สี่ อาจารย์ นพ. ชุษณา สวนกระต่าย อาจารย์สอนให้เราเห็นว่านอกจากดูคนไข้แล้ว ก็ต้องค้นคว้าด้วย สอนให้เรารู้ถึงขนาดว่าต้องไปย้อมเชื้อเอง ดูเองอย่าเชื่อคนอื่น ถ้าจะเป็นหมอโรคติดเชื้อที่ดีเราก็ต้องไปเอามาดูด้วยตาของเราเอง ข้อมูลเยอะมาก อาจารย์อ่านเยอะมาก เวลาที่อาจารย์นำมาใช้กับคนไข้ ดูสมาร์ทมาก เป็นแรงบันดาลใจให้เราค้นคว้า
อาจารย์ นพ. ประพันธ์ ภานุภาค อาจารย์สอน และทำให้เราดูหลายอย่างโดยเฉพาะในการทำงานกับ NGO หรือทำงานกับภาคสังคม อาจารย์สามารถที่จะกอดไหล่กับกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ ตอนนี้ตัวเองก็ทำงานกับ NGO หลายกลุ่ม โดยยึดอาจารย์เป็นแบบอย่าง
อาจารย์ พญ. จุรีรัตน์ บวรวัฒนุวงศ์ อาจารย์สอนให้ดูคนไข้เป็นคน ไม่ได้ยึดติดตามไกด์ไลน์อย่างเดียว ไม่เน้นยาตัวเดียวใช้ได้กับทุกคน อาจารย์ทำให้เห็นเรื่องของ Dose optimization ได้การเรียนรู้จากอาจารย์มาทำวิจัยมาสู่การปฏิบัติ คนไข้ไตวาย คนไข้สูงอายุ คนไข้วัยรุ่น ก็ต้องปรับขนาดยา อาจารย์จะมีเคสยกตัวอย่างมาให้เราเรียนรู้หลากหลาย และอาจารย์ทำกิจกรรมข้างนอกด้วยทำให้คิดว่าอาจารย์ทำไมทำได้หลายอย่าง
คติหรือหลักการที่ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต
คติแรกเป็นแนวทางพระราชบิดา ที่ให้เห็นประโยชน์ของผู้อื่นก่อน ประโยชน์ส่วนตัวไว้ที่หลัง เช่น การทำวิจัยทั้งหัวข้อ วิธีการและผล จะคิดว่าเมื่อได้มาแล้วจะเป็นผลดีกับคนไข้อย่างไรก่อน และต่อมาเพื่อนร่วมงาน ควรจะได้อานิสงส์จากงานที่ทำด้วย
คติที่สอง การใช้ชีวิตแบบมีสติ จะพยายามคิดดี ทำดี พูดดี ต้องมีสติ หากเราทำโดยไม่มีสติ การคิด พูดทำ ก็เสี่ยงที่จะออกมาไม่ดี
คติที่สามเป็นหลักปฏิบัติ คือได้ดำเนินวิชาชีพแพทย์ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบและรักถ้าเราทำอะไรด้วยความรัก และสนุก ราจะทำงานนั้นด้วยใจเป็นสุข นอกจากนั้น สุขภาพกายก็ต้องดูแลด้วย สุขภาพใจและกายต้องสอดคล้องกัน
คติที่สี่เป็นหลักปฏิบัติ 3 มอ ที่ดี คือ การเป็นหมอที่ดี การเป็นเมียหรือภรรยาที่ดี และการเป็นแม่ที่ดีถ้าเราตั้งปณิธานแบบนี้ เราก็จะพยายามทำโดยไม่ลืมว่าบทบาทตอนนี้เราเป็นหมอ บทบาทภรรยาบทบาทแม่ ไม่ใช่อะไรให้คนไข้ทั้งหมด ต้องมี work life balance และที่สำคัญ ถ้าครอบครัวดี จะทำให้งานเราดีด้วย
มองการแพทย์ของเมืองไทยทิศทางในอนาคต และข้อแนะนำกับแพทย์รุ่นใหม่
การแพทย์อนาคต จะมีการใช้เทคโนโลยี เช่น AI, Telemedicine, Robot มากขึ้น ขอ้ ดีคอื การลดคอขวดในขั้นตอนต่าง ๆ การลด work load ของคนทำงาน และเพิ่มศักยภาพในการดูแลคนไข้ แพทย์รุ่นใหม่ก็ต้องตามเทคโนโลยีให้ทัน สามารถใช้เทคโนโลยีช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไร แพทย์ก็ต้องดูแลคนไข้ด้วยใจ เพราะเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนตรงนี้ได้
สำหรับข้อแนะนำแพทย์รุ่นใหม่ ก่อนอื่นต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า ที่เรามาเป็นแพทย์เพราะว่าเราชอบจริง ๆ ไหม หรือเป็นเพราะว่าทางบ้านบังคับเข้ามา ถ้าอยากเป็นแพทย์ที่ประสบผลสำเร็จ ก็ต้องแน่ใจว่า เราได้ทำงานในสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เรารัก และถ้าถึงเวลาที่ต้องเรียนต่อ ก็ต้องหาวิธีรู้ให้ได้ว่า ตนเองชอบแพทย์สาขาไหน เพราะอะไร อย่างสาขาโรคติดเชื้อบอกเลยว่าเหนื่อยมากกว่าที่จะหาเชื้อเจอ แต่ถ้าเราค้นเจอว่าเป็นเชื้ออะไรแล้วรักษาคนไข้ให้หายได้ จะทำให้เรามีความสุขมาก ถ้าเป็นแบบนี้ก็เรียกว่าตรงสาขา
เมื่อคิดว่าใช่วิชาชีพที่ชอบแล้ว อยากฝากแพทย์รุ่นใหม่ว่า หมอไม่จำเป็นต้องเก่งมาก แต่ต้อง 1. มีความรับผิดชอบ และมีความเอาใจใส่ 2. ไม่เห็นแก่ตัว เห็นผลประโยชน์ส่วนรวม เสริมด้วย 3. มีทัศนคติในเชิงบวกและมีสติ ถ้ามีทั้ง 3 อย่างนี้ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจต่าง ๆ เราจะไม่พลาดและสามารถประสบความสำเร็จในวิชาชีพแพทย์ได้ อย่าลืมดูแลสุขภาพกายและใจให้สมดุลกันด้วย





